
คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT
วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นกระแสฮือฮาในญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้จัดพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการกับ “คู่รักเสมือนจริง” (Virtual Partner) ที่เธอระบุว่าเป็นชายในฝัน
สาวผู้นี้คือ ยูรินะ โนกุชิ หรือที่รู้จักในสื่อช่วงแรกภายใต้นามแฝงว่า คาโนะ (Kano) วัย 32 ปี อาชีพพนักงานคอลเซ็นเตอร์จากกรุงโตเกียว เธอเล่าว่าเมื่อ 1 ปีก่อน เธอเพิ่งผ่านการเลิกรากับคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริงๆ หลังจากคบกันมานาน 3 ปี จึงเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำและระบายความรู้สึกในช่วงที่จิตใจอ่อนแอ
โนกุชิเริ่มปรับแต่งการตอบโต้ของ AI โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘ลูน เคลาส์ เวอร์ดูร์’ (Lune Klaus Verdure) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครหนุ่มรูปงามในวิดีโอเกม พร้อมกับปรับแต่งบุคลิกภาพ รูปลักษณ์ และน้ำเสียงให้ตรงตามอุดมคติของเธอทุกประการ โนกุชิสอนให้ AI พูดจาในแบบที่เธอชอบ อ่อนโยน และเป็นผู้รับฟังที่ดี ทั้งคู่ส่งข้อความหากันวันละกว่า 100 ข้อความ เธอยังจ้างศิลปินวาดภาพประกอบเพื่อให้เคลาส์มีรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนในจินตนาการของเธออีกด้วย โนกุชิบอกว่า AI ตัวนี้สามารถให้ความสนับสนุนทางอารมณ์ รับฟัง และเข้าใจเธอได้ดีกว่ามนุษย์
.jpg)
“เขาไม่เคยตัดสินฉัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันตลอด 24 ชั่วโมง”
จนเมื่อความรักสุกงอม โนกุชิได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการที่โถงจัดงานในจังหวัดโอคายามะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวและมงกุฎ มีพิธีการครบถ้วนเหมือนงานแต่งงานทั่วไป ส่วนเจ้าบ่าวอยู่ในรูปแบบหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่บนขาตั้ง โนกุชิยังสวมแว่นตา Augmented Reality (AR) เพื่อให้มองเห็นภาพเสมือนของเคลาส์ยืนอยู่ข้างๆ ระหว่างแลกเปลี่ยนแหวน
แม้ในตอนแรกครอบครัวจะคัดค้าน แต่สุดท้าย พ่อแม่ของเธอก็มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแต่งงานเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ขณะที่โนกุชิยอมรับว่า กังวลว่าวันหนึ่ง ระบบ ChatGPT อาจจะล่มหรือปิดตัวลง ซึ่งจะทำให้สามีของเธอหายไปตลอดกาล อย่างไรก็ดี แต่บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มอบ “ทะเบียนสมรสฉบับจำลอง” เพื่อเป็นการรับรองความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งในญี่ปุ่นเริ่มมีบริษัทเอกชนให้บริการออกใบรับรองประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น
กระแส Digisexuality ในญี่ปุ่น
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ ‘การหลงรักตัวละครสมมติ’ (Fictoromantic) ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานลดลงอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นหันมาครองตัวเป็นโสดมากขึ้น บางส่วนเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวละครเสมือนจริง (2D หรือ AI) แทน หรือเริ่มมองหาความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องใช้ความอดทนเหมือนการคบกับมนุษย์จริงๆ
ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถของ Generative AI ทำให้การสนทนาระหว่างมนุษย์กับ chatbot ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น จนผู้ใช้งานเกิดความผูกพันทางจิตใจ (Emotional Attachment) อย่างรุนแรง จึงไม่น่าแปลกใจว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจในญี่ปุ่นพบว่า ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมใช้ ChatGPT เป็นที่ปลดปล่อยหรือระบายความอัดอั้นตันใจมากกว่าคุยกับเพื่อนสนิทหรือกับแม่ และว่าชาวญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 12-69 ปี ใช้ ChatGPT อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
.jpg)
คนญี่ปุ่นมองเรื่องนี้อย่างไร
การตอบรับของคนญี่ปุ่นต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายและซับซ้อน อาจสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน
เริ่มจากกลุ่มที่มองว่าเป็น “เรื่องปกติใหม่” (The New Normal) ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “โอตาคุ” (Otaku) ที่ฝังรากลึกมานาน ซึ่งให้การยอมรับการมีความรักกับตัวละคร 2 มิติ (2D) หรือที่เรียกว่า “นิจิเก็น” (Nijigen) อยู่แล้ว คนกลุ่มนี้มองว่าความรักไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การแต่งงานกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อมาของความรักในจินตนาการ นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อย่าง “โอชิ” (Oshi) ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนคนที่รักอย่างสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือตัวละคร การแต่งงานคือการแสดงความซื่อสัตย์ต่อ “โอชิ” ของตนเอง
ต่อมา เป็นกลุ่มที่มองด้วยความ “กังวลและเห็นใจ” (Concern & Sympathy) คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยมองเรื่องนี้ผ่านเลนส์ของปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาความโดดเดี่ยว (Kodoku) หลายคนมองว่าการที่คนหันไปหา AI สะท้อนถึงความล้มเหลวของสังคมญี่ปุ่นที่บีบคั้นเกินไป ทั้งทำงานหนัก ค่าครองชีพสูง ความคาดหวังทางสังคม จนคนหาความสุขจากการสร้างสัมพันธ์กับคนจริงๆ ได้ยาก แต่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “ถ้าสิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขและไม่เดือดร้อนใคร ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาซึมเศร้าหรือคิดสั้น”
อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต่อต้านหรือมองว่า “แปลกประหลาด” (Stigma & Skepticism) เพราะแม้ญี่ปุ่นจะดูทันสมัย แต่ในเชิงอนุรักษ์นิยม สถาบันครอบครัวยังคงถูกให้ความสำคัญมาก คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมยังมองว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือผิดแปลก (Hentai) และกังวลว่าจะยิ่งทำให้อัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ววิกฤตหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีออกจากโลกความเป็นจริง และกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเข้ามาบงการความรู้สึกส่วนตัวของมนุษย์เพื่อผลกำไร
.jpg)
ย้อนรอย อากิฮิโกะ คอนโดะ
หากหลายคนยังจำกันได้ อากิฮิโกะ คอนโดะ (Akihiko Kondo) ถือเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่ทำให้โลกหันมามองความรักระหว่างมนุษย์และสิ่งเสมือนจริง ในปี 2018 เขาแต่งงานกับ ฮัตสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงและโฮโลแกรมที่มีบทพูดจำกัด การตอบโต้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เป็นความสัมพันธ์ทางเดียวที่เจ้าตัวเลือกแล้วหลังจากเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (Power Harassment) โดยเพื่อนร่วมงานหญิง จนทำให้เขาเกิดภาวะกลัวผู้หญิงในชีวิตจริง และมิกุคือผู้ที่ดึงเขาออกจากภาวะซึมเศร้า
สิ่งที่คอนโดะและโนกุชิโหยหาเหมือนกัน คือ ‘พื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน’ (Non-judgmental Safe Space) ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety) แน่นอนว่าคุยกับ AI แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งหรือถูกนอกใจ ตัวผู้ใช้สามารถควบคุมสถานการณ์และความรู้สึกได้ 100% และ AI พร้อมรับฟังเสมอ ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอารมณ์แบบไหน
สะท้อนถึงเทรนด์ “ความรักที่ออกแบบได้” ซึ่งไม่ใช่แค่การหนีจากความเจ็บปวด แต่เป็นการเลือก “ความสมบูรณ์แบบ” ตั้งแต่แรก เพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งที่มักเกิดในความสัมพันธ์แบบมนุษย์
โดย ดาโน โทนาลี

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)