
คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกสาเหตุ ‘อาเซียนจมน้ำ’
วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.
ปกติแล้ว ในช่วงนี้ของปี ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังอยู่ในช่วงฤดูฤดูมรสุม ฝนจะตกหนักมากเป็นพิเศษ แต่มรสุมปีนี้รุนแรงหนักหน่วงที่สุด ส่งผลกระทบรุนแรงต่อหลายล้านชีวิต เฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาของไทย เผชิญฝนตกกระหน่ำไม่หยุดแบบไม่ลืมหูลืมตา เรียกว่าฝน 300 ปี เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือของมาเลเซีย ที่มีพรมแดนติดกับไทย รวมถึงที่เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และอาจนับรวมหลายพื้นที่ของเวียดนาม ที่เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนนี้ จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย ก็ล้วนมาจากสภาพอากาศสุดขั้ว ที่ไม่ได้มาแค่ฝนตกหนักตามฤดูกาล แต่รวมถึงร่องมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พาดตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกไปถึงมหาสมุทรอินเดีย พายุน้อยใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นถี่มาก และปรากฎการณ์ลานิญา จากภาวะโลกร้อน ที่ล้วนเป็นตัวแปรให้สถานการณ์เลงร้ายมากขึ้น
.jpg)
เริ่มจากสภาพอากาศสุดขั้วกันก่อน
ต้องยอมรับว่าฝนที่ตกในช่วงนี้ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าหนักมากผิดปกติ จากร่องมรสุมที่ทรงพลังและคงที่ ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ ได้นำความชื้นจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยและคาบสมุทรมาเลเซีย
สำนักอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียบอกด้วยว่า ฝนที่ตกหนักจากมรสุมมีความเชื่อมโยงกับการเสริมกำลังของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นผลกระทบที่เกิดจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน 2 ลูก คือพายุโคโตะ หรือเวอร์เบนา ที่ก่อตัวนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคกลางของฟิลิปปินส์แล้ว ส่วนพายุอีกลูกคือไซโคลนเขตร้อนเซนยาร์ ซึ่งได้พัดถล่มพื้นที่บางส่วนของอินโดนีเซียมาตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. ประกอบกับปรากฏการณ์ลานีญา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น มักจะนำมาซึ่งปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของมาเลเซียและอินโดนีเซียในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างมาก
ฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำฝนเกิน 630 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน สูงกว่าสถิติของน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 และเป็นปริมาณน้ำฝนรายวันที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปีในบางพื้นที่ ทำให้ระบบระบายน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้
ขณะที่ลักษณะฝนที่ตก สังเกตได้ว่าเป็นการตกกระหน่ำแบบไม่ลิมหูลืมตา และตกแช่ในพื้นที่แคบๆ ไม่เคลื่อนตัวไปที่อื่น แบบที่เราเรียกกันในภาษาปากว่า Rain Bomb อันมีความหมายตรงกับปรากฎการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า Wet Microburst หรือ Cloudburst ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกระแสลมพุ่งลงอย่างแรงจากพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ฝนตกกระหน่ำอย่างฉับพลัน ในเวลาสั้นๆ และในพื้นที่เล็ก ๆ ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20-30 ตารางกิโลเมตร
ฟาม ที ทัน งา ผู้อำนวยการสถาบันอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเวียดนาม วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ลานีญา หรือภาวะที่น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางเย็นตัวลง ส่งผลให้ความร้อนแผ่ไปทางตะวันตกและเสริมความแรงของฝนมรสุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังปรากฏชัดต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้จะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนๆ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มปริมาณน้ำฝนและทำให้รูปแบบมรสุมรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ฤดูมรสุมปีนี้มีความแปลกอย่างชัดเจน เพราะแม้พื้นผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกตอนกลางจะเย็นลง แต่ทะเลจีนใต้ด้านตะวันออกของเวียดนาม และทะเลฟิลิปปินส์ฝั่งตะวันออกกลับยังอุ่นผิดปกติ เกิดเป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบให้พายุสร้างฝนหนักผิดปกติ
.jpg)
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและภูมิประเทศ
การรวมกันของฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง กับภูมิประเทศที่มีความลาดชัน โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะสุมาตราของอินโดนีเซียและมาเลเซีย กระตุ้นให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มที่อันตราย ส่วนพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นแอ่งกระทะตามธรรมชาติ รับน้ำจากเทือกเขาและที่สูงรอบตัวเมืองจนเกิดน้ำท่วมมาแล้วหลายรอบ แต่รอบนี้ปริมาณน้ำฝนมหาศาล มลน้ำป่าไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง จนระบบระบายน้ำที่มีอยู่แตกพ่าย ไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้ทันเวลา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความอิ่มตัวของพื้นดิน น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังปีที่มีฝนตกชุกอยู่แล้ว น้ำท่วมก่อนหน้านี้ในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงช่วงเวลาที่มีฝนตกก่อนหน้าในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทำให้พื้นดินอิ่มตัวไปด้วยน้ำแล้ว ส่งผลให้น้ำไหลบ่าสู่ผิวดินเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาพรวมของทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเผชิญปรากฎการณ์ลานิญาที่ยืดเยื้อไปถึงต้นปีหน้า เป็นตัวแปรสำคัญต่อความเสี่ยงที่จะเกิดปริมาณฝนแบบฟ้ารั่วอีก แนวโน้มระยะยาวของภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ครั้งหนึ่งเคยถือว่า “หายาก” กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ
ภาวะโลกร้อนก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ปรากฎการณ์ลานิญาหนักหน่วงยิ่งขึ้น ซ้ำเติมกับที่มันทำให้ชั้นบรรยากาศเก็บกักความชื้นไปสะสมได้มากขึ้น เปลี่ยนแปลงระบบหมุนเวียนอากาศทั่วโลก จึงเกิดสภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้น
เซลินา ไซตอน อิบราฮิม รองศาสตราจารย์จากคณะวนศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย กล่าวว่า ชุมชนมีเวลาเตรียมตัวน้อยลงมาก และประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่พร้อมเรื่องการเตรียมตัวอพยพ หรือประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่จำนวนไต้ฝุ่นอาจไม่เพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของพายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝนจะไม่สม่ำเสมอมากขึ้น เหตุการณ์รุนแรงจะเกิดถี่กว่าเดิม และมีความเสี่ยงซ้อนทับหลายรูปแบบ ทำให้ระบบพยากรณ์อากาศของประเทศต่างๆ ถูกกดดันอย่างหนัก
.jpg)
ส่วน เฟรโดลิน ถังกัง นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ศาสตราจารย์กิตติคุณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของมาเลเซีย เสนอแนะว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ในภูมิภาคควรลงทุนมากขึ้นในการปรับตัวทางภูมิอากาศ เพื่อบรรเทาผลกระทบและเพิ่มความพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงการยกเครื่องระบบคลองและการระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บน้ำ การป้องกันชายฝั่ง การพัฒนาระบบพยากรณ์แบบชาญฉลาด และการสร้างศักยภาพให้ชุมชนพร้อมรับมือ
อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถจัดการกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพื่อลดโลกร้อนได้ ทั้งโลกยังจะต้องเผชิญกับหายนะจากสภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้บ่อยครั้งขึ้น
โดย ดาโน โทนาลี

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)