รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไบโอติน สารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704396

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนมักจะตั้งต้นปีใหม่ด้วยการตั้งปณิธานปีใหม่ หรือ New Year Resolution เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ปีนี้เรามาตั้งปณิธานปีใหม่ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้นนะครับ เริ่มจากลดละเลิกการนำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าสู่ร่างกายของเรา แล้วหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้นแต่สำหรับมนุษย์วัยทำงานที่มักจะอ้างว่างานยุ่งมาก จนไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหารการกิน ก็ต้องเลิกอ้าง แล้วหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น

บางคนอาจดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว ยังมองหาวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย แต่มีข้อแนะนำว่าก่อนใช้วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว หรือต้องใช้ยาเป็นประจำ ยิ่งต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

หนึ่งในบรรดาวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ คือไบโอติน (biotin) โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมน้อย เพราะเชื่อคำโฆษณาว่าไบโอตินมีส่วนช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ดูแลสุขภาพของผิวหนังและเล็บ 

วันนี้ เรามาทำความรู้จักไบโอตินให้มากขึ้นดีกว่าไบโอตินหรือวิตามินบี 7 (วิตามินนี้ละลายน้ำได้) ขึ้นชื่อว่าวิตามินก็คือสารสำคัญที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่ทว่าร่างกายไม่ต้องการปริมาณมาก 

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำค่าปริมาณไบโอตินที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate Intake (AI)) สำหรับคนวัยผู้ใหญ่ต้องการไบโอตินประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อวันเท่านั้นส่วนผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรอาจจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 35 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วสารอาหารชนิดนี้มีที่มาจากไข่แดง เครื่องในสัตว์ ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ รวมถึงผักด้วย 

ไข่ 1 ฟอง มีไบโอตินประมาณ 10 ไมโครกรัม ตับวัว 3 ออนซ์ มีไบโอติน 35 ไมโครกรัม ถั่วประมาณ 1 ถ้วย มีไบโอตินประมาณ 6 ไมโครกรัม อย่างไรก็ตาม ไบโอตินจากอาหารอาจเสื่อมสลายไปบางส่วนเมื่อผ่านความร้อน

หน้าที่หลักของไบโอตินก็คล้ายกับวิตามินบีชนิดอื่นๆ คือ ช่วยกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน และไบโอตินยังจำเป็นในกระบวนการสร้าง DNA และ RNA ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงโปรตีนเคราติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นผม ผิวหนังและเล็บ จึงเชื่อว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีไบโอตินเป็นส่วนประกอบจะช่วยบำรุงสุขภาพผม ผิว และเล็บให้แข็งแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไบโอตินเป็นสารอาหารที่คนปกติมักไม่ค่อยขาด เพราะในลำไส้มีแบคทีเรียประจำถิ่นสามารถสร้างไบโอตินได้เองส่วนหนึ่ง แต่คนที่เสี่ยงการขาดไบโอติน เช่น คนที่บริโภคไข่ดิบปริมาณมากเป็นประจำ เนื่องจากในไข่ดิบมีสารอะวิดิน (avidin) ที่ขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน คนที่ใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง ก็มีโอกาสขาดไบโอติน เนื่องจากยาไปทำลายแบคทีเรียในลำไส้ ส่วนยาอื่นที่อาจทำให้ขาดไบโอติน เช่น ยากันชัก เป็นต้น และผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะขาดไบโอติน และวิตามินอื่นๆ เนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไบโอติน มีทั้งแบบเดี่ยว และผสมกับวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น ตัวที่นิยมผสมด้วยกัน คือ สังกะสีหรือ zinc เป็นหนึ่งแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (trace element) แต่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของผมและเล็บ สำหรับผู้มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมเปราะขาดง่าย จึงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรนี้ โดยทั่วไปขนาดของไบโอตินที่อยู่ในสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะอยู่ที่เม็ดละ 100-300 ไมโครกรัม ส่วน zinc มี ปริมาณที่ต้องการในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี คือประมาณ 11 มิลลิกรัม แต่อาจผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ 25-100 มิลลิกรัม 

เห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักกำหนดสูตรวิตามินและแร่ธาตุสูงกว่าที่ร่างกายปกติต้องการหลายเท่าแต่สารอาหารเหล่านี้มักมีช่วงการรักษากว้าง ถึงจะบริโภคขนาดสูงกว่าที่ร่างกายต้องการเป็นร้อยเท่า ก็ยังไม่พบอันตรายร้ายแรงในคนที่มีสุขภาพดี แต่ถึงกระนั้น ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยตรวจสอบเลขทะเบียนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและต้องสังเกตอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหารเสริมด้วย 

เพราะไม่ว่าจะเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ไม่สบายท้อง ท้องเสีย ผื่นขึ้นถ้าพบอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องหยุดใช้ทันที ส่วนคนที่ใช้แล้วไม่มีอาการผิดปกติ สามารถใช้ต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเห็นผลหลังจากการใช้ต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน แต่ในกลุ่มคนที่ใช้แล้วไม่เห็นผล อาจหมายความว่าสาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดไบโอติน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment