รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

มีคำถามว่า เราต้องถ่ายพยาธิเป็นประจำหรือไม่ หลายคนสงสัยเรื่องนี้มาก และพบได้บ่อยในสังคมไทย บางคนซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเองเป็นประจำ เพราะเชื่อว่าเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แต่ความเป็นจริง การติดเชื้อพยาธิไม่ได้เกิดกับทุกคน ดังนั้น การใช้ยาถ่ายพยาธิควรพิจารณาความเสี่ยง และดูชนิดของพยาธิด้วย ไม่ใช่เร่งรีบไปหาซื้อยามากินไปเรื่อยเปื่อย

เพราะฉะนั้น ก่อนกินยาถ่ายพยาธิ เราต้องประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต อาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย 

ประเด็นแรก ดูความเสี่ยงจากดินและสิ่งแวดล้อม พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน และพยาธิแส้ม้า ติดต่อผ่านดินที่ปนเปื้อนไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ ผู้มีความเสี่ยงได้แก่ ชาวสวน ชาวไร่ หรือผู้สัมผัสดินเป็นประจำ ผู้เดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน ผู้สัมผัสอุจจาระคนหรือสัตว์โดยไม่ป้องกัน ผู้ที่ไม่ล้างมือให้สะอาด แต่ทว่าการสัมผัสดินเป็นครั้งคราว เช่น ปลูกต้นไม้ ดูแลสวนเล็ก ๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิเสมอไป ความเสี่ยงขึ้นกับว่าดินนั้นมีการปนเปื้อนหรือไม่ และมีการป้องกันที่เหมาะสมหรือไม่

อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ โดยเฉพาะอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกเพียงพอ ตัวอย่างเช่น พยาธิใบไม้ตับจากปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่เพียงพอ พยาธิตัวตืดจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อนอย่างเหมาะสม ในประเทศไทย อาหารบางชนิด เช่น ปลาร้า ปลาร้า ลาบปลา ก้อยปลา หรือปลาส้ม อาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมอาหาร แหล่งวัตถุดิบ และการผ่านความร้อน

หลายครอบครัวมีสุนัขหรือแมวในบ้าน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิได้ง่ายเสมอไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ สัตว์เลี้ยงไม่ได้รับการป้องกันหรือถ่ายพยาธิตามคำแนะนำ มีการสัมผัสอุจจาระสัตว์โดยตรง ไม่ล้างมือหลังทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์อยู่ มีพฤติกรรมให้สัตว์เลียหน้า หรือรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่รักษาสุขอนามัย การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง การเก็บอุจจาระอย่างถูกวิธี และการล้างมือ เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญกว่าการให้คนในบ้านรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ

การประเมินความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ แบ่งอย่างง่ายได้เป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้รับประทานอาหารปรุงสุกเป็นหลัก ไม่รับประทานอาหารดิบ ไม่สัมผัสดิน หรืออุจจาระสัตว์เป็นประจำ ถือว่ามีสุขอนามัยดี คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ

กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำสวนหรือสัมผัสดินเป็นบางครั้ง รับประทานอาหารพื้นบ้านที่อาจมีความเสี่ยงเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้ควรเน้นการป้องกันและประเมินอาการ หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น รับประทานอาหารดิบหรือกึ่งดิบเป็นประจำ มีประวัติอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิบางชนิด มีอาการผิดปกติร่วมกับประวัติเสี่ยง กลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้ทราบชนิดของพยาธิที่เป็นไปได้

หากคุณมีความกังวลสามารถเริ่มต้นจากปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ใกล้ตัว ได้แก่ เภสัชกรชุมชน ให้ช่วยประเมินเบื้องต้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ประวัติสัมผัสดินหรือสัตว์ ดูอาการที่เกี่ยวข้อง ดูความเหมาะสมของการใช้ยา โดยเฉพาะเมื่อประชาชนต้องการซื้อยาถ่ายพยาธิ เภสัชกรสามารถช่วยคัดกรองว่าควรใช้ยาเองหรือควรส่งต่อไปพบแพทย์

ส่วนอาการที่อาจติดพยาธิแล้ว และควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียหรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียผิดปกติ พบสิ่งผิดปกติในอุจจาระ มีประวัติกินอาหารเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอุจจาระหาพยาธิ หรือการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

แม้ว่ายาถ่ายพยาธิบางชนิดสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ข้อที่ต้องคำนึงคือ
1 ยาถ่ายพยาธิมีความจำเพาะต่อชนิดของพยาธิ ยาที่ใช้รักษาพยาธิลำไส้บางชนิดอาจไม่สามารถรักษาพยาธิชนิดอื่นได้ เช่น พยาธิใบไม้ตับ
2 การรับประทานยาเองอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่อาการบางอย่างอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคตับ หรือภาวะขาดสารอาหาร
3 แม้ยาจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกต้อง แต่ยังมีข้อควรระวังในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีโรคตับ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
โดยสรุป การประเมินความเสี่ยงของตัวเองดีกว่าถ่ายพยาธิไปตามความเชื่อ พยาธิเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่เราไม่ต้องกังวล หรือรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำโดยไม่มีเหตุผล หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่เล่าเรื่องทำไมเราจึงไม่ควรนำยาของเราไปให้คนอื่นใช้ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงสาเหตุหนึ่งที่เรามียาเหลือ เพราะว่าเราอาจจะไม่ได้กินยาให้ครบถ้วนตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงมาชวนคุยเรื่องการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์

ขอย้ำว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ผลการรักษาโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคเรื้อรังหรือโรคเฉียบพลัน ไม่เป็นไปตามที่ควรคือ คนไข้ไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยหลายคนมีหลายโรคร่วมกัน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มียากินประจำ 4-5 ชนิด บางอย่างก็วันละมื้อ บางอย่างก็สองสามมื้อ มีทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่บางรายก็ลืมรับประทานยา ผลของการหลงลืมกินยาจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรักษาแน่นอน แต่จะหนักหนาเพียงไรคงตอบได้ยาก เพราะผู้ป่วยแต่ละคน ที่ป่วยแต่ละโรคมีความอ่อนไหวไม่เท่ากัน ตัวอย่างในผู้ป่วยโรคติดเชื้อหรือ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องกินยากดภูมิ การกินยาให้ตรงเวลาเป๊ะเป็นเรื่องจำเป็นมาก เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยวัณโรค การกินยาตามสั่งไม่ได้ถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ จะเสี่ยงกับการรักษามาก จนถึงอาจล้มเหลวในการรักษาได้เพราะเชื้อดื้อยา ส่วนกรณีคนไข้ปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไต ตับ หัวใจ ยิ่งสำคัญและจำเป็นมากกับการกินยาให้ครบ และตรงตามเวลา เพื่อป้องกันร่างกายปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่าย

การไม่กินยาในผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ได้มีเหตุมาจากผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่บุคคลากรทางการแพทย์ก็มีส่วนสำคัญ เพราะต้องต้องสื่อสาร และต้องทำให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคที่เป็นอยู่ และต้องเข้าใจแผนการรักษา อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสาเหตุหลักที่ผู้ป่วยไม่กินยาคือ ลืม ซึ่งอาจมาจากชีวิตที่ยุ่งมาก ต้องทำหลายอย่างตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทำให้ลืมกินยามื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง อีกสาเหตุหนึ่งคือ ความยุ่งยากของมื้อกินยา เพราะมียาหลายอย่าง ต้องกินหลายแบบ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน อีกปัญหาคือเมื่อเราแก่ลงทุกวัน ต่อให้ตั้งใจไม่ลืมกินยา แต่ก็ลืมอยู่ดี ไม่ว่าจะลืมเพราะยุ่ง หรือลืมเพราะความแก่ชรา ดังนั้นจึงต้องมีตัวช่วยกันลืม เช่น การใช้กล่องใส่ยาตามมื้อ การตั้งโทรศัพท์มือถือให้ช่วยเตือนกินยา รวมไปถึงความสอดส่องใส่ใจของผู้ดูแลคนไข้ ที่ต้องเตรียมยาให้สะดวก เพื่อป้องกันการหลงลืมกินยา 

แต่มีอีกเหตุผลคือ ผู้ป่วยตั้งใจไม่กินยา เช่น ผู้ป่วยเลือกที่จะกินตามอาการ เห็นว่าไม่มีอาการก็จึงไม่กินยา หรือคิดเอาเองว่าหายป่วยแล้ว จึงเลิกกินยา ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดท้อง ก็คงไม่เป็นอะไรมากนัก ยาเหลือก็เก็บไว้ได้ แต่ถ้าเป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องกินติดต่อให้หมด เพราะถ้ากินแค่ 2-3 วัน แล้วรู้สึกว่าตัวเองหายป่วย แล้วหยุดกิน อาจทำให้เกิดอาการเชื้อดื้อยา ดังนั้น เวลาจ่ายยา เภสัชกรจึงเน้นย้ำเสมอว่า ยาตัวไหนที่ต้องกินจนหมด เราจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่เลือกไม่กินยา อาจเป็นเพราะเบื่อ กินไปแล้วก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  หรือไม่รู้สึกว่าตนเองมีความเจ็บป่วย แต่จริง ๆ แล้วยาจะช่วยคุมอาการ ไม่ให้โรคที่เป็นเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คิดเอาเองว่ายาที่กินทุกวันจะมีผลต่อตับไต กินแล้วตับจะเสื่อม ไตจะวาย ก็จึงตัดสินใจเลิกกินยา หรือลดยาเอง ทั้ง ๆ ที่หากคุมโรคไม่ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้ไตเสียหายได้

ดังนั้น หากคุณแอบลดยา หรือหยุดยาเอง เพราะกลัวตับไตพัง ต้องขอย้ำว่ากรุณาไม่หยุดใช้ยาโดยไม่คุยกับหมอหรือเภสัชกร ย้ำอีกครั้งว่าต้องคุยกับหมอและเภสัชกรทุกครั้งที่จะหยุดยา ลดยา หรือเพิ่มยา บอกความจริงไปเลย เพราะหมอและเภสัชกรพร้อมจะอธิบายให้ทราบว่าทำไมจึงไม่ควรหยุดยาเอง และจะช่วยปรับแผนการใช้ยาให้เข้ากับวิถีชีวิตคุณมากขึ้น

ส่วนยาที่เหลือที่เก็บสะสมไว้ ก็อย่าเพิ่งกวาดทิ้งถังขยะ กรุณารวบรวมใส่ถุงรักษาให้ดี แล้วนำกลับไปที่ห้องยาของโรงพยาบาล เพื่อให้เภสัชกรช่วยคัดแยก แล้วนำไปใช้ต่อ สำหรับยาที่ยังใช้ได้ หรือหากยาหมดอายุก็จะได้นำไปทำลายให้ถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยกับมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ขอย้ำว่าการพูดคุย และการร่วมมือกันระหว่างคนไข้กับทีมแพทย์ และเภสัชกร จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยเอง

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนอาจพบปัญหาเจอถุงยาทั้งเก่าและใหม่ และมียาสารพัดชนิด ตั้งแต่ยาแก้ปวดลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ไปจนถึงยากลุ่มโรคเรื้อรังที่กินบ้างไม่กินบ้าง จนกลายเป็นยาเหลือสะสมมากมาย แต่พอเราหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บป่วย เราก็จะเอายาของเก่าที่เรามีกลับมากิน หรือแบ่งให้คนอื่นกิน ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ทว่าผลลัพธ์อาจจะตรงกันข้าม เพราะการนำยาเก่าของเราไปให้คนอื่นใช้ อาจเป็นอันตรายอย่างมาก มีข้อน่าสังเกตที่ต้องตั้งประเด็นคือ

1. “อาการเหมือนกัน” ไม่ได้แปลว่าเป็น “ป่วยโรคเดียวกัน” ตัวอย่างเช่น อาการปวดหัวของแต่ละคนมีสาเหตุร้อยแปดพันเก้า เช่น คนสูงอายุบางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ เมื่อเกิดอาการปวดหัว เราคิดจะแบ่งยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs ซึ่งเป็นยาที่ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคนอื่นกินยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น เราต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยของแต่ละคน แล้วพิจารณาถึงโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เป็นร่วมอยู่ด้วย

2. “โรคเดียวกัน” แต่ “ร่างกาย” แต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเป็นต้องใช้ยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะของโรค แพทย์และเภสัชกรต้องคำนวณจากน้ำหนักตัว อายุ โรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ และที่สำคัญต้องพิจารณาถึงผลเลือด เพื่อดูการทำงานของตับและไต ยาความดันเม็ดเดียวกันที่แต่ละคนกินเพื่อควบคุมความดัน อาจเป็นขนาดที่แรงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาไตเริ่มเสื่อม ผลลัพธ์คือเมื่อนำยาไปกิน อาจเกิดภาวะความดันตกอย่างรวดเร็ว แล้ววูบ หมดสติ จนล้มหัวฟาดพื้นได้

3. ปัญหา “แพ้ยา” ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เราแบ่งยาให้เขาใช้นั้น มีประวัติเคยแพ้ยาอะไรบ้าง หรือเขามีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงชนิดไหน หากเขารับยาของเราไปกินแล้วเกิดอาการแพ้ยารุนแรงซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จากความตั้งใจเดิมที่อยากได้บุญเพื่อแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ก็อาจกลายเป็นบาปไปได้

4. ปัญหา “ยาตีกัน” ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่ได้กินยาแค่ชนิดเดียว การที่เราเอายาของเราให้คนอื่น ถึงแม้เป็นเพียงวิตามิน หรืออาหารเสริมก็ตาม อาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหา “ยาตีกัน” หรือปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรุนแรง ถ้าเรานำยาแก้ปวดข้อ แก้ปวดกระดูก กลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) ที่เหลืออยู่ไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่กำลังกินยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือดเป็นประจำ ยาแก้ปวดตัวนี้จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง แล้วเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในสมองได้ง่ายมาก

5. ยาเก่าเก็บ เสื่อมสภาพ เสี่ยงรับสารพิษ เนื่องจากยาที่เก็บไว้ในบ้านเป็นเวลานาน เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่ายายังมีคุณภาพและปลอดภัย บางครั้ง แม้ว่ายังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่ถ้าเราเก็บรักษายาไว้ในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม เช่น ร้อนจัด จัดชื้น หรือแสงแดดส่องถึง จะทำให้ยาเสื่อมสลายตัวก่อนถึงวันหมดอายุจริง การส่งต่อยาเสื่อมสภาพให้คนอื่น นอกจากจะทำให้เขาได้รับยาไม่มีประสิทธิภาพ กินแล้วไม่หายป่วย ยังทำให้ได้รับสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดยา ยังอาจกลายเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรดีกับ “ยาเหลือใช้” โดยไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุดอย่างไร

1. ตรวจสอบและคัดแยกยาเสื่อมสภาพเป็นประจำ สังเกตลักษณะเม็ดยา หากเปลี่ยนสี มีจุดด่าง แตกหัก ซองบวม หรือแคปซูลบวม ให้แยกทิ้งทันที โดยใส่ถุงมิดชิด เขียนหน้าถุงชัดเจนว่า “ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ” ก่อนทิ้งถังขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นหรือสัตว์เลี้ยงกิน

2. นำยากลับไปหาหมอตอนวันนัด วิธีนี้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เวลาไปโรงพยาบาลตามนัดให้นำยาเดิมที่เหลือทั้งหมดไปให้แพทย์และเภสัชกรดูด้วย เพื่อจะได้ช่วยตรวจว่าทำไมยาจึงเหลือ เพื่อแพทย์จะได้ปรับลดปริมาณการสั่งจ่ายยาในรอบต่อไปลง ช่วยประหยัดงบประมาณโรงพยาบาล และประหยัดค่ายาให้เราได้มหาศาล

ย้ำว่า ยาแต่ละชนิดไม่เหมาะกับคนทุกคน และแต่ละคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพต่างกัน ดังนั้น การแบ่งยาของตนเองให้ผู้อื่นอาจก่ออันตรายได้โดยไม่ตั้งใจ

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.


หลายคนอาจพบปัญหาเจอถุงยาทั้งเก่าและใหม่ และมียาสารพัดชนิด ตั้งแต่ยาแก้ปวดลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ไปจนถึงยากลุ่มโรคเรื้อรังที่กินบ้างไม่กินบ้าง จนกลายเป็นยาเหลือสะสมมากมาย แต่พอเราหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บป่วย เราก็จะเอายาของเก่าที่เรามีกลับมากิน หรือแบ่งให้คนอื่นกิน ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ทว่าผลลัพธ์อาจจะตรงกันข้าม เพราะการนำยาเก่าของเราไปให้คนอื่นใช้ อาจเป็นอันตรายอย่างมาก มีข้อน่าสังเกตที่ต้องตั้งประเด็นคือ
1. “อาการเหมือนกัน” ไม่ได้แปลว่าเป็น “ป่วยโรคเดียวกัน” ตัวอย่างเช่น อาการปวดหัวของแต่ละคนมีสาเหตุร้อยแปดพันเก้า เช่น คนสูงอายุบางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ เมื่อเกิดอาการปวดหัว เราคิดจะแบ่งยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs ซึ่งเป็นยาที่ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคนอื่นกินยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น เราต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยของแต่ละคน แล้วพิจารณาถึงโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เป็นร่วมอยู่ด้วย
2. “โรคเดียวกัน” แต่ “ร่างกาย” แต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเป็นต้องใช้ยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะของโรค แพทย์และเภสัชกรต้องคำนวณจากน้ำหนักตัว อายุ โรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ และที่สำคัญต้องพิจารณาถึงผลเลือด เพื่อดูการทำงานของตับและไต ยาความดันเม็ดเดียวกันที่แต่ละคนกินเพื่อควบคุมความดัน อาจเป็นขนาดที่แรงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาไตเริ่มเสื่อม ผลลัพธ์คือเมื่อนำยาไปกิน อาจเกิดภาวะความดันตกอย่างรวดเร็ว แล้ววูบ หมดสติ จนล้มหัวฟาดพื้นได้
3. ปัญหา “แพ้ยา” ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เราแบ่งยาให้เขาใช้นั้น มีประวัติเคยแพ้ยาอะไรบ้าง หรือเขามีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงชนิดไหน หากเขารับยาของเราไปกินแล้วเกิดอาการแพ้ยารุนแรงซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จากความตั้งใจเดิมที่อยากได้บุญเพื่อแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ก็อาจกลายเป็นบาปไปได้
4. ปัญหา “ยาตีกัน” ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่ได้กินยาแค่ชนิดเดียว การที่เราเอายาของเราให้คนอื่น ถึงแม้เป็นเพียงวิตามิน หรืออาหารเสริมก็ตาม อาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหา “ยาตีกัน” หรือปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรุนแรง ถ้าเรานำยาแก้ปวดข้อ แก้ปวดกระดูก กลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) ที่เหลืออยู่ไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่กำลังกินยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือดเป็นประจำ ยาแก้ปวดตัวนี้จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง แล้วเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในสมองได้ง่ายมาก
5. ยาเก่าเก็บ เสื่อมสภาพ เสี่ยงรับสารพิษ เนื่องจากยาที่เก็บไว้ในบ้านเป็นเวลานาน เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่ายายังมีคุณภาพและปลอดภัย บางครั้ง แม้ว่ายังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่ถ้าเราเก็บรักษายาไว้ในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม เช่น ร้อนจัด จัดชื้น หรือแสงแดดส่องถึง จะทำให้ยาเสื่อมสลายตัวก่อนถึงวันหมดอายุจริง การส่งต่อยาเสื่อมสภาพให้คนอื่น นอกจากจะทำให้เขาได้รับยาไม่มีประสิทธิภาพ กินแล้วไม่หายป่วย ยังทำให้ได้รับสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดยา ยังอาจกลายเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรดีกับ “ยาเหลือใช้” โดยไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุดอย่างไร
1. ตรวจสอบและคัดแยกยาเสื่อมสภาพเป็นประจำ สังเกตลักษณะเม็ดยา หากเปลี่ยนสี มีจุดด่าง แตกหัก ซองบวม หรือแคปซูลบวม ให้แยกทิ้งทันที โดยใส่ถุงมิดชิด เขียนหน้าถุงชัดเจนว่า “ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ” ก่อนทิ้งถังขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นหรือสัตว์เลี้ยงกิน
2. นำยากลับไปหาหมอตอนวันนัด วิธีนี้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เวลาไปโรงพยาบาลตามนัดให้นำยาเดิมที่เหลือทั้งหมดไปให้แพทย์และเภสัชกรดูด้วย เพื่อจะได้ช่วยตรวจว่าทำไมยาจึงเหลือ เพื่อแพทย์จะได้ปรับลดปริมาณการสั่งจ่ายยาในรอบต่อไปลง ช่วยประหยัดงบประมาณโรงพยาบาล และประหยัดค่ายาให้เราได้มหาศาล
ย้ำว่า ยาแต่ละชนิดไม่เหมาะกับคนทุกคน และแต่ละคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพต่างกัน ดังนั้น การแบ่งยาของตนเองให้ผู้อื่นอาจก่ออันตรายได้โดยไม่ตั้งใจ

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าทุกท่านก็ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องคน สัปดาห์นี้เลยขอเล่าถึงปัญหาที่อาจมีสาเหตุมาจากองค์กร หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เช่น โรควิตกกังวลจากการทำงาน เริ่มมีอาการกลัวหรือเบื่อการไปทำงาน ใจสั่นทุกครั้งที่เห็นชื่อเพื่อนร่วมงานคนนั้นทักไลน์หรืออีเมลมา หรือรู้สึกผวาเมื่อต้องเข้าห้องประชุม ภาวะหมดไฟและซึมเศร้า ความเป็นพิษที่สะสมจะค่อยๆ กัดกินความมั่นใจในตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ หมดพลัง ไม่อยากตื่นมาทำงาน และอาจดิ่งจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด ภาวะเครียดเฉียบพลันหรือสะสม อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดกลับไปบ้าน และไม่มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว 

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อภาวะทางร่างกาย อาทิ โรคนอนไม่หลับ สมองรีเพลย์ถึงเหตุการณ์  คำพูดร้ายๆ หรือเหตุการณ์แย่ๆ ในที่ทำงานซ้ำไปซ้ำมาในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับยากหรือตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ ออฟฟิศซินโดรมและปวดหัวเรื้อรัง ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และขมับเกร็งตัวตลอดเวลา นำไปสู่โรคไมเกรนหรือปวดหัวจากความเครียด ระบบย่อยอาหารพัง เครียดลงกระเพาะ กรดไหลย้อนกำเริบ หรือลำไส้แปรปรวน ทานอะไรไม่ลงในวันที่มีประชุมร่วมกับคนที่เป็นพิษ  

หลายคนเมื่อเครียด นอนไม่หลับ หรือเริ่มรู้สึกซึมเศร้าไม่อยากทำอะไรเลย ก็ไปหาซื้อยาบรรเทาอาการเหล่านั้นจากร้านยามากินตามอาการได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ใช่ยาที่ซื้อทานเองได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่เข้าไปปรับสารสื่อประสาทในสมองให้กลับมาสมดุล การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเริ่มรู้สึกว่าความสตรองที่มีมันรับไม่ไหวแล้ว อาการเครียดเริ่มกระทบกับประสิทธิภาพงานเช่น สมาธิสั้นลง ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือกระทบกับความสัมพันธ์รอบตัว การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและใช้ยาควบคู่ไปด้วย จะช่วยประคองให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยยาที่มักใช้ ได้แก่  กลุ่มยาต้านเศร้า ตัวเลือกหลักมักเป็นยาในกลุ่มที่ช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยลดความไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นพิษรอบตัว ทำให้เรานิ่งขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดอาการดิ่ง โดยยาในกลุ่มนี้ไม่ได้กินปุ๊บหายปั๊บ ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน หรือแพทย์อาจสั่งจ่าย กลุ่มยาคลายกังวลและยานอนหลับ ออกฤทธิ์ช่วยคลายสมองที่กำลังคิดวนเวียน ลดความตื่นตระหนก และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ยานี้มักใช้ในระยะสั้น เนื่องจากมีโอกาสดื้อยาหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  

ในกรณีที่มีอาการปวดหัว ไม่ว่าโรคไมเกรน หรือปวดหัวจากความเครียด ซึ่งมีวิธีแยกแยะประเภทอาการปวดหัวเพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม โดยพิจารณาได้จากลักษณะการปวด ปวดหัวจากความเครียด จะปวดตื้อๆ มึนๆ เหมือนมีสายรัดรอบศีรษะหรือขมับ สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ ขมับที่เกร็งตัว ขณะที่โรคไมเกรน  จะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะชีพจร มักปวดข้างเดียว มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับไวต่อแสงจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นฉุน บางรายอาจเห็นแสงระยิบระยับเตือนก่อนปวด แต่ไม่ว่าจะปวดหัวแบบใด เราควรใช้พาราเซตามอลก่อนเพื่อบรรเทาอาการขั้นแรก เพราะมีความปลอดภัยสูง หากพาราเซตามอลไม่ได้ผล หรือปวดรุนแรงปานกลางถึงมาก แล้วค่อยขยับไปกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่เรียกว่า NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) โดยต้องทานหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะ สำหรับกรณีไมเกรนยังมีเทคนิคทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย รีบทานยาแก้ปวดทันทีที่เริ่มปวดหรือมีสัญญาณเตือน จะระงับอาการได้ดีที่สุด และนอนพักในห้องที่มืด เงียบ และเย็น เพื่อลดความไวต่อสิ่งเร้าของสมอง เลี่ยงปัจจัยที่ทำให้กำเริบ เช่น แสงจ้า เสียงดัง ความเครียด และการนอนดึก หากปวดรุนแรงและบ่อย (เกิน 2-3 ครั้งต่อเดือน) ควรพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันโรค ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน 

อย่างไรก็ตาม ยาก็เป็นเพียงตัวช่วย เราคงไม่อยากทำงานจนป่วย แล้วเอาเงินที่ได้จากการทำงานมารักษาตัวจากโรคที่ได้จากการทำงาน ดังนั้น ในการทำงานเราคงต้องปรับตัว รู้เห็นตามความเป็นจริง ยอมรับว่ามนุษย์มความต่างพัฒนาตนทำให้เราแข็งแกร่งมากพอที่จะอยู่ต่อในที่ทำงานที่มีแต่ปัญหาได้ ต้องไม่ไปใส่อารมณ์ เติมเชื้อไฟ คุยกันเฉพาะเรื่องงานไม่ทะเลาะโต้เถียงกันในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงจำกัดการทำงานเฉพาะในเวลางาน ไม่เอางานมาทำในเวลาพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้มีเวลารีเซ็ต ให้พร้อมรับแรงกระแทกจากหน้าที่การงานในอนาคต 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

คำว่า You are what you eat. บ่งบอกชัดเจนว่า สุขภาพของคุณ คือผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุก ๆ วัน ถ้ากินของดีมีคุณประโยชน์ สุขภาพก็จะดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็จะ happy

วันนี้เรามาพูดถึงอาหารการกิน และเครื่องดื่มของคนยุคปัจจุบัน เพราะยุคนี้อยู่บ้าน แต่ต้องมีสตางค์ด้วยนะ ก็สามารถมีของกินของใช้ไปส่งถึงบ้าน เรียกว่ามีของไปส่งถึงที่ แถมของกินในยุคนี้หาซื้อได้สะดวกตลอดเวลาไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นสังเพียงใดก็หาได้ ราคาก็ถูกพอประมาณ แล้วยังเก็บไว้ได้นานหากเก็บถูกกรรมวิธี แถมมีรสชาติดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารแปรรูป หรือ processed food มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว เรากินสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เรากินและกิน แต่ไม่ได้กินเพื่ออิ่ม หรือหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่บางคนกินเพราะเห็นว่ามันอร่อย อยากกิน กินแล้วก็อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ

แต่รู้ไหมว่า อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน เกลือ และสารปรุงแต่งต่าง ๆ ในระดับที่กระตุ้นความพึงพอใจ ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่มง่าย แม้อาหารเหล่านั้นอาจไม่มีพิษโดยตรง แต่เป็นอาหารที่ทำให้เรากินจนเกินความพอดี แล้วเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ทุกวันนี้ คนจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เพราะกินของที่อยากกินจนเกินขนาด แต่หลายคนก็กังวลว่าสิ่งที่กินเข้าไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงพยายามค้นหาว่าอะไรที่ห้ามกิน และอะไรคืออาหารพิเศษที่ช่วยกู้สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดให้กลับคืนมาดี ทำให้ประเด็นเรื่องการกิน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายของชีวิต กลับกลายเป็นที่เรื่องซับซ้อนสำหรับใครหลายคน

เมื่อเรากินมากจนอ้วน เราก็หันไปหา clean food แล้วยอมจ่ายเงินมาก ๆ เพื่อหวังได้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป ต้องการรสชาติกลาง ๆ แต่เมื่อเริ่มป่วย หรือกังวลเรื่องสุขภาพ เราก็พยายามหา super food มากิน ด้วยความหวังว่าจะได้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

แต่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดี อาจไม่ต้องเริ่มจากอาหารที่มีคำจำกัดความพิเศษ หรือราคาแพงเสมอไป แค่ลดอาหารที่ไม่เหมาะสมลง ลดอาหารแปรรูป ลดหวาน มัน เค็ม แล้วกินอาหารธรรมดาที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ก็ดีต่อร่างกายแล้ว

หนึ่งในคำแนะนำสำคัญที่แพทย์หรือเภสัชกรมักบอกกับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยา คือ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต้องลด ละ เลิก การกิน การอยู่ที่ผิดสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มักถูกแนะนำให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือเท่านั้น แต่รวมถึงการระวังโซเดียม (เกลือ) ที่แฝงอยู่ในอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป และอาหารที่ถูกถนอมด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย

ผู้ป่วยเบาหวาน มักถูกแนะนำให้ลดของหวาน ลดเครื่องดื่มรสหวาน รวมถึงอาหารประเภทแป้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้
การปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ประจำวัน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดีขึ้น แต่หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม แต่หวังให้ยาแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายเมื่อควบคุมโรคไม่ได้ ก็อาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลายคนอาจเผลอคิดว่าการแก้ปัญหาสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอหรือยา แต่ที่จริงแล้ว โรคหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว กว่าจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม หรือเก๊าท์ เราต้องใช้เวลากินและใช้ชีวิตแบบไม่เหมาะสมมานานเป็นสิบปี

ดังนั้น เมื่อเริ่มรักษาโรค เราจึงต้องเข้าใจว่ายาส่วนใหญ่ ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุสำคัญอย่างพฤติกรรมการกินการอยู่ คือเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน
คำแนะนำพื้นฐานที่ผู้ป่วยมักได้รับ คือควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากมองตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการลากพาตัวเองไปวิ่ง หรือเข้าฟิตเนสเสียอีก ในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หากบางวันอยากกินอะไรที่ดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพบ้าง เช่น ไส้กรอกแดงทอดคู่ชาเย็นหวานจัด ทั้งที่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลี่ยงหวาน มัน เค็ม จำกัดแป้ง แล้วยังพยายามไม่กินอาหารแปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก กุนเชียง หรือแหนม ก็ไม่ได้แปลว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาเสียเปล่าไปแล้ว

ขอย้ำว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ความพยายามที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยังดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเสียเลย อย่างน้อยก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ช่วยชะลอการดำเนินของโรค ช่วยลดโอกาสเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยาที่ต้องกินได้ ดังนั้น ผู้ป่วยหลายราย หากสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินการอยู่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยควบคุมโรคได้ดี ดังนั้น การคุมอาหารและการใช้ชีวิตให้สมดุล ก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดเจน และมีเหตุผลอย่างมาก กับการพูดประโยคสั้น ๆ ว่า You are what you eat. และคำนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

หัวใจเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มหัศจรรย์ที่สุดชิ้นของมนุษย์และสัตว์ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้มาโดยเฉพาะ มันทำงานประสานเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดพัก ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

กลไกสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นได้แม่นยำคือ ระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวและคลายตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสไฟฟ้าเกิดลัดวงจร เดินผิดเส้นทาง หรือถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้เกิดสภาวะ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน และมีความรุนแรงหลายระดับ

หนึ่งในประเภทที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มาก คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า AF (Atrial Fibrillation) คือภาวะที่หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ เต้นสั่นพริ้วไม่เป็นระบบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลงและค้างอยู่ในห้องหัวใจ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะเลือดที่ตกค้างจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนลิ่มเลือด และหากลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตจนไปอุดตันเส้นเลือดที่สมอง ผู้ป่วยจะเผชิญกับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่รู้สึกว่าผิดปกติอะไร แต่บางรายอาจมีอาการแตกต่างกันตามประเภทของความผิดปกติ หลายคนมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวแรง เต้นสะดุด หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนใจวูบหายไปชั่วขณะ หากหัวใจเต้นเร็วเกินไป ร่างกายจะเริ่มอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก หายใจไม่อิ่ม และอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย แต่ถ้าหากหัวใจเต้นช้าเกินไป เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด มึนงงเหมือนจะเป็นลม หรืออาจหมดสติได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการใจสั่น และความรู้สึกไม่สบายในช่องอก ซึ่งเป็นอาการที่อธิบายได้ยาก

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลัก เมื่ออายุเรามากขึ้นก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงมีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มมีคาเฟอีนปริมาณมากเกินไป หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง จึงเป็นเหตุให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในที่สุด

การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายหลักคือ การจัดการระบบไฟฟ้าหัวใจให้กลับมาคงที่ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

ยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มแรก คือ ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จนหัวใจล้าและล้มเหลว

กลุ่มที่สอง คือ ยาปรับจังหวะหัวใจ เพื่อเปลี่ยนจังหวะที่ปั่นป่วนให้กลับมาเต้นตามธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้าย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย AF คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเหล่านี้ต้องเน้นวินัยของผู้ใช้ยาเป็นสำคัญ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาสม่ำเสมอและ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือเรื่องของปฏิกิริยาระหว่างยา หรือยาตีกัน โดยเฉพาะผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Warfarin ยาตัวนี้มีความไวสูงต่ออาหารและยาอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้ Warfarin ต้องระวังการบริโภคผักใบเขียวเข้มที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักคะน้า ผักโขม บรอกโคลี ในปริมาณมากหรือน้อยเกินไปกว่าปกติที่เคยรับประทาน เพราะวิตามินเคจะไปต้านฤทธิ์ยา ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

ในทางตรงกันข้าม การรับประทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น แปะก๊วย โสม กระเทียมสกัด หรือน้ำมันปลา อาจไปเสริมฤทธิ์ยาจนทำให้เลือดออกไม่หยุด แม้แต่ยาแก้ปวด แก้อักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น Ibuprofen ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยกินยาละลายลิ่มเลือดต้องสังเกต คือ ภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันแล้วเลือดหยุดไหลยาก มีจ้ำเลือด หรือรอยช้ำตามผิวหนังโดยไม่ได้ถูกกระแทก หรือกรณีที่รุนแรง คืออุจจาระมีสีดำเหมือนน้ำมันดิน ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แต่ข่าวดีคือ ถึงแม้จะมีปัญหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมกับวินัยในการรับประทานยา ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดการความเครียด การออกกำลังกายเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทุกชนิด และทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค โดยเฉพาะอันตรายของ AF จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ประมาท และร่วมมือในการรักษาอย่างใกล้ชิด เหล่านี้จะทำให้พ้นอันตราย

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการรักษาโรคนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันอัมพาต การทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่มีคุณภาพ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่เพิ่งผ่านไป มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพระโคเสี่ยงทายสร้างสถิติเลือกกินเหล้า 5 ปีติดต่อกัน หลายคนจึงแซวว่า พระโคอาจติดเหล้าหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องหยอกล้อเพื่อความสนุกกันไป แต่เมื่อพูดถึงเหล้าแล้ว แน่นอนว่าถ้าดื่มมันมากจนเกินไปย่อมสร้างปัญหาสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วยังจะก่อปัญหาตีกับยาที่เรากินด้วยไม่มากก็น้อย

สัปดาห์นี้จึงขอพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาในชีวิตประจำวัน ซึ่งคอเหล้าอาจต้องพบเจอ หากยังดื่มเหล้าแล้วกินยาไปพร้อม ๆ กัน หรือในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามปริมาณของเหล้าที่ดื่ม มีความแตกต่างระหว่างผลกระทบต่อยาของ “นักดื่มสายสังคม” กับ “นักดื่มตัวจริง”

สำหรับกลุ่มนักดื่มแบบปาร์ตี้ ดื่มเป็นครั้งคราว อาจเกิดปัญหาแอลกอฮอล์เข้าไปตีกับยาบางชนิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การกินยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยกตัวอย่างคือยาคลอเฟนิรามีน หรือยาแก้เมารถ จำพวก ไดเมนไฮดริเนต หรือยาบางชนิดที่ใช้ในผู้ป่วยซึมเศร้า เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย จะเสริมฤทธิ์การกดประสาทส่วนกลางมากขึ้น และอาจเกิดอันตรายได้

แต่ถ้าผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิด ตัวอย่างคือ  เมโทรนิดาโซล หรือยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด จะทำให้มีฤทธิ์เหมือนรับประทานยาเบื่อเหล้า มีอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะรุนแรง และอาเจียนอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากสารพิษที่ชื่อว่าอะเซทัลดีไฮด์ค้างอยู่ในร่างกาย

แต่สำหรับนักดื่มที่ดื่มจนติด ดื่มเป็นประจำทุกวัน แถมวันละมาก ๆ ร่างกายจะมีสภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตับของนักดื่มกลุ่มนี้ต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดความเคยชิน เอนไซม์ในตับจะถูกผลิตออกมาในปริมาณมากกว่าคนปกติ เพื่อรับมือกับแอลกอฮอล์ที่ไหลเข้ามาทุกวัน ผลที่ตามมาคือเมื่อคนกลุ่มนี้กินยารักษาโรคประจำตัวเข้าไป เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มอีนาลาพริล หรือยาเบาหวาน เช่น เมทฟอร์มิน จะเกิดปัญหาคือ ตับทำลายยาเหล่าทิ้ง ทำให้ยาไม่มีโอกาสออกฤทธิ์รักษาโรคอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้นักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาความดันโลหิตสูงแบบไม่สามารถควบคุมได้ หรือมีค่าน้ำตาลในเลือดที่แกว่งไปมา แท้จริงแล้

สาเหตุไม่ใช่เพราะยาไม่ดี แต่เป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไปเปลี่ยนกลไกการทำงานของตับ
แต่ที่น่ากลัวมากเป็นพิเศษสำหรับคนจำพวกดื่มหนักเป็นประจำคือ การใช้ยาพาราเซตามอล แม้จะเป็นเพียงการกินยาแก้ปวด หรือลดไข้ตามปกติก็ตาม แต่ในกลุ่มคนทั่วไปนั้น ยาพาราเซตามอลจะถูกตับเปลี่ยนเป็นสารพิษเพียงเล็กน้อย แล้วถูกกำจัดออกได้ทันที แต่สำหรับคนที่ดื่มหนัก เมื่อกินพาราเซตามอลเข้าไป ตับที่ทำงานไวผิดปกติจะเปลี่ยนยาให้กลายเป็นสารพิษในปริมาณมหาศาล จนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ ผลลัพธ์คือเซลล์ตับจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรง นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือตับวายได้ แม้จะกินยาเพียงไม่กี่เม็ด ซึ่งเป็นอันตรายที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นยาพื้นฐานที่ปลอดภัย

ยิ่งไปกว่านั้น หากนักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังแล้วต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค ความเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เนื่องจากแอลกอฮอล์ได้ทำลายเยื่อบุทางเดินอาหารไปส่วนหนึ่งแล้ว เมื่อยาเข้าไปซ้ำเติมโดยการลดการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะอาหาร ผลที่ตามมาคือ เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้รวดเร็ว ประกอบกับสภาพร่างกายของนักดื่มที่มักจะมีปัญหาการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วยจากภาวะตับเสื่อม ยาเหล่านี้จึงทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มสายสังคม หรือสายดื่มหนักที่ใช้ชีวิตคู่กับแก้วเหล้า ร่างกายก็กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างมากเมื่อต้องใช้ยาร่วมด้วย โดยอาจเผชิญกับผลข้างเคียงเฉียบพลันที่ทำให้หมดสติ หรือหัวใจล้มเหลว หรือต้องเผชิญกับการสะสมสารพิษที่พร้อมทำให้ตับพังอย่างถาวร

การพูดเน้นถึงเรื่องนี้เพื่อให้ตระหนักถึงชื่อยาที่ใช้ และไม่ละเลยสาเหตุของอาการข้างเคียง เพราะต้องการย้ำว่า ร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อน และละเอียดอ่อนเกินกว่าจะถูกกระหน่ำด้วยแอลกอฮอล์ และยาพร้อมกัน โดยปราศจากผลเสียรายแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริงกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของคุณ ๆ ด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับยา และโปรดอ่านฉลากยาให้ละเอียดว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรักษาชีวิตของนักดื่มได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

โรคหอบหืด เป็นภาวะที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เมื่อหายใจเอาสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการเข้าไป หลอดลมจะตอบสนองด้วยการอักเสบ บวม และหดตัวตีบแคบลง พร้อมกับสร้างเสมหะออกมาอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการไอ หายใจไม่สะดวก ทำให้มีเสียงวี้ดแหลมออกมาเวลาหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้มักแสดงให้เห็นชัดเจนในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ช่วงดึก และช่วงเช้ามืด หรือเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรคหอบหืดพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กทารกจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มที่มักเริ่มต้นแสดงอาการอย่างชัดเจนคือกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมหรือโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย 
อย่างไรก็ตาม โรคหอบหืดสามารถเริ่มมีอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยมักมีปัจจัยกระตุ้นจากการทำงาน มลภาวะ หรือการติดเชื้อรุนแรง การสังเกตและจดจำว่าอะไรคือตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ขนสัตว์ หรือแม้แต่สภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด 

แนวทางการดูแลรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบัน เน้นควบคุมโรคเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งหัวใจสำคัญการรักษาคือใช้ยาพ่นสองชนิดควบคู่กัน ชนิดแรกคือยาควบคุมโรคที่ต้องพ่นเป็นประจำทุกวัน เพื่อลดการอักเสบสะสมในหลอดลม แม้ในวันที่ไม่มีอาการ ก็ห้ามละเลยการใช้ยา 

ส่วนชนิดที่สองคือยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉิน ที่ต้องพกติดตัวไว้เพื่อใช้ขยายหลอดลมทันทีเมื่อมีอาการโรคกำเริบ

ผู้ป่วยต้องเข้าใจบทบาทของยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉินอย่างถ่องแท้ ยานี้มีหน้าที่ออกฤทธิ์เร็วเพื่อขยายหลอดลมให้ลมผ่านเข้าออกได้ทันท่วงที ดังนั้นการพกยาพ่นติดตัวไว้เสมอ จึงเปรียบเสมือนการพกอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ต้องหยิบใช้ได้ง่ายในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปทำงาน ออกกำลังกาย หรือเดินทางไกล เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเผชิญกับสิ่งกระตุ้นรุนแรงเมื่อใด การมีชื่อยาและวิธีใช้ที่ชัดเจนจะช่วยได้มาก หากเกิดกรณีฉุกเฉินจนไม่สามารถพ่นยาได้ด้วยตนเอง เพราะผู้อื่นจะสามารถช่วยพ่นให้ได้

ยาพ่นหอบหืดในปัจจุบันถูกออกแบบให้หลากหลาย ให้เหมาะสมกับแรงสูดและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละคน 

ประเภทแรกคือ ยาพ่นละอองฝอย ที่มีลักษณะเป็นหลอดโลหะในปลอกพลาสติก ยาชนิดนี้ เวลากดใช้จะพ่นยาออกมาเป็นละออง หัวใจสำคัญ คือ ต้องสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ พร้อม ๆ กับจังหวะที่กดพ่นยา 
แต่หากผู้ป่วยกะจังหวะกดพ่นยาได้ยาก เช่น ในเด็กหรือผู้สูงอายุ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ควบคู่กับกระบอกช่วยพ่นยา เพื่อให้ยาเข้าสู่ปอดได้ดีขึ้น 

ประเภทต่อมาคือ ยาพ่นชนิดผงแห้ง ซึ่งมักมาในรูปแบบตลับกลม หรือหลอด ก่อนใช้ต้องบิดเพื่อเตรียมยา ยาชนิดนี้ไม่มีแรงดันละอองออกมาเอง แต่ต้องใช้แรงสูดของผู้ป่วยเป็นตัวนำยาเข้าสู่ปอด ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสูดลมหายใจเข้าทางปากให้เร็ว แรง และลึกเพื่อให้ประสิทธิผลสูงสุด 

ข้อดีของยาแบบนี้ คือไม่ต้องกะจังหวะการกดและการสูดให้สัมพันธ์กันเหมือนแบบแรก แต่ต้องมีแรงสูดที่ดี 

ส่วนยาประเภทสุดท้ายคือ เครื่องพ่นละอองยา ที่เปลี่ยนยาน้ำให้กลายเป็นไอหมอกผ่านหน้ากาก มักใช้ในสถานพยาบาล หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถสูดยาด้วยวิธีปกติ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และการฝึกใช้ให้ชำนาญตามคำแนะนำของเภสัชกร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคนิคการพ่นยาที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่ายาลงไปถึงหลอดลม ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบตนเองเบื้องต้นคือ ในขณะที่พ่นยาชนิดละออง (MDI) ไม่ควรเห็นละอองยาฟุ้งกระจายออกมาจากปาก หรือไม่ควรรู้สึกว่ายาจับตัวเป็นก้อนหนาที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม มิฉะนั้น ก็แสดงว่าจังหวะการกดและการสูดหายใจไม่สัมพันธ์กัน และก่อนพ่นยาทุกครั้งต้องผ่อนลมหายใจออกให้สุด และเมื่อสูดจังหวะยาเข้าไปแล้ว ต้องกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวหลอดลมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากพ่นแล้วหายใจออกทันที ยาส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาพร้อมลมหายใจโดยไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่ที่สำคัญที่สุด หลังจากพ่นยาแล้ว ผู้ป่วยควรบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วนน้ำทิ้งทุกครั้ง เพื่อกำจัดคราบยาที่ตกค้างในช่องปาก ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการเสียงแหบและลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในลำคอ 

ถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ยาพ่น หรือไม่มั่นใจว่าใช้ยาถูกต้องหรือไม่ควรไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน

นอกจากการใช้ยาถูกต้องแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบชัดเจน และต้องเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลที่ดี จะทำให้ผู้ป่วยที่พะวงเรื่องการหายใจ ให้กลับกลายเป็นผู้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยในทุกช่วงวัยของชีวิต

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

โรคภัยไข้เจ็บชนิดต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้คนเราจะพยายามใช้ชีวิตให้ปรกติมากที่สุด แต่ก็หลบเลี่ยงการเจ็บป่วยไม่ได้ ทุกวันนี้มีข่าวแพร่ระบาดโรคติดเชื้อหลายชนิดที่วนเวียนกลับมาให้เห็นเป็นระยะ ๆตั้งแต่โรคชื่อแปลกหูอย่างเช่น ไข้ดิน ไปจนถึงโรคที่เราคุ้นชื่อกันดี เช่น ตับอักเสบ และวัณโรค หลายคนตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า สุขอนามัยของเราทุกวันนี้ยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่

เริ่มพิจารณาจากโรคที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอย่าง โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเชื้อแบคทีเรียนี้ทำให้เราป่วย สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ตั้งแต่ เดินย่ำดินย่ำโคลน หรือลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า ยิ่งถ้ามีบาดแผลอยู่ก่อน ก็ยิ่งทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น นอกจากนั้น เชื้อนี้ยังเข้าสู่ร่างกายได้จากการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป เช่น หลังฝนตกแล้วมีไอดิน เชื้อจะฟุ้งขึ้นมา หรือแม้เวลามีพายุก็ตาม เชื้อโรคทำให้เราเจ็บป่วยได้จากการปนเปื้อนในอาหารที่เรากิน ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่างเช่น เบาหวาน และโรคไต รวมถึงคนที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เชื้อนี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว เป็นอันตรายถึงชีวิต

ในฐานะเภสัชกรผู้เป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขของชุมชนขอเตือนว่า หากคุณมีบาดแผลที่ขาและเท้าแล้วต้องลุยน้ำลุยโคลน แล้วหลังจากนั้นพบว่ามีอาการอักเสบ บวมแดง หรือมีไข้ ขอให้คุณไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน เพราะเภสัชกรสามารถแนะนำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมให้คุณได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถช่วยคัดกรองว่าอาการของคุณรุนแรงเกินกว่าจะดูแลเองที่บ้านหรือไม่ หากมีความเสี่ยงเป็นไข้ดิน เภสัชกรจะแนะนำให้คุณไปพบแพทย์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อยาชุดไปรับทานเอง เพราะจะส่งผลเสียต่อไตและตับ

นอกจากนั้นยังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ที่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่า เพราะเชื้อสามารถทางปากโดยการกินอาหารจานโปรด โรคนี้มักระบาดในกลุ่มที่ใช้ภาชนะ และช้อนร่วมกัน แล้วถ้าหากร้านอาหารที่ผู้ประกอบอาหารละเลยเรื่องสุขอนามัยด้วยแล้ว ก็น่ากังวลมิใช่น้อย เพราะเชื้อมีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ารับเชื้อมาเมื่อไร จนกระทั่งมีอาการไข้ ปวดท้อง และตัวเหลืองตาเหลืองเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ขอแนะนำว่าต้องเลือกรับทานอาหารปรุงสุกใหม่ และต้องหมั่น ล้างมือทุกครั้งก่อนหยิบจับอาหาร และระมัดระวังเรื่องการใช้ช้อนกลาง สิ่งเหล่านี้คือปราการสำคัญที่ช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างเด็ดขาด 

ส่วนอีกโรคที่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยคือ วัณโรค แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้ามากจนสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ความท้าทายหลักกลับอยู่ที่การแพร่กระจายผ่านลมหายใจในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทั้งนี้ ผู้ป่วยวัณโรคสามารถไปหาซื้อยาแก้ไอได้ที่ร้านขายยา เภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญจะสังเกตเห็นสัญญาณอันตราย เช่น ไอติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ น้ำหนักลด หรือมีไข้รุม ๆ ช่วงกลางคืน จึงขอซักประวัติเพื่อแยกแยะระหว่างอาการหวัดธรรมดากับวัณโรค


นอกจากนี้สำหรับผู้ที่กำลังรักษาวัณโรค ขอย้ำว่าเภสัชกรคือคนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการรับประทานยาให้ครบตามกำหนด เพราะการหยุดยาเอง เพียงเพราะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว คือสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาได้ยากกว่าเดิมหลายเท่า

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในยามที่ข่าวจริงและข่าวเท็จเรื่องโรคระบาดกำลังถาโถมเข้ามา ต้องมีสติ และควรใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ที่อยู่รอบ ๆ ตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ร้านยาใกล้บ้านไม่ใช่แค่ที่สำหรับซื้อยา แต่คือศูนย์ข้อมูลและจุดคัดกรองที่มีเภสัชกรพร้อมให้คำตอบ และช่วยดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้คุณ การใส่ใจกับเรื่องพื้นฐาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และไม่ซื้อยาไปกินเองแบบมั่ว ๆ คือการดูแลสุขภาพของตัวเองที่ยั่งยืนที่สุด ยิ่งโลกมีที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ความรู้เท่าทันและการมีที่ปรึกษาด้านยาที่ไว้วางใจได้ คือวัคซีนที่ทรงพลังที่สุดที่เราทุกคนสร้างได้ด้วยตัวเอง

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย