รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

โรคหอบหืด เป็นภาวะที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เมื่อหายใจเอาสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการเข้าไป หลอดลมจะตอบสนองด้วยการอักเสบ บวม และหดตัวตีบแคบลง พร้อมกับสร้างเสมหะออกมาอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการไอ หายใจไม่สะดวก ทำให้มีเสียงวี้ดแหลมออกมาเวลาหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้มักแสดงให้เห็นชัดเจนในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ช่วงดึก และช่วงเช้ามืด หรือเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรคหอบหืดพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กทารกจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มที่มักเริ่มต้นแสดงอาการอย่างชัดเจนคือกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมหรือโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย 
อย่างไรก็ตาม โรคหอบหืดสามารถเริ่มมีอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยมักมีปัจจัยกระตุ้นจากการทำงาน มลภาวะ หรือการติดเชื้อรุนแรง การสังเกตและจดจำว่าอะไรคือตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ขนสัตว์ หรือแม้แต่สภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด 

แนวทางการดูแลรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบัน เน้นควบคุมโรคเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งหัวใจสำคัญการรักษาคือใช้ยาพ่นสองชนิดควบคู่กัน ชนิดแรกคือยาควบคุมโรคที่ต้องพ่นเป็นประจำทุกวัน เพื่อลดการอักเสบสะสมในหลอดลม แม้ในวันที่ไม่มีอาการ ก็ห้ามละเลยการใช้ยา 

ส่วนชนิดที่สองคือยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉิน ที่ต้องพกติดตัวไว้เพื่อใช้ขยายหลอดลมทันทีเมื่อมีอาการโรคกำเริบ

ผู้ป่วยต้องเข้าใจบทบาทของยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉินอย่างถ่องแท้ ยานี้มีหน้าที่ออกฤทธิ์เร็วเพื่อขยายหลอดลมให้ลมผ่านเข้าออกได้ทันท่วงที ดังนั้นการพกยาพ่นติดตัวไว้เสมอ จึงเปรียบเสมือนการพกอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ต้องหยิบใช้ได้ง่ายในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปทำงาน ออกกำลังกาย หรือเดินทางไกล เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเผชิญกับสิ่งกระตุ้นรุนแรงเมื่อใด การมีชื่อยาและวิธีใช้ที่ชัดเจนจะช่วยได้มาก หากเกิดกรณีฉุกเฉินจนไม่สามารถพ่นยาได้ด้วยตนเอง เพราะผู้อื่นจะสามารถช่วยพ่นให้ได้

ยาพ่นหอบหืดในปัจจุบันถูกออกแบบให้หลากหลาย ให้เหมาะสมกับแรงสูดและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละคน 

ประเภทแรกคือ ยาพ่นละอองฝอย ที่มีลักษณะเป็นหลอดโลหะในปลอกพลาสติก ยาชนิดนี้ เวลากดใช้จะพ่นยาออกมาเป็นละออง หัวใจสำคัญ คือ ต้องสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ พร้อม ๆ กับจังหวะที่กดพ่นยา 
แต่หากผู้ป่วยกะจังหวะกดพ่นยาได้ยาก เช่น ในเด็กหรือผู้สูงอายุ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ควบคู่กับกระบอกช่วยพ่นยา เพื่อให้ยาเข้าสู่ปอดได้ดีขึ้น 

ประเภทต่อมาคือ ยาพ่นชนิดผงแห้ง ซึ่งมักมาในรูปแบบตลับกลม หรือหลอด ก่อนใช้ต้องบิดเพื่อเตรียมยา ยาชนิดนี้ไม่มีแรงดันละอองออกมาเอง แต่ต้องใช้แรงสูดของผู้ป่วยเป็นตัวนำยาเข้าสู่ปอด ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสูดลมหายใจเข้าทางปากให้เร็ว แรง และลึกเพื่อให้ประสิทธิผลสูงสุด 

ข้อดีของยาแบบนี้ คือไม่ต้องกะจังหวะการกดและการสูดให้สัมพันธ์กันเหมือนแบบแรก แต่ต้องมีแรงสูดที่ดี 

ส่วนยาประเภทสุดท้ายคือ เครื่องพ่นละอองยา ที่เปลี่ยนยาน้ำให้กลายเป็นไอหมอกผ่านหน้ากาก มักใช้ในสถานพยาบาล หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถสูดยาด้วยวิธีปกติ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และการฝึกใช้ให้ชำนาญตามคำแนะนำของเภสัชกร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคนิคการพ่นยาที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่ายาลงไปถึงหลอดลม ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบตนเองเบื้องต้นคือ ในขณะที่พ่นยาชนิดละออง (MDI) ไม่ควรเห็นละอองยาฟุ้งกระจายออกมาจากปาก หรือไม่ควรรู้สึกว่ายาจับตัวเป็นก้อนหนาที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม มิฉะนั้น ก็แสดงว่าจังหวะการกดและการสูดหายใจไม่สัมพันธ์กัน และก่อนพ่นยาทุกครั้งต้องผ่อนลมหายใจออกให้สุด และเมื่อสูดจังหวะยาเข้าไปแล้ว ต้องกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวหลอดลมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากพ่นแล้วหายใจออกทันที ยาส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาพร้อมลมหายใจโดยไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่ที่สำคัญที่สุด หลังจากพ่นยาแล้ว ผู้ป่วยควรบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วนน้ำทิ้งทุกครั้ง เพื่อกำจัดคราบยาที่ตกค้างในช่องปาก ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการเสียงแหบและลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในลำคอ 

ถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ยาพ่น หรือไม่มั่นใจว่าใช้ยาถูกต้องหรือไม่ควรไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน

นอกจากการใช้ยาถูกต้องแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบชัดเจน และต้องเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลที่ดี จะทำให้ผู้ป่วยที่พะวงเรื่องการหายใจ ให้กลับกลายเป็นผู้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยในทุกช่วงวัยของชีวิต

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้ดิน-ตับอักเสบ-วัณโรค

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

โรคภัยไข้เจ็บชนิดต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้คนเราจะพยายามใช้ชีวิตให้ปรกติมากที่สุด แต่ก็หลบเลี่ยงการเจ็บป่วยไม่ได้ ทุกวันนี้มีข่าวแพร่ระบาดโรคติดเชื้อหลายชนิดที่วนเวียนกลับมาให้เห็นเป็นระยะ ๆตั้งแต่โรคชื่อแปลกหูอย่างเช่น ไข้ดิน ไปจนถึงโรคที่เราคุ้นชื่อกันดี เช่น ตับอักเสบ และวัณโรค หลายคนตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า สุขอนามัยของเราทุกวันนี้ยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่

เริ่มพิจารณาจากโรคที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอย่าง โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเชื้อแบคทีเรียนี้ทำให้เราป่วย สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ตั้งแต่ เดินย่ำดินย่ำโคลน หรือลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า ยิ่งถ้ามีบาดแผลอยู่ก่อน ก็ยิ่งทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น นอกจากนั้น เชื้อนี้ยังเข้าสู่ร่างกายได้จากการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป เช่น หลังฝนตกแล้วมีไอดิน เชื้อจะฟุ้งขึ้นมา หรือแม้เวลามีพายุก็ตาม เชื้อโรคทำให้เราเจ็บป่วยได้จากการปนเปื้อนในอาหารที่เรากิน ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่างเช่น เบาหวาน และโรคไต รวมถึงคนที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เชื้อนี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว เป็นอันตรายถึงชีวิต

ในฐานะเภสัชกรผู้เป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขของชุมชนขอเตือนว่า หากคุณมีบาดแผลที่ขาและเท้าแล้วต้องลุยน้ำลุยโคลน แล้วหลังจากนั้นพบว่ามีอาการอักเสบ บวมแดง หรือมีไข้ ขอให้คุณไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน เพราะเภสัชกรสามารถแนะนำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมให้คุณได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถช่วยคัดกรองว่าอาการของคุณรุนแรงเกินกว่าจะดูแลเองที่บ้านหรือไม่ หากมีความเสี่ยงเป็นไข้ดิน เภสัชกรจะแนะนำให้คุณไปพบแพทย์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อยาชุดไปรับทานเอง เพราะจะส่งผลเสียต่อไตและตับ

นอกจากนั้นยังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ที่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่า เพราะเชื้อสามารถทางปากโดยการกินอาหารจานโปรด โรคนี้มักระบาดในกลุ่มที่ใช้ภาชนะ และช้อนร่วมกัน แล้วถ้าหากร้านอาหารที่ผู้ประกอบอาหารละเลยเรื่องสุขอนามัยด้วยแล้ว ก็น่ากังวลมิใช่น้อย เพราะเชื้อมีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ารับเชื้อมาเมื่อไร จนกระทั่งมีอาการไข้ ปวดท้อง และตัวเหลืองตาเหลืองเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ขอแนะนำว่าต้องเลือกรับทานอาหารปรุงสุกใหม่ และต้องหมั่น ล้างมือทุกครั้งก่อนหยิบจับอาหาร และระมัดระวังเรื่องการใช้ช้อนกลาง สิ่งเหล่านี้คือปราการสำคัญที่ช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างเด็ดขาด 

ส่วนอีกโรคที่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยคือ วัณโรค แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้ามากจนสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ความท้าทายหลักกลับอยู่ที่การแพร่กระจายผ่านลมหายใจในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทั้งนี้ ผู้ป่วยวัณโรคสามารถไปหาซื้อยาแก้ไอได้ที่ร้านขายยา เภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญจะสังเกตเห็นสัญญาณอันตราย เช่น ไอติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ น้ำหนักลด หรือมีไข้รุม ๆ ช่วงกลางคืน จึงขอซักประวัติเพื่อแยกแยะระหว่างอาการหวัดธรรมดากับวัณโรค


นอกจากนี้สำหรับผู้ที่กำลังรักษาวัณโรค ขอย้ำว่าเภสัชกรคือคนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการรับประทานยาให้ครบตามกำหนด เพราะการหยุดยาเอง เพียงเพราะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว คือสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาได้ยากกว่าเดิมหลายเท่า

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในยามที่ข่าวจริงและข่าวเท็จเรื่องโรคระบาดกำลังถาโถมเข้ามา ต้องมีสติ และควรใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ที่อยู่รอบ ๆ ตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ร้านยาใกล้บ้านไม่ใช่แค่ที่สำหรับซื้อยา แต่คือศูนย์ข้อมูลและจุดคัดกรองที่มีเภสัชกรพร้อมให้คำตอบ และช่วยดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้คุณ การใส่ใจกับเรื่องพื้นฐาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และไม่ซื้อยาไปกินเองแบบมั่ว ๆ คือการดูแลสุขภาพของตัวเองที่ยั่งยืนที่สุด ยิ่งโลกมีที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ความรู้เท่าทันและการมีที่ปรึกษาด้านยาที่ไว้วางใจได้ คือวัคซีนที่ทรงพลังที่สุดที่เราทุกคนสร้างได้ด้วยตัวเอง

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดีก่อนสั่งซื้อยาและอาหารเสริมจาก online

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดีก่อนสั่งซื้อยาและอาหารเสริมจาก online

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : คิดให้ดีก่อนสั่งซื้อยาและอาหารเสริมจาก online

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

โลกออนไลน์ในยุคนี้มีทั้งประโยชน์และโทษ ยิ่งการที่ทุกคนเข้าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในระบบออนไลน์ได้ง่ายดายก็ยิ่งต้องใช้สติปัญญามากยิ่งขึ้น เพราะโลกออนไลน์มีคนบางจำพวกอวดอ้างสรรพคุณของตนเองและของสิ่งที่นำมาขายไว้เกินจริง โดยเฉพาะพวกที่อ้างว่าตนเป็นกูรู เป็น influencer ที่พากัน share เรื่องสารพัดชนิดตลอดเวลา ซึ่งบางรายก็มีประโยชน์ แต่บางรายก็เป็นโทษ ดังได้พบได้เห็นกันเป็นประจำ

เพราะฉะนั้น ก่อนจะเชื่อคำพูดต่าง ๆ จากสื่อออนไลน์จึงต้องตั้งสติให้ดี ยิ่งเป็นเรื่องของหยูกยา เวชสำอางค์ อาหารเสริม วิตามิน ก็ยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะการจะกินยา กินอาหารเสริม หรือวิตามิน ต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่เป็นพิษเป็นอันตรายของร่างกายของผู้บริโภค

Influencer บางรายทำรายการออนไลน์เพื่อความบันเทิงสนุกสนาน ก็อาจจะนำเสนอเรื่องราวแบบเบา ๆ สบาย ๆ แต่บางรายทำเพราะต้องการช่วยเหลือสังคม จึงเน้นการให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ก็มีบางรายทำเพื่อหารายได้ทางตรงและทางอ้อม แต่อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าผู้ผลิตคอนเทนท์ที่ดี ต้องเน้นความถูกต้องก่อนนำเสนอ เพราะเมื่อนำเสนอเรื่องราวไปแล้ว อาจมีผู้ share หรือ forward ต่อ ๆ กันไป ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นข้อมูลเท็จ ก็เท่ากับกระจายความเท็จในวงกว้าง ผลเสียก็จึงตกกับผู้ที่รู้ไม่เท่าทันจึงกลายเป็นเหยื่อ หลายคนเจ็บป่วยหรือล้มตาย เพราะความไม่รู้จริง โดยเฉพาะการหลงเชื่อผู้ให้เท็จ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเรื่องอาหาร ยา วิตามิน อาหารเสริม และเรื่องสุขภาพ น่าประหลาดที่คนไข้บางคนไม่เชื่อหมอ ไม่กินยาตามที่หมอสั่ง แต่หลงเชื่อข้อความหลอกลวงในออนไลน์ จาก influencer ที่พูดเรื่องวิตามิน อาหารเสริม และแร่ธาตุโดยปราศจากความรู้แท้จริง แต่กลับทำให้หลายคนหลงเชื่อ แล้วสั่งซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่คนบอกเล่าเรื่องราวไม่ใช่หมอ ไม่ใช่เภสัชกร

เป็นเรื่องประหลาดมากที่คนไข้บางรายไม่ยอมกินยาที่หมอสั่ง แต่หลงเชื่อแล้วกินอาหารเสริม แต่กินไปแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์ แถมยังเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ต้องไปรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบใด ๆ จาก influencer ได้ เรื่องราวเหล่านี้พบได้ทุกวันในโรงพยาบาล แต่ก็ไม่มีใครสามารถห้าม influencer นำเสนอเรื่องราวที่ผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพได้ เพราะฉะนั้น มีสิ่งเดียวที่ทำได้คือ ผู้เสพสื่อฯ ต้องมีสติ ต้องคิดไตร่ตรองก่อนว่าควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ต้องตั้งคำถามเสมอว่า ผู้ให้ข้อมูลเป็นใคร มีความรู้ด้านยา และด้านการรักษาโรคแท้จริงหรือไม่ และมีการหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือเปล่า

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

การก้าวเข้าสู่ช่วงวัยชรา ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมถอยของร่างกายตามกาลเวลา แต่ยังรวมถึงความซับซ้อนในการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ยา ที่หลายคนมักมองข้ามและปล่อยให้ผู้สูงอายุจัดการเองตามลำพังด้วยหลากหลายสาเหตุ อาจเพราะเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้อาวุโสในบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือ จุดเสี่ยงสำคัญที่อาจเปลี่ยนการรักษาโรคให้กลายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ หากขาดการตรวจสอบ และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากลูกหลาน หรือสมาชิกในบ้าน

แม้ท่านผู้อาวุโสในบ้านจะเคยเข้มแข็งและดูแลตัวเองมาได้ทั้งชีวิต แต่เมื่อถึงวัยที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มถดถอย ปัจจัยทางกายภาพและพฤติกรรมจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าที่เราคิด ประการแรกคือ ความจำที่เลือนราง ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการหลงลืมว่า “มื้อนี้กินไปหรือยัง” นำไปสู่การกินยาซ้ำซ้อนจนได้รับยาเกินขนาด หรือในทางกลับกันคือการลืมกินยาติดต่อกันหลายมื้อจนการรักษา และควบคุมโรคเป็นไปได้ไม่ดี ส่งผลให้โรคประจำตัวกำเริบหนักขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ข้อจำกัดทางประสาทสัมผัส เช่น สายตาที่พร่ามัวทำให้การอ่านฉลากยาที่มีตัวหนังสือขนาดเล็กเป็นเรื่องยากลำบาก นำไปสู่การหยิบยาผิดซอง หรือปัญหาเรื่องมือสั่น มือและนิ้วไม่มีแรง ที่ทำให้การแกะเม็ดยาออกจากแผงกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง ในบางท่านอาจพบปัญหาที่มือไม่มีแรงบีบยาหยอดตาออกจากขวดยา หรือมือไม่มีแรงกดยาพ่น บวกกับ ความซับซ้อนของตารางยา ที่ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค ต้องกินยาหลายกลุ่มพร้อมกัน ทั้งยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหารทันที หรือยาที่กินเฉพาะวันเว้นวัน ความซับซ้อนเหล่านี้ต่อให้คนอยู่ในวัยทำงานเองก็ยังพลาดได้ง่าย นับประสาอะไรกับวัยชราที่ระบบการประมวลผลเริ่มช้าลง

ยังมีอีกหลายกรณีที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับอันตรายจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง   เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค อยู่มาวันหนึ่งมีอาการปวดข้อ ปวดเข่าจึงไปซื้อยาแก้ปวด แก้อักเสบในกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) มารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการโดยไม่ได้บอกลูกหลาน ยาแก้ปวดกลุ่มนี้อาจมีปฏิกิริยากับยาโรคหัวใจบางชนิด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมอยู่เดิม จนอาจส่งผลเสียต่อไตได้ ดังนั้นก่อนซื้อยาแก้ปวดใด ๆ มากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง และอีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบบ่อยคือการ “หยุดยาเอง” เมื่อรู้สึกว่ากินยาเยอะเกินไปจนรู้สึกเบื่อหน่าย หรือท่านมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ท้องอืด การกินบ้างหยุดบ้าง เมื่อไปตรวจตามนัดจึงทำให้ค่าผลตรวจเลือดผิดปกติ จนแพทย์อาจต้องเพิ่มขนาดยาให้แรงขึ้น ทั้งที่สาเหตุจริง ๆ มาจากการกินยาไม่ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือหากพลาดกินยาไป ควรแจ้งแพทย์ตามความเป็นจริงเสมอ เพราะแพทย์ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อรักษาได้เหมาะสม

การมีส่วนร่วมของสมาชิกในครอบครัวจึงเป็นการสร้างความปลอดภัย โดยผ่านขั้นตอนง่าย ๆ เช่น ช่วยจัดระบบการการรับประทานยา หรือระบบเตื่อนการรับประทานยา ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเก็บยาในซองดั้งเดิมมาใช้กล่องแบ่งยาประจำสัปดาห์ ที่มีช่องแยกมื้อ เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน อย่างชัดเจน  จะช่วยทำให้ท่านผู้สุงอายุใช้ยาได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เราตรวจสอบย้อนหลังได้ทันทีว่ามื้อไหนผิดพลาดไปหรือไม่ 

หากจำเป็น สมาชิกในครอบครัวควรไปพบแพทย์เป็นเพื่อนผู้สูงวัย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลกับแพทย์และเภสัชกร ทุกครั้งที่พาไปโรงพยาบาล สมาชิกในครอบครัวควรเข้าไปรับฟังผลตรวจและจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของยาไปพร้อมกับท่าน เพื่อป้องกันปัญหาท่านจำสับสนว่าตัวไหนเพิ่มหรือตัวไหนสั่งหยุด และหากมีข้อสงสัยเรื่องปฏิกิริยาของยา สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมจากเภสัชกรได้โดยตรง 

เมื่อท่านต้องใช้ยาที่บ้านก็ควรหมั่นสังเกตสัญญาณเตือน เพราะผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยบ่น สมาชิกในครอบครัวต้องคอยจับตาดูว่า ท่านดูซึมผิดปกติไหม เดินเซหรือไม่ หรือมีผื่นขึ้นตามตัวไหม อาการเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน อีกหน้าที่หนึ่งคือ ตรวจสอบ “ยาแฝง” คอยสอดส่องว่าท่านแอบซื้อยาสมุนไพร ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมตามโฆษณามากินเองหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะไปล้างฤทธิ์ยาหลักหรือเพิ่มภาระให้ตับและไตโดยไม่จำเป็น

การช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ และการใช้ยาให้ผู้สูงอายุ เป็นผลดีต่อสุขภาพท่านเหล่านั้นได้มาก การที่เราเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละวันเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง สามารถลดความเสี่ยงจากการเข้าโรงพยาบาลด้วยอุบัติเหตุการใช้ยาไม่ถูกต้องได้อย่างมหาศาล ในฐานะลูกหลาน วันนี้คุณได้ลองเปิดกล่องยาของผู้สูงอายุที่บ้านมาเช็กดูแล้วหรือยัง การเริ่มต้นเพียงนิดในวันนี้ อาจหมายถึงการที่ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ท่านได้

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เหตุผลที่วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญนั้นมีหลายประการ ประการแรกคือ เชื้อวัณโรค “ซ่อนตัว” เก่ง  คนจำนวนมาก มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ เราเรียกว่า “วัณโรคระยะแฝง” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่แพร่เชื้อและไม่รู้ตัวว่ามีเชื้อ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอลง เช่น อายุมากขึ้น ผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะขาดอาหาร โภชนาการไม่ดี สูบบุหรี่ หรือร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก เชื้อจะ “กำเริบ” ขึ้นมากลายเป็นวัณโรคระยะติดต่อทันที ประการที่สอง อาการเริ่มแรก “แยกยาก”วัณโรคมักไม่ได้ทำให้ป่วยหนักทันทีในวันแรก แต่อาการจะค่อยเป็นค่อยไป เช่น ไอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ ตอนเย็น ซึ่งหลายคนมักคิดว่าเป็นแค่หวัดหรือภูมิแพ้ธรรมดา กว่าจะรู้ตัวและไปหาหมอ ก็อาจจะ แพร่เชื้อให้คนรอบข้างไปแล้วหลายคน ประการที่สามปัญหา “วัณโรคดื้อยา” คือความท้าทายที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากการที่ผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือกินยาไม่ครบตามที่หมอสั่ง พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็มักจะหยุดยาเอง ทำให้เชื้อพัฒนาตัวเองจนยาทั่วไปที่รักษาใช้ไม่ได้ผล นั่นคือเชื้อดื้อยาซึ่งการรักษาวัณโรคดื้อยานั้นจะยากขึ้น และจะใช้เวลานานขึ้นเป็น 18-24 เดือน และมีโอกาสรักษาหายขาดน้อยลง ประการสุดท้าย สภาพสังคมและกลุ่มเสี่ยง วัณโรคชอบ “ที่อับ คนแออัด อากาศไม่ถ่ายเท” ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ยังมีการระบาดต่อเนื่อง

การเกิดวัณโรคมี 2 ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือ 

1. ปัจจัยด้านสุขภาพ หรือ “ความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง” เป็นปัจจัยภายในที่ทำให้ร่างกายสู้กับเชื้อไม่ไหว แม้จะเคยฉีดวัคซีนมาแล้ว เช่น คนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โรคไตเรื้อรัง และ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มนี้มีโอกาสที่เชื้อวัณโรคระยะแฝงจะกำเริบสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า คนที่อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยารักษามะเร็ง) รวมถึงคนที่มีภาวะโภชนาการ การขาดสารอาหาร หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ค่อยดี 

2. ปัจจัยด้านการสัมผัส หรือ “โอกาสในการรับเชื้อ” เช่น ผู้ใช้ชีวิตและหายใจในอากาศเดียวกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงจากการปฏิบัติงาน คนที่ทำงานหรืออาศัยในที่อับอากาศ ไม่ถ่ายเท เช่น เรือนจำ หรือชุมชนแออัด 

วัณโรคหายขาดได้ด้วยการใช้ยา การกินยาสูตรมาตรฐานติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ 6 เดือน จะทำให้ผู้ป่วยวัณโรคหายขาด และเมื่อผู้ป่วยกินยาครบ 14 วันแรก ก็จะไม่แพร่เชื้อวัณโรคให้แก่ผู้อื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อมีอาการไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีไข้ต่ำๆ บ่ายๆ เย็นๆ ทุกวัน เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลดมากทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ควรสงสัยวัณโรคไว้และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว ทั้งเพื่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างด้วยนั่นเอง 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าเสี่ยงไตวาย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคม เป็นวันไตโลก หรือ World Kidney Day ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของไต ซึ่งหลายท่านทราบว่าเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดของเสียของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไตทำหน้าที่อีกหลายอย่าง ทั้งควบคุมสมดุลของน้ำ และรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย  ควบคุมสมดุลระดับความเป็นกรดด่างในเลือด และที่หลายท่านอาจจะไม่ค่อยทราบคือ ไตยังผลิตฮอร์โมนเพื่อรักษาระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ รวมถึงฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และยังทำหน้าที่หลักในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นวิตามินดีที่ร่างกายนำไปใช้ได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อไตมีปัญหาทำงานได้ลดลงจนถึงทำงานไม่ได้เลย หรือที่เรียกว่าไตวาย ก็จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่างทั้งของเสียคั่ง เลือดเป็นกรด ระดับเกลือแร่ผิดปกติ ความดันเลือดสูง โลหิตจาง กรณีที่เป็นมากๆ และแก้ไขไม่ทันคนไข้ก็อาจเสียชีวิตได้

ภาวะไตวายมี 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลัน ก็คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นหลักวัน สาเหตุหลักที่พบบ่อยคือขาดน้ำ หรือได้รับสารเคมี หรือได้รับยาบางชนิด ยาสมุนไพรบางชนิด  หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไต อีกแบบคือไตวายเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงการที่การทำงานของไตค่อยๆ เสื่อมลงทีละน้อย จนในที่สุดก็ถึงระดับที่กรองของเสียต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าไม่ล้างหรือไม่เปลี่ยนไต ผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องล้างไต หรืออาจต้องทำการปลูกถ่ายไตซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยต้อง กินยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตที่ปลูกถ่ายใหม่ เราจึงต้องพยายามรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้ตลอดอายุขัยของเรา

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะไตวายคือ การกินเค็มหรือเกลือมากไป การไม่ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้ดี และการใช้ยาหรือสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นพิษต่อไตอย่างไม่ระมัดระวัง  ซึ่งหลายคนไว้ใจสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป คิดว่าสิ่งเหล่านี้ปลอดภัย

สำหรับยาที่ทำร้ายไตมากที่สุดก็คือ ยาบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด ในกลุ่มที่เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือที่เรียกว่า ยาเอ็นเสด, NSAIDs)  เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน  เป็นต้น ยากลุ่มนี้มีผล ไปมีผลทำให้หลอดเลือดในไต หดตัว เลือดจึงไปเลี้ยงไตได้น้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจนำไปสู่ภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้ โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว

ดังนี้เราควรดูแลการใช้ยาให้ดี เพื่อจะรักษาสุขภาพไตให้ทำหน้าที่ได้นานๆ ไม่ทำให้ไตพังก่อนวัยอันควร เราควรปรับพฤติกรรมดังนี้

  • เลี่ยงการซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดกินเองติดต่อกันนานๆ หากมีอาการปวดควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องทานยา เพื่อช่วยให้ไตขับสารเคมีตกค้างออกมาได้สะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงไตวายจากภาวะขาดน้ำ
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงต้องทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะหากคุมโรคไม่ได้ ไตจะเสื่อมสภาพลงทีละน้อยจนกลายเป็น ไตวายเรื้อรัง ในที่สุด
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีประวัติโรคไต เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดความแรงของยาให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการทำงานของไตที่เหลืออยู่

เนื่องจาก “ไต” ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขับปัสสาวะ แต่ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดัน และปรับสมดุลวิตามินดีให้กระดูกแข็งแรง การถนอมไตให้ทำงานได้ตลอดอายุขัยด้วยการ “ลดเค็ม คุมโรค และใช้ยาอย่างระมัดระวัง” จึงเป็นกำไรชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

โรคมะเร็งที่เกิดกับผู้ชายในอัตราสูงมากคือมะเร็งต้อมลูกหมาก อ้างอิงจากจากสถิติโลกพบว่าเป็นอันดับ 4 ของมะเร็งทุกชนิด แต่เป็นมะเร็งที่พบมากอันดับ 2 ในผู้ชาย โดยในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากรายใหม่ทั่วโลก มากกว่า 1.4 ล้านคน

มะเร็งชนิดนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในต่อมลูกหมากที่เจริญเติบโตผิดปกติ จนไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการร่วมกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ พันธุกรรมและประวัติครอบครัว ผู้ที่บิดา พี่ชาย หรือน้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มักมีความเสี่ยงสูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบว่าเมื่อผู้ชายอายุเกิน 40-50 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งต้อมลูกหมากมากขึ้น เนื่องจากเซลล์เปลี่ยนแปลงไปตามวัย แต่ทั้งสองปัจจัยนี้ เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แต่ปัจจัยที่เราเปลี่ยนแปลงและควบคุมได้ คือดูแลเรื่องอาหารการกิน และไลฟ์สไตล์ ลดการกินเนื้อแดง อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม แฮม ลดการสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามเลี่ยงโรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง เพราะความอ้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายที่เร่งการเกิดมะเร็ง

มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือนสำคัญที่ควรสังเกต โดยเฉพาะปัญหาการปัสสาวะและอาการปวด ซึ่งมีอาการสำคัญระยะเริ่มต้น เช่น ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ปัสสาวะติดขัดจนรู้สึกลำบาก ไหลอ่อน หรือกลั้นไม่อยู่ และพบว่าปัสสาวะหรือน้ำอสุจิมีเลือดปน ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด ส่วนสัญญาณเตือนเมื่อมะเร็งลุกลาม เช่น ปวดหลัง เชิงกราน สะโพก หรือกระดูก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ขาบวม ท้องบวม หรือชาอ่อนแรงที่ขา ในกรณีกดทับไขสันหลัง เป็นต้น

แนะนำว่าต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเริ่มตั้งแต่ 40-45 ปี ในกรณีมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ญาติผู้ชายสายตรงมีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจเลือดเพื่อหาค่าสารคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA (Prostate-Specific Antigen) สาร PSA ถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปกติในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังใช้วิธีการคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนัก โดยแพทย์ใช้นิ้วคลำหาขนาดและความผิดปกติของต่อมลูกหมาก หากผิดปกติ ก็จะตรวจเพิ่มด้วยอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก หรือใช้เทคโนโลยีภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กสามมิติ หรือเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ

การรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความเสี่ยง และสุขภาพผู้ป่วย แต่ต้องกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะแนะนำวิธีการรักษาต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ผ่าตัด ในยุคปัจจุบัน อาจใช้การตรวจแบบส่องกล้อง ทำให้มีแผลเล็ก เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว หรือฉายรังสี หรือให้ฮอร์โมนบำบัด  ให้เคมีบำบัด  และให้สารเภสัชรังสี ซึ่งอาจใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี

แม้ว่าการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากจะไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเราปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็ลดความเสี่ยงได้ และต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องไปตรวจคัดกรองตามระยะ แล้วปรับการกินการอยู่ โดยเพิ่มผักผลไม้หลากสีในทุกมื้ออาหาร เช่น มะเขือเทศ ผักตระกูลกะหล่ำ แครอท ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ ลดการกินเนื้อแดง ไขมันสูง อาหารแปรรูป​ กินอาหารที่ให้วิตามินดี ซีลีเนียม สังกะสีจากธัญพืชจำพวกถั่ว กินเนื้อปลา และใช้การปรุงอาหารด้วยการต้ม หรือนึ่ง แทนการทอด ผสมกับเพิ่มการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ รักษาน้ำหนักให้สมดุลกับความสูง ไม่ปล่อยให้อ้วนลงพุง​ เลิกสูบบุหรี่ ลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดให้ได้ นี่คือการทำให้ตัวเองห่างไกลจากมะเร็งต่อมลูกหมาก​​

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคซึมเศร้า รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ายังคงพบได้ในสังคม ทั้งในแง่การตีตราผู้ป่วย และอีกด้านหนึ่งคือการใช้คำว่าซึมเศร้า ในบริบทที่อาจไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์ที่แท้จริง
โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความเศร้าหรือความท้อแท้ชั่วคราว แต่เป็นโรคทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย รู้สึกว่างเปล่า หรือไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาการเหล่านี้มักเป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งสำคัญคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่สามารถหายได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย
อาการโรคซึมเศร้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเกือบตลอดเวลา เบื่อ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก นอนไม่หลับ หลับยาก หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ สมาธิลดลง คิดช้า ตัดสินใจลำบาก รู้สึกไร้ค่า โทษตนเอง บางรายอาจมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต้องไปขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน
ขอย้ำว่า อาการป่วยโรคซึมเศร้าไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง การรู้สึกเครียด เหนื่อย หมดไฟ หรือเศร้าในบางช่วงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป อาการหลายอย่างอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาครอบครัว การทำงานหนัก หรือภาวะเจ็บป่วยทางกายบางชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายโรคซึมเศร้าได้ 
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ โดยพิจารณาทั้งอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ต้องได้รับความเข้าใจและเห็นใจจากสังคม การกล่าวอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องใช้คำว่าซึมเศร้าอย่างระมัดระวัง และสอดคล้องกับการประเมินทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม และกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จริง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการอ้างโรค หรือไม่พยายามดูแลตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการเรียนหรือการทำงานเป็นการชั่วคราวในบางช่วง ทั้งนี้ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และจิตแพทย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การพูดคุยให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การใช้ยาในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้หายขาดทันทีเหมือนยาฆ่าเชื้อ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการดีขึ้น ลดความทุกข์ทางใจ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วสามารถหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่บางรายอาจต้องรักษาเป็นเวลานาน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยเฉพาะบุคคล 
ยาต้านเศร้าไม่จัดเป็นยาเสพติด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ และห้ามหยุดใช้ยาเอง เพราะการหยุดยาโดยพลการเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคและการมีส่วนร่วมในการรักษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การติดตามการรักษาตามนัด และการสื่อสารกับแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
โรคซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ขอย้ำว่าโรคนี้ในทางการแพทย์มักพบได้บ่อย แต่สามารถรักษาได้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 
การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม การไม่ตีตราผู้ป่วย และไม่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมิน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผสมการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้เหมือนคนปกติทั่วไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : PM 2.5 อยู่รอบตัวเรา ป้องกันตัวไว้ด้วย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ตอนนี้เข้าหน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว (ตามคำประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา) ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือความร้อนแบบร้อนสุด ๆ แล้วก็ยังมีฝุ่นควันสารพัดชนิด รวมถึง PM 2.5 ด้วย 

สำหรับประเทศไทย ไม่เฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ต่างก็ต้องผจญภัยกับ PM 2.5 อย่างหนักหน่วงจนกว่าจะถึงหน้าฝนครั้งใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าป้องกันตัวเองให้ห่างไกลและรอดพ้นจาก PM 2.5 เพื่อให้รอดพ้นจากมะเร็งปอดให้จงได้ ย้ำว่าข้อวิตกนี้ไม่เกินเลยมากไป เพราะเมื่อฝุ่นพิษ PM 2.5 หนักมาก ก็ทำให้หวาดวิตกถึงโรคมะเร็งปอด

เมื่อเราหายใจสูดอากาศเข้าไปในจมูก เราจะมีขนจมูกและน้ำมูกช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ได้ แต่ย้ำว่าไม่สามารถสกัดจับ PM 2.5 ได้ เพราะมันมีอนุภาคเล็กมาก มันสามารถผ่านหลอดลมเข้าไปถุงลมในปอด แล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงทันทีเมื่อหายใจสูดมันเข้าไป แต่ที่น่ากลัวกว่าคือใน PM 2.5 มี โลหะหนัก และสารเคมี โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง ดังนั้นเมื่อมันหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจึงมองว่ามันเป็นผู้รุกราน ร่างกายจึงสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวแล้วเตรียมพร้อม โดยปล่อยสารอักเสบออกมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม จึงทำให้เราเกิดสภาวะอักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย 

ฝุ่นพิษ PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในปริมาณมหาศาล แล้วยังส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพรวดเร็ว แถมยังทำให้ผิวหนังเกิดการแพ้ง่าย เกิดริ้วรอย แต่หากร่างกายได้รับฝุ่นพิษต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด และโรคมะเร็งปอด

ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่เหมือนทหารที่ปกป้องบ้านเมือง คอยจัดการกำจัดทำลายศัตรูที่รุกราน เมื่อศัตรูคือฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่อยู่รายล้อมรอบตัวเราเช่นทุกวันนี้ จึงจำเป็นต้องเช็คว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานได้ดี และสามารถรับมือกับ PM 2.5 ได้หรือไม่ ต้องดูให้ดีว่าภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานได้มีประสิทธิภาพหรือไม่ หากไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ร่างกายของเราก็จะเป็นอันตราย

วิธิสังเกตภูมิต้านทานของร่างกายง่าย ๆ โดยดูว่าในระยะนี้ มีอาการหายใจช้ากว่าปกติหรือไม่ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล มีไอแห้งบ่อย ๆ ตลอดเวลา แม้ว่าจะพักผ่อนหรือกินยาแล้วแต่ก็ไม่ดีขึ้น มีผื่นคันที่ผิวหนัง เกิดอาการแพ้ง่ายกว่าปกติหรือไม่ มีผื่นขึ้นในที่ซึ่งไม่ควรขึ้นหรือเปล่า มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง แม้จะนอนนานมากก็ตาม แต่เมื่อตื่นมากลับไม่สดชื่น สมองตื้อ คิดช้า ตาอักเสบหรือแห้งผิดปกติ แสบตา ตาแดง มีขี้ตา และสัญญาณสุดท้ายคือ ป่วยง่าย เจ็บคอบ่อย ๆ เป็นหวัดง่าย อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันไม่ดี 

เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝุ่นพิษ เรื่องนี้ทำได้ยาก แต่ต้องทำให้ได้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือ ดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ และต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย นอนในที่ปลอดภัยไร้ฝุ่นพิษและมลพิษอื่น ๆ ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่ถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศ อย่างน้อยก็เช็ดพื้นกำจัดฝุ่นเป็นประจำ และหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาในยามตื่น 

หลายคนเห็นฝุ่นพิษแล้ววิ่งเข้าร้านยา ไปหาซื้อวิตามินกินแบบไม่รู้จริง แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้วต้องเริ่มจากการล้างพิษด้วยการดื่มน้ำให้พอ จิบแต่น้อย แต่จิบบ่อย ๆ โดยทั้งวันให้ดื่มน้ำได้ 1.5-2 ลิตร การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบน้ำเหลืองกำจัดของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหมั่นล้างจมูกบ่อย ๆ จะช่วยชำระล้างฝุ่นพิษที่ติดในโพรงจมูก แต่ที่ต้องทำเป็นประจำอีกอย่างคือ กินอาหารสะอาดให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้หลากสี เราโชคดีที่อาหารไทยมีเครื่องแกง และเครื่องเทศสารพัดชนิด ที่ช่วยเสริมภูมิต้านอักเสบได้ เช่น ขิง หอมแดง หอมใหญ่ ขมิ้นชัน ดังนั้น การเลือกกินเมนูเหล่านี้ให้มากขึ้นในช่วงมีฝุ่นพิษมาก ๆ ก็จะช่วยให้ร่ายกายมีภูมิต้านทานมากขึ้น แต่ที่ต้องงดเด็ดขาดคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะเป็นตัวเพิ่มการอักเสบ และทำให้อนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และต้องงดอาหารจำพวกไขมันสูง และอาหารหวานจัด

เราน่าจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีฝนตกลงมาชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศ แต่ตอนนี้ยังไม่มีฝน ก็จึงต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเรา 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในเทศกาลวาเลนไทน์ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ความรักระหว่างกัน แต่ความรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือ “การรักตัวเอง” สัปดาห์นี้จึงขอชวนทุกคนมาดูแลอวัยวะสำคัญที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ
ในความเป็นจริง โรคที่เกี่ยวกับหัวใจมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด โรคที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการตีบหรืออุดตัน จะนำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ ถัดมาคือโรคที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจหนาตัวหรือโตขึ้น ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ หากเป็นมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จนเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีโรคของ ลิ้นหัวใจ ที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอีกภาวะที่พบบ่อยคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากเป็นรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้
จะเห็นได้ว่าหัวใจทำงานอย่างอึดถึกทนนี้ สามารถเจ็บป่วยได้หลากหลาย และทุกภาวะที่กล่าวมานั้น หากไม่เอะใจหรือดูแลให้ดี อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมีปัญหา…โดยปกติแล้ว หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา แต่คนเรามักไม่รู้สึกถึงการทำงานของมัน เมื่อใดก็ตามที่เริ่ม “รู้สึกตัว” เช่น รู้สึกใจสั่น หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม อาจเกิดจากภาวะน้ำตาลตกได้ แต่หากเป็นบ่อยๆ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ พูดง่ายๆ คือ คนปกติที่ไม่ได้ออกแรงหนักหรือไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ควรรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่

อีกสัญญาณสำคัญคือ เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน เช่น เคยเดินได้ครึ่งหรือหนึ่งกิโลเมตรแบบสบายๆ แต่กลับเดินได้เพียง 100–200 เมตรแล้วต้องพัก หรือเคยเดินขึ้นบันได 2–3 ชั้นได้โดยไม่ต้องพัก แต่ปัจจุบันเดินได้เพียงครึ่งชั้นก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังเริ่มล้มเหลว สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจไม่ดี
ในกรณีของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการมักมาในรูปแบบของเจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับ บางครั้งร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม โดยเฉพาะหลังออกแรง และอาจมีอาการร่วม เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หากมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคหัวใจหลายชนิดสามารถป้องกันหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปตรวจติดตามตามนัด และปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ โรคเรื้อรังเหล่านี้มักไม่มีอาการ จำเป็นต้องติดตามค่าต่างๆ เช่น ความดันโลหิตหลังการรักษาไม่ควรเกิน 130/80 mmHg ไขมันโคเลสเตอรอลรวมไม่ควรเกิน 200 mg% ค่าไขมันเลว (LDL) ไม่ควรเกิน 100–130 mg% ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 mg% และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารควรอยู่ในช่วง 80–130 mg%
แม้จะซื้อยากินเองอย่างสม่ำเสมอ แต่หากไม่ไปตรวจติดตามที่สถานพยาบาล ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าค่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการควบคุมอาหาร ไม่ใช่เพียงงดหวานมัน แต่ต้องลดเค็มและเกลือ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางพฤติกรรมที่ทำให้หัวใจเสื่อมลงได้อย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงการกินมาก ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม และการนอนดึก พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เรามักได้ยินจากข่าวอยู่เสมอ
อีกเรื่องที่พบได้คือ การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรโดยไม่รู้ผลข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจ เช่น สมุนไพรลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงาน ซึ่งอาจแอบผสมสารกระตุ้นและมีผลต่อหัวใจ อย่างเช่น ไซบูทรามีน เอเฟดรา เอฟีดรีน เป็นต้น

อาหารเสริมที่มีคาเฟอีนเข้มข้น โสม หรือสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
ดังนั้น การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรควรพิจารณาความจำเป็น ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และการเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อให้หัวใจดวงนี้อยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย