รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

หัวใจเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่มหัศจรรย์ที่สุดชิ้นของมนุษย์และสัตว์ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้มาโดยเฉพาะ มันทำงานประสานเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดพัก ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

กลไกสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นได้แม่นยำคือ ระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวและคลายตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอคงที่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสไฟฟ้าเกิดลัดวงจร เดินผิดเส้นทาง หรือถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้เกิดสภาวะ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน และมีความรุนแรงหลายระดับ

หนึ่งในประเภทที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มาก คือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือที่เรียกว่า AF (Atrial Fibrillation) คือภาวะที่หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ เต้นสั่นพริ้วไม่เป็นระบบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลงและค้างอยู่ในห้องหัวใจ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะเลือดที่ตกค้างจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนลิ่มเลือด และหากลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตจนไปอุดตันเส้นเลือดที่สมอง ผู้ป่วยจะเผชิญกับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่รู้สึกว่าผิดปกติอะไร แต่บางรายอาจมีอาการแตกต่างกันตามประเภทของความผิดปกติ หลายคนมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวแรง เต้นสะดุด หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนใจวูบหายไปชั่วขณะ หากหัวใจเต้นเร็วเกินไป ร่างกายจะเริ่มอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก หายใจไม่อิ่ม และอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย แต่ถ้าหากหัวใจเต้นช้าเกินไป เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด มึนงงเหมือนจะเป็นลม หรืออาจหมดสติได้ ผู้ป่วยบางรายมีอาการใจสั่น และความรู้สึกไม่สบายในช่องอก ซึ่งเป็นอาการที่อธิบายได้ยาก

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลัก เมื่ออายุเรามากขึ้นก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงมีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มมีคาเฟอีนปริมาณมากเกินไป หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง จึงเป็นเหตุให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในที่สุด

การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายหลักคือ การจัดการระบบไฟฟ้าหัวใจให้กลับมาคงที่ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

ยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มแรก คือ ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จนหัวใจล้าและล้มเหลว

กลุ่มที่สอง คือ ยาปรับจังหวะหัวใจ เพื่อเปลี่ยนจังหวะที่ปั่นป่วนให้กลับมาเต้นตามธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้าย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย AF คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเหล่านี้ต้องเน้นวินัยของผู้ใช้ยาเป็นสำคัญ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาสม่ำเสมอและ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือเรื่องของปฏิกิริยาระหว่างยา หรือยาตีกัน โดยเฉพาะผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Warfarin ยาตัวนี้มีความไวสูงต่ออาหารและยาอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้ Warfarin ต้องระวังการบริโภคผักใบเขียวเข้มที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักคะน้า ผักโขม บรอกโคลี ในปริมาณมากหรือน้อยเกินไปกว่าปกติที่เคยรับประทาน เพราะวิตามินเคจะไปต้านฤทธิ์ยา ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

ในทางตรงกันข้าม การรับประทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น แปะก๊วย โสม กระเทียมสกัด หรือน้ำมันปลา อาจไปเสริมฤทธิ์ยาจนทำให้เลือดออกไม่หยุด แม้แต่ยาแก้ปวด แก้อักเสบ กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น Ibuprofen ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง

สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยกินยาละลายลิ่มเลือดต้องสังเกต คือ ภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันแล้วเลือดหยุดไหลยาก มีจ้ำเลือด หรือรอยช้ำตามผิวหนังโดยไม่ได้ถูกกระแทก หรือกรณีที่รุนแรง คืออุจจาระมีสีดำเหมือนน้ำมันดิน ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แต่ข่าวดีคือ ถึงแม้จะมีปัญหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมกับวินัยในการรับประทานยา ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดการความเครียด การออกกำลังกายเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทุกชนิด และทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค โดยเฉพาะอันตรายของ AF จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ประมาท และร่วมมือในการรักษาอย่างใกล้ชิด เหล่านี้จะทำให้พ้นอันตราย

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการรักษาโรคนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันอัมพาต การทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่มีคุณภาพ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment