รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่เพิ่งผ่านไป มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพระโคเสี่ยงทายสร้างสถิติเลือกกินเหล้า 5 ปีติดต่อกัน หลายคนจึงแซวว่า พระโคอาจติดเหล้าหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องหยอกล้อเพื่อความสนุกกันไป แต่เมื่อพูดถึงเหล้าแล้ว แน่นอนว่าถ้าดื่มมันมากจนเกินไปย่อมสร้างปัญหาสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วยังจะก่อปัญหาตีกับยาที่เรากินด้วยไม่มากก็น้อย

สัปดาห์นี้จึงขอพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาในชีวิตประจำวัน ซึ่งคอเหล้าอาจต้องพบเจอ หากยังดื่มเหล้าแล้วกินยาไปพร้อม ๆ กัน หรือในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามปริมาณของเหล้าที่ดื่ม มีความแตกต่างระหว่างผลกระทบต่อยาของ “นักดื่มสายสังคม” กับ “นักดื่มตัวจริง”

สำหรับกลุ่มนักดื่มแบบปาร์ตี้ ดื่มเป็นครั้งคราว อาจเกิดปัญหาแอลกอฮอล์เข้าไปตีกับยาบางชนิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การกินยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยกตัวอย่างคือยาคลอเฟนิรามีน หรือยาแก้เมารถ จำพวก ไดเมนไฮดริเนต หรือยาบางชนิดที่ใช้ในผู้ป่วยซึมเศร้า เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย จะเสริมฤทธิ์การกดประสาทส่วนกลางมากขึ้น และอาจเกิดอันตรายได้

แต่ถ้าผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิด ตัวอย่างคือ  เมโทรนิดาโซล หรือยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด จะทำให้มีฤทธิ์เหมือนรับประทานยาเบื่อเหล้า มีอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะรุนแรง และอาเจียนอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากสารพิษที่ชื่อว่าอะเซทัลดีไฮด์ค้างอยู่ในร่างกาย

แต่สำหรับนักดื่มที่ดื่มจนติด ดื่มเป็นประจำทุกวัน แถมวันละมาก ๆ ร่างกายจะมีสภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตับของนักดื่มกลุ่มนี้ต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดความเคยชิน เอนไซม์ในตับจะถูกผลิตออกมาในปริมาณมากกว่าคนปกติ เพื่อรับมือกับแอลกอฮอล์ที่ไหลเข้ามาทุกวัน ผลที่ตามมาคือเมื่อคนกลุ่มนี้กินยารักษาโรคประจำตัวเข้าไป เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มอีนาลาพริล หรือยาเบาหวาน เช่น เมทฟอร์มิน จะเกิดปัญหาคือ ตับทำลายยาเหล่าทิ้ง ทำให้ยาไม่มีโอกาสออกฤทธิ์รักษาโรคอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้นักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาความดันโลหิตสูงแบบไม่สามารถควบคุมได้ หรือมีค่าน้ำตาลในเลือดที่แกว่งไปมา แท้จริงแล้

สาเหตุไม่ใช่เพราะยาไม่ดี แต่เป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไปเปลี่ยนกลไกการทำงานของตับ
แต่ที่น่ากลัวมากเป็นพิเศษสำหรับคนจำพวกดื่มหนักเป็นประจำคือ การใช้ยาพาราเซตามอล แม้จะเป็นเพียงการกินยาแก้ปวด หรือลดไข้ตามปกติก็ตาม แต่ในกลุ่มคนทั่วไปนั้น ยาพาราเซตามอลจะถูกตับเปลี่ยนเป็นสารพิษเพียงเล็กน้อย แล้วถูกกำจัดออกได้ทันที แต่สำหรับคนที่ดื่มหนัก เมื่อกินพาราเซตามอลเข้าไป ตับที่ทำงานไวผิดปกติจะเปลี่ยนยาให้กลายเป็นสารพิษในปริมาณมหาศาล จนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ ผลลัพธ์คือเซลล์ตับจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรง นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือตับวายได้ แม้จะกินยาเพียงไม่กี่เม็ด ซึ่งเป็นอันตรายที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นยาพื้นฐานที่ปลอดภัย

ยิ่งไปกว่านั้น หากนักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังแล้วต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค ความเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เนื่องจากแอลกอฮอล์ได้ทำลายเยื่อบุทางเดินอาหารไปส่วนหนึ่งแล้ว เมื่อยาเข้าไปซ้ำเติมโดยการลดการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะอาหาร ผลที่ตามมาคือ เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้รวดเร็ว ประกอบกับสภาพร่างกายของนักดื่มที่มักจะมีปัญหาการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วยจากภาวะตับเสื่อม ยาเหล่านี้จึงทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มสายสังคม หรือสายดื่มหนักที่ใช้ชีวิตคู่กับแก้วเหล้า ร่างกายก็กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างมากเมื่อต้องใช้ยาร่วมด้วย โดยอาจเผชิญกับผลข้างเคียงเฉียบพลันที่ทำให้หมดสติ หรือหัวใจล้มเหลว หรือต้องเผชิญกับการสะสมสารพิษที่พร้อมทำให้ตับพังอย่างถาวร

การพูดเน้นถึงเรื่องนี้เพื่อให้ตระหนักถึงชื่อยาที่ใช้ และไม่ละเลยสาเหตุของอาการข้างเคียง เพราะต้องการย้ำว่า ร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อน และละเอียดอ่อนเกินกว่าจะถูกกระหน่ำด้วยแอลกอฮอล์ และยาพร้อมกัน โดยปราศจากผลเสียรายแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริงกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของคุณ ๆ ด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับยา และโปรดอ่านฉลากยาให้ละเอียดว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรักษาชีวิตของนักดื่มได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment