LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707929

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “กินไก่เยอะๆ ระวังเป็นเกาต์ไม่รู้ตัวนะ” เสียงเตือนซ้ำๆ ที่ยังคงวนเวียนให้ได้ยินกันเป็นประจำ รวมไปถึงการเตือนเรื่องการรับประทานยอดผัก เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลในปริมาณที่มากเกินไป เมนูจานเด็ดที่หลายคนรับประทานเป็นประจำในทุกๆ วัน แต่แท้ที่จริงแล้วการรับประทานไก่และเมนูข้างต้นในปริมาณมาก กลับไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคเกาต์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ข้อมูลจาก นพ.วรศักดิ์ ศิริชาลีชัย อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซึมโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความเชื่อเรื่องรับประทานไก่มากๆ แล้วจะเป็นโรคเกาต์นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากโรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่างๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลันรุนแรง โดย กรดยูริก เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายและมีส่วนที่เป็นผลมาจากการรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเข้าไป จะถูกขับออกจากร่างกายผ่านการขับถ่าย แต่เมื่อร่างกายขับออกได้ไม่หมดในระยะเวลาที่นานเพียงพอก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อกระดูก แม้สัตว์ปีกอย่างไก่อาจไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทําให้กรดยูริกในเลือดสูงโดยตรง แต่ก็อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคเกาต์กําเริบในคนที่มีกรดยูริกสูงอยู่แล้ว เพราะไก่เป็นสัตว์ที่มีสารพิวรีนในเนื้อค่อนข้างสูง เมื่อสารพิวรีนมีการย่อยสลายก็จะกลายเป็นยูริก ซึ่งไก่ไม่ได้เป็นอาหารต้องห้ามของผู้เป็นโรคเกาต์ แต่ผู้ป่วยบางรายรับประทานเข้าไปแล้วมีอาการปวดตามข้อมากขึ้น จึงแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงและเลือกโปรตีนจากแหล่งอื่นมาทดแทน

สาเหตุการเกิดโรคเกาต์

สาเหตุสำคัญในการเกิดโรคเกาต์ คือ มาจากกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น การทำงานของไตที่ลดลง การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาบางชนิดซึ่งมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรค รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคสะเก็ดเงิน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสําคัญที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงได้

อาการของโรคเกาต์

หากโรคเกาต์กำเริบจะส่งผลให้มีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณนิ้วหัวแม่เท้าหรือตามข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า หรือข้อเข่า จนทำให้เดินลงน้ำหนักหรือใช้งานข้อไม่ได้ อาการนี้จะเป็นๆ หายๆ อาจทิ้งระยะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือนานเป็นปี และอาการปวดอาจเป็นข้อเดียวหรือปวดหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ในกรณีผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคเกาต์มานาน และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ยูริกจะเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกยูเรตแล้วสะสมจนเป็นปุ่มก้อนโทฟัสใน บริเวณเท้า ตาตุ่ม มือ ข้อศอก และใบหู และในรายที่เป็นมากจะมีข้อพิการผิดรูปร่วมด้วย

ขณะที่การวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แม่นยำที่สุด แพทย์จะเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่กำลังอักเสบ มาส่งตรวจเพื่อหาผลึกยูเรต แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบ จำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูระดับยูริก การเอกซเรย์ เพื่อสามารถให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องได้ เนื่องจากจะมีอีกหนึ่งโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคเกาต์ อาจทำให้เกิดความสับสน นั่นคือ “โรคเกาต์เทียม” แม้จะมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองโรคจะมีอาการปวด และการอักเสบคล้ายกัน แต่โรคเกาต์เทียมมักจะมีอาการปวดตรงบริเวณข้อใหญ่ๆ เช่น หัวเข่า, ข้อเข่า, ข้อมือ และข้อไหล่เท่านั้น

การรักษาโรคเกาต์

สำหรับแนวทางการรักษาโรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยจะต้องลดระดับกรดยูริกในร่างกายและป้องกันการกำเริบของการอักเสบในข้อ โดยแพทย์จะให้ยารักษาอาการข้ออักเสบและลดระดับยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดข้ออักเสบกำเริบซ้ำ ส่วนปุ่มและก้อนโทฟัสจะค่อยๆ มีขนาดเล็กลง ผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะไม่มีอาการปวดข้ออีก การใช้ยารักษาโรคเกาต์จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพื่อลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยารวมถึงการแพ้ยาที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม อาหารบางชนิดมีส่วนในการเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ที่ไม่อยากให้อาการกำเริบซ้ำควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินการใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดและระมัดระวังอาหารที่มีสารพิวรีนสูงบางชนิด เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล น้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดตามข้อทรมานจากโรคเกาต์ได้ เพียงเท่านี้คุณก็เลี่ยงจากความเจ็บปวดจากการกำเริบของโรคได้

ขอเชิญช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ

สำหรับปีใหม่นี้สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์จ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น ร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/โทร.02-7183800 ต่อ 123

Leave a comment