สธ.ผนึกกำลัง รัฐ-เอกชน Kickoff เร่งฉีดวัคซีน เนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728450

สธ.ผนึกกำลัง รัฐ-เอกชน Kickoff เร่งฉีดวัคซีน  เนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก

สธ.ผนึกกำลัง รัฐ-เอกชน Kickoff เร่งฉีดวัคซีน เนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุของค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ หน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เดินหน้ารณรงค์ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมการรับวัคซีนทั่วประเทศ ในโอกาสสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week 2023)

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 24-30 เมษายน 2566 เป็นสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week 2023) ซึ่งทีมประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายระดับโลก ภายใต้แนวคิด The Big Catch-Up รวมพลัง สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคผ่านการประสานระหว่างมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชนและสถาบันวัคซีนแห่งชาติซึ่งร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี และปลอดภัยจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ด้วยความร่วมมือกันทั้งจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจ และตระหนักถึงความจำเป็นของการได้รับวัคซีน เพื่อให้เกิดความยอมรับ และร่วมมือกันทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง”

นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนโดยเฉพาะในวัยเด็กเพื่อเป็นเกราะป้องกันโรคและส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงเนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ประกาศ Kick off กิจกรรมสนับสนุนการดำเนินการเชิงรุกของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในการเพิ่มความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในประเทศไทยตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศโดยจะมีการติดตามผลการดำเนินงานเป็นระยะ และจะมีการประเมินผลในช่วงปลายปี โดยถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็กมีสุขภาพดี และปลอดภัยจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนในพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ”

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า“กรมควบคุมโรคมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพแก่ประชาชน โดยดำเนินการพัฒนามาตรฐานในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อบริบทของพื้นที่ กรมควบคุมโรคมีความพร้อมในการสนับสนุนเชิงวิชาการสำหรับผู้ปฏิบัติงานให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสัมฤทธิผล และมุ่งดำเนินการฉีดวัคซีนตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขปี 2566 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บริการวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคครบถ้วนตามเกณฑ์นำไปสู่การเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของประชากรในประเทศไทย”

นพ.จอส ฟอนเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การฉีดวัคซีนเป็นหนึ่งในเครื่องมือด้านสาธารณสุขที่คุ้มค่าที่สุดและเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่ดีที่สุด การฉีดวัคซีนช่วยสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพทั่วโลก และป้องกันการเสียชีวิตของผู้คนประมาณ 3.5-5 ล้านคนทั่วโลก จากโรคภัยต่างๆในแต่ละปี อย่างไรก็ตามยังมีเด็กหลายล้านคนทั่วโลกที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนและมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเราไม่สามารถปล่อยให้เด็กหลายล้านคนต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากการป้องกันขั้นพื้นฐานจากโรคร้าย และเราควรต้องสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้กับเด็กและผู้ใหญ่อย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศไทยมีระบบการดูแลสุขภาพที่เข้มแข็ง ด้วยการทำงานอย่างทุ่มเทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครหลายแสนคน รวมทั้งพันธมิตรต่างๆ ซึ่งความมุ่งมั่นในการรับมือโรคโควิด-19 ร่วมกันนี้ ทำให้คนไทยได้รับการปกป้องจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งองค์การอนามัยโลกขอขอบคุณทุกคนและมีความภูมิใจและพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกคน”

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า “จากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประเทศไทยมีอัตราความครอบคลุมในการให้บริการวัคซีนในปี 2564-2565 ลดลงร้อยละ 10-20 ในแต่ละชนิดวัคซีนอันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นในโอกาสสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของการเร่งรัดเพื่อสร้างความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนและเชิญชวนประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้ารับวัคซีนตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดและขอให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนตามกำหนดนัดหมายให้มากที่สุดเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน อีกทั้งยังช่วยลดการระบาดของโรคดังกล่าวในภาพรวมด้วย”

Leave a comment