แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740945

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Lucheon 1899

ผลงานของศิลปินกลุ่ม Les Nabis ใน Kunsthaus Zurich นอกจาก Vuillard แล้วยังมีของ Pierre Bonnard ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ร่วมให้กำเนิดแนวทางการเคลื่อนไหวศิลปะนี้อีกคนหนึ่งด้วย เขาเกิดใน Fontenay-aux-Roses ในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1867 มารดาของเขามาจากแคว้น Alsace แคว้นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ส่วนบิดาเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงกลาโหม ฝรั่งเศส เขาได้รับการศึกษาใน Lycee Louis-le-Grand และได้แสดงฝีมือในการวาดภาพร่างและสีน้ำตั้งแต่ยังเด็กโดยฝึกวาดภาพในสวนหลังบ้านถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับสามารถสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายจนได้รับใบอนุญาตในการทำงานด้านกฎหมายและฝึกเป็นทนายความในปี 1888 ซึ่งเป็นที่สมใจบิดามาก

ในช่วงที่เขาเรียนกฎหมายอยู่นั้น เขาก็เข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academie Julian ในกรุงปารีส และได้รู้จักกับ Paul Serusier, Maurice Denis แม้เขาจะเรียนจบกฎหมาย และได้ฝึกหัดเป็นทนายอย่างจริงจังหลังจบ แต่เขากลับไม่สามารถเข้าทำงานในสำนักงานทนายความใดๆ ได้ ในปี 1888 เขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และได้พบกับ Edouard Vuillard อีกทั้งยังสามารถขายผลงานศิลปะชิ้นแรกได้นั่นคือ โปสเตอร์โฆษณาแชมเปญส่งผลให้เขาเชื่อมั่นว่าเขาสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพได้จากการเป็นศิลปินแทนที่จะเป็นทนายความ เขาพบกับ Marthe de Meligny นางแบบซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขาในปี 1893 และอยู่ด้วยกันจนแต่งงานในปี 1925 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังคบหากับผู้หญิงอีก 2 คนนั่นคือ Renee Monchaty และ Lucienne Dupuy de Frenelle ที่เป็นนางแบบของเขาทั้งคู่ หลังจากที่เขาตัดสินใจแต่งงาน Renee Monchaty ผู้หญิงอีกคนที่เขาคบหาก็ฆ่าตัวตายซึ่งกลายเป็นแรงกดดันขนานใหญ่ในชีวิต ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป

Ambroise Vollard 1904

เมื่อเขาไม่สามารถหาเลี้ยงชีพจากทนายความได้เสียที เขาจึงเข้าร่วมกลุ่ม Les Nabis อย่างจริงจัง แต่เขาก็มีแนวทางในการสร้างสรรค์งานแตกต่างจากสมาชิกคนอื่น เพราะเขาไม่เน้นงานแนวศาสนา จิตวิทยาและนิยายปรัมปรา แต่หันไปสร้างงานที่ฟื้นฟูหรือยกระดับจิตใจมากกว่า Aurelien Lugne-Poe ศิลปินและนักเขียนที่เป็นหุ้นส่วนห้องภาพร่วมกับเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับ Bonnard ไว้ว่า เขาเป็นคนตลก เพิกเฉย และไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวสะท้อนให้เห็นได้จากงานของเขาที่ออกแนวถากถางเหน็บแนม

ในปี 1891 เขาได้รู้จักกับ Toulous-Lautrec และเริ่มจัดแสดงผลงานด้วยกันในงาน Societe des Artistes Independants และร่วมก่อตั้งสมาคม Le Revue Blanche
ซึ่งเขาและ Edouard Vuillard ร่วมกันออกแบบโปสเตอร์หน้างาน หลังจากนั้นอีก 2 ปี งานของเขาก็ได้รับอิทธิพลจากศิลปะญี่ปุ่นสังเกตได้จากรูปทรงเรขาคณิตบนเสื้อผ้าของนางแบบ และได้จัดแสดงในนิทรรศการของ Utamaro และ Hiroshige ที่ห้องภาพ Durand-Ruel จนเขาได้รับสมญานามในกลุ่ม Les Nabis ว่า Le Nabi le tres japonard หลังประสบความสำเร็จกับแนวทางนี้ เขาก็เริ่มเน้นงานตกแต่งโดยออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผ้า พัด และวัตถุอื่นๆ จนทำให้เขามีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา

Interior Scene 1905

ในปี 1894 เขาเริ่มสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปารีส อาทิ อาคาร สัตว์ และภาพเหมือนเป็นครั้งแรกโดยใช้ Marthe ภรรยาเป็นนางแบบก่อนที่จะเริ่มออกแบบกระจกสีตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ให้กับ Tiffany ในปีต่อมาเขาสามารถจัดนิทรรศการผลงานเดี่ยวได้โดยจัดแสดงทั้งงานจิตรกรรม โปสเตอร์ และภาพประกอบนิยายชื่อ Marieของ Peter Nansen นับจากปี 1896 เป็นต้นมาเขาก็จัดแสดงผลงานเรื่อยๆ โดยมีทั้งจัดแสดงผลงานเดี่ยวและร่วมกับกลุ่ม Les Nabis อาทิ ปี 1905 เขาจัดแสดงผลงานเดี่ยวแนวนู้ดและภาพเหมือน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเน้นสร้างแต่งานนู้ดและภาพเหมือนจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ในปี 1918 เขาและ Renoir ได้รับการเลือกให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมศิลปินฝรั่งเศสรุ่นเยาว์ เมื่อเขาโด่งดังขึ้น เศรษฐานะเขาก็เริ่มดีขึ้นจนสามารถซื้อคฤหาสน์ที่เมืองคานส์ได้ในปี 1925 ชื่อเสียงของกลุ่ม Les Nabis โด่งดังมากจน Bonnard และ Vuillard สามารถไปร่วมจัดแสดงผลงานด้วยกันถึง Art Institute of Chicago สหรัฐฯ ในปี 1938

Woman at her Toilet 1905

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นในปี 1939 เขาต้องอพยพจากปารีสไปอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังได้รับการจ้างให้สร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรที่St.Francis de Sales โดยเขาปฏิเสธที่จะรับงานตามคำสั่งของรัฐบาลเยอรมันที่ครอบครองฝรั่งเศสในช่วงสงคราม เขาเสียชีวิตลงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงได้เพียง 2 ปีในปี 1948 หลังเขาเสียชีวิตได้ 1 ปี Museum of Modern Art of New York City ได้จัดนิทรรศการเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับเขาในฐานะที่เขาจะมีอายุ 80 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ผสมผสานกับอิทธิพลของ Paul Gauguin และ Paul Cezanne ที่เน้นการใช้สีเขียวหรือสีออกทึมๆ มากกว่าสดใส

The Luncheon detail1

Leave a comment