รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/741148

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว แล้วไม่รักษาให้ทันการณ์ นั่นหมายความว่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องย้ำว่า ในทางการแพทย์สามารถตรวจและรักษามะเร็งได้ แต่ต้องพบโรคในระยะเริ่มแรก เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจร่างกายประจำปี และหมั่นสังเกตอาการของร่างกายเป็นประจำ ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราน่าจะปลอดภัยจากมะเร็ง

มะเร็งที่ทำให้คนไทยตายเป็นอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับ จากสถิติประจำปี 2021 พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งตับปีละกว่า 27,000 คน และตายเพราะโรคมะเร็งชนิดนี้ ปีละ 26,000 คน หรือ 96.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสูงมาก

ปัจจัยหลักของการเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ มี 2 ประเด็นคือ มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี  และการมีภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากแอลกอฮอล์ รวมถึงสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ อาทิ ภาวะไขมันเกาะตับ เป็นต้น

อีกประเด็นที่สำคัญมากเช่นกัน คือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน (aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เชื้อราผลิตออกมาซึ่งพบทั่วไปในอาหารแห้ง เช่น ธัญญาพืช ถั่ว ที่มีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยสารนี้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสามารถทำให้เกิดมะเร็งตับได้

ถ้าสังเกตจากตัวเลขการป่วยและการตายจากมะเร็งตับคร่าวๆ จะเห็นว่าอัตราป่วยและตายค่อนข้างใกล้เคียงกัน อนุมานได้ว่าผลการรักษาโรคมะเร็งตับไม่ดีเหมือนมะเร็งอื่นๆ เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ ผู้ป่วยมักมารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาช้าเกินไป มะเร็งจึงลุกลามออกนอกตับ ทำให้ผ่าตัดไม่ได้ ส่วนยาใช้รักษาได้ก็มีไม่มาก และไม่ค่อยได้ผลดีมากนัก สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาช้าคืออาการของมะเร็งตับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงนัก

มะเร็งตับในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ จนเมื่อก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยถึงจะเริ่มอึดอัดแน่นท้อง บางรายมีอาการเหมือนโรคกระเพาะ เช่น แสบท้อง อาหารไม่ย่อยแน่นท้อง บางรายอาจมีอาการปวดชายโครงด้านขวา เมื่อเป็นมากขึ้นก็อาจมีภาวะเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน ได้ เมื่อถึงจุดนี้ต่อให้วินิจฉัยมะเร็งตับได้การรักษาให้หายขาดก็เป็นเรื่องยากลำบากเสียแล้ว

เช่นเดียวกับมะเร็งอื่นๆ การรักษามะเร็งตับในระยะเริ่มต้นให้ผลดีกว่าเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้อาจแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นเล็กน้อย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่แนะนำให้ทุกคนเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป อาจเร็วขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่น แต่มะเร็งตับซึ่งแม้ว่าอัตราตายจะสูง แต่ไม่ได้แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุกคนเพราะอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 

ดังนั้นจึงพิจารณาให้ตรวจคัดกรองเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ควรต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งตับ คือทุกคนที่มีภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุ เพราะภาวะตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ลำดับต่อมาคือคนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และมีพังผืดสะสมในตับมาก ส่วนคนที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้น ถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ แนะนำว่า ในเพศชายควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนในเพศหญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับทำโดยการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจเลือดเพื่อวัดระดับอัลฟ่าฟิโตโปรตีน หรือ AFP โดยแพทย์จะพิจารณาให้ตรวจทุก 1 ปีหรือ 6 เดือน ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน

แต่ข่าวดีคือ หากพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาแบบเฉพาะที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มจี้หรืออาจจะให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรงผ่านสายสวนหลอดเลือดแดงข่าวดียิ่งกว่านั้นคือ หากเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ในปัจจุบันนอกจากยาเคมีบำบัดแล้วยังมียาใหม่ๆ อีกหลายชนิด เช่น ยาแบบมุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตนานขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการรักษามะเร็งในระยะลุกลาม ก็ควรรีบดำเนินการตั้งแต่ตับยังทำงานได้ดี การค้นพบโรคได้ทันเวลาเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการรักษาไม่ว่าโรคจะอยู่ในระยะใด

แล้วทางที่ดีที่สุดคือทำอย่างไรจะไม่เป็นมะเร็งตับ อันดับแรกคือ หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็ควรรีบฉีดโดยด่วน อันดับต่อมาคือบริโภคแอลกอฮอล์แต่พอประมาณเพื่อไม่ให้ตับทำงานมากเกินจนเกิดภาวะตับแข็ง และควรหลีกเลี่ยงอาหารธัญญาพืช ถั่ว พริกป่นที่เก่าเก็บ ที่มีโอกาสในการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ควรหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับตับจะได้ดำเนินการตรวจเพิ่มเติมได้ทันเวลา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment