#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/748356

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)
วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.
หลายท่านอาจจะเคยประสบปัญหารู้สึกว่ากินยาแล้วไม่ได้ผล หรือกำลังคิดสงสัยว่ายาที่กินไปทำไมมีผลข้างเคียงมากจริง ทั้งที่ก็กินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรทุกอย่าง เก็บรักษายาอย่างดี ไม่ถูกแสงแดดความชื้น อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ทำถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังรู้สึกไม่ได้ผลดีที่สุดจากยาที่กำลังใช้อยู่ วันนี้จึงขอมานำเสนอหนึ่งสาเหตุที่อาจทำให้ท่านมีปัญหาดังกล่าว นั่นคือ ท่านกินยากับเครื่องดื่มที่ไปมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา
ปัญหายาตีกัน (drug-drug interaction) คือ การที่เรากินยามากกว่า 1 ชนิดแล้วยาตัวหนึ่งไปต้านฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรือยาตัวหนึ่งไปเสริมฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรืออาจไปเสริมอาการข้างเคียงให้เกิดมากขึ้น จนกระทั่งมีโอกาสทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยได้ หรือมีผลทำให้ยาตัวใดตัวหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจนได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ ส่งผลต่อการรักษา แต่นอกจากยาจะตีกับยาด้วยกันเองแล้ว ยายังสามารถตีกับอาหารและเครื่องดื่ม (drug-food interaction) ได้ด้วยเช่นกัน ท่านอาจจะเคยเห็นบนฉลากยาบางตัวที่ระบุว่า “ห้ามรับประทานพร้อมนม/ยาลดกรด” เนื่องจากนมหรือยาลดกรดอาจมีปฏิกิริยากับตัวยาโดยตรง เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ทำให้การดูดซึมของยาลดลงจนไม่เพียงพอในการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อก่อโรคได้ การติดเชื้อที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย เผลอๆ อาจเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาอีกด้วย เช่นเดียวกันกับยากลุ่มธาตุเหล็กที่นมมีผลลดการดูดซึม ที่จริงแล้วนมนี้มีปัญหาขัดขวางการดูดซึมยาได้หลายอย่าง ถ้าผู้ใช้ยาไม่สะดวกเช็คก่อนว่ายาที่ตนเองกับนมมีปัญหากันหรือไม่ ทางที่ดีก็ควรแยกมื้อไปเลยโดยระวังการดื่มนมไม่ให้ใกล้กับการกินยาภายใน 2 ชั่วโมง
นอกจากเรื่องนมทำปฏิกิริยากับยา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ยาบางตัวที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือไม่ทนกรดในกระเพาะอาหารจะมีการเคลือบสารบางอย่างไว้ให้ไปแตกตัวที่ลำไส้เล็กซึ่งเราเรียกว่าenteric coat เมื่อกินยาเหล่านี้พร้อมนมหรือยาลดกรดทำให้ยาแตกตัวก่อน ยาจึงกัดกระเพาะหรือสูญเสียการออกฤทธิ์ไป ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือยารักษาโรคกระเพาะกลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ยากลุ่มนี้ไม่ทนกรดจึงถูกเคลือบให้ไปแตกตัวที่ลำไส้ หากผู้ใช้ยากินยาพร้อมนมซึ่งนมไปมีผลทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะลดลง ยาจึงแตกตัวออกมาและเสื่อมฤทธิ์ไป ทำให้โรคกระเพาะไม่หายเสียทีทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ บางครั้งผู้ใช้ยาก็ทราบดีว่าห้ามกินยาพร้อมนม แต่อาจจะลืมไปว่ามีนมแฝงในเครื่องดื่มหลายอย่าง เช่น กาแฟใส่นม ชานมไข่มุก สมูทตี้โยเกิร์ต รวมไปถึงน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองต่างๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้น หากเราต้องกินยาที่ห้ามกินพร้อมนมแล้วอยากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก็ต้องเว้นระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
เรื่องการเลี่ยงยากับนมนี้บางคนก็ทำได้สบายๆ แต่บางคนก็กลายเป็นปัญหาชีวิตข้อใหญ่ เพราะยาว่าอาจจะต้องกินเป็นเวลานาน อาจจะตลอดไป แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนติดกาแฟ และกาแฟที่ดื่มก็ต้องใส่นมเสียด้วย เรียกว่าทุกเช้าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟก็จะปวดหัวไปตลอดวัน กรณีแบบนี้มี 2 ทางเลือกคือ เปลี่ยนจากกาแฟนมเป็นกาแฟดำ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกว่าจะตื่นมากินยาเลยแล้วรอ 2 ชั่วโมงค่อยดื่มกาแฟ ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องเช็คว่ายานั้นกินตอนท้องว่างได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องรอกินยาหลังดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนั่นเอง กรณีที่เป็นยาที่ต้องกินตอนเช้ามื้อเดียวก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นยาที่กินสองสามมื้อ ผู้ใช้ยาก็ต้องตั้งสติให้ดีเวลาจะดื่มเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนผสม ว่าห่างจากมื้อยามากพอหรือไม่
นอกจากนมหรือเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบแล้วที่จริงเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ไม่ใช่น้ำเปล่าก็อาจจะมีปัญหาตีกับยาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในสัปดาห์หน้า
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย