คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752560

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภายหลัง เยฟเกนี พริโกซินหัวหน้ากลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์”ได้รับการยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 10 ราย จากเหตุเครื่องบินส่วนตัวแบบเอ็มบราเออร์ ประสบอุบัติเหตุตกใกล้หมู่บ้านคูเชนคิโน ในภูมิภาคตเวียร์ ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมาระหว่างที่กำลังเดินทางจากกรุงมอสโก ไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยนอกจากพริโกซินแล้ว ในบรรดาผู้เสียชีวิต ยังรวมถึง ดมิทรี อุตกิ้น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บัญชาการระดับสูงของแวกเนอร์ด้วยนั้น

แน่นอนว่า หลายฝ่ายจับจ้องไปที่ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย ซึ่งเคยถูกพริโกซินออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รัสเซีย แสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคน โดยเขาเรียกเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรม ปูตินกล่าวด้วยว่า เขารู้จักกับพริโกซินมากว่า30 ปี เป็นบุคคลที่มีชะตากรรมซับซ้อน เคยกระทำความผิดร้ายแรงในอดีต แต่ก็ประสบความสำเร็จที่ถูกต้อง ปูติน เคยเรียกพริโกซินในช่วงเวลาที่พยายามจะก่อรัฐประหารว่าเป็นผู้ทรยศ แต่ล่าสุด เขาบอกว่าสมาชิกกลุ่มแวกเนอร์ ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกครั้งนี้ มีส่วนช่วยที่เป็นแรงสำคัญให้กับรัสเซียในการรบในยูเครน ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืม

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย และสำนักงานการบินพลเรือนของรัสเซีย ต่างออกมาประกาศว่าได้เริ่มดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาสาเหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านี้ สื่อออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแวกเนอร์ ระบุว่าเครื่องบินถูกยิงโจมตีจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย สอดคล้องกับพยานที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าได้ยินเสียงระเบิดดัง 2 ครั้ง และเห็นเครื่องบินไฟไหม้พร้อมกลุ่มควันเป็นแนวยาวก่อนตกพื้น

ขณะที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกออกมาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของพริโกซินในครั้งนี้ล่าสุด แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงกลางรัสเซีย หรือ FSBหน่วยข่าวกรองหลักที่สืบทอดมาจาก KGB อาจอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสั่งเก็บพริโกซิน ที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อปูตินและรัฐบาลรัสเซีย และว่าการเสียชีวิตของพริโกซิน จะช่วยให้ทั้ง เซอร์เกชอยกู รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอกวาเลอรี เกราซิมอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร กลับมามีอิทธิพลและอำนาจอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาทั้งสองคนตกเป็นเป้าโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์จากพริโกซินอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทั้งนี้ พริโกซิน ปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยลงตั้งแต่เขาเป็นผู้นำในการก่อการกบฏต่อรัสเซียในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไม่นานมานี้ พริโกซินเพิ่งออกแถลงการณ์ สนับสนุนการรัฐประหารในไนเจอร์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าแวกเนอร์มีบทบาทสำคัญต่อทำเนียบเครมลินอย่างไรและในสัปดาห์นี้ เขาเพิ่งโพสต์วีดีโอมาจากแอฟริกา แต่งกายตามเครื่องแบบของเขา ซึ่งดูเหมือนว่าปูตินให้อภัยเขาแล้ว และพริโกซินได้รับหน้าที่ใหม่แล้ว

สำหรับกลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 มีสมาชิกที่เป็นนักรบราว 25,000 คนเริ่มปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียทางตะวันออกของยูเครน และเชื่อกันว่ามีส่วนช่วยเรื่องการผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย นอกจากนี้ กลุ่มแวกเนอร์ยังเข้าไปปฏิบัติการในแอฟริกาและตะวันออกกลางด้วย ได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในการร่วมปฏิบัติภารกิจในสงครามยูเครน จนถึงเดือนมิถุนายนที่พวกเขาก่อกบฏ ทำให้หลังจากนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ต้องย้ายไปอยู่ในเบลารุส

อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ กำลังเกิดคำถามว่า กลุ่มแวกเนอร์จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ในวันที่ไม่มีพริโกซิน จากรายงานของสื่อหลายสำนักพบว่า นักรบแวกเนอร์หลายร้อยคนที่ย้ายไปที่ฐานที่มั่นในเบลารุส ทยอยเดินทางออกจากเบลารุสแล้วเช่นกัน หลายคนไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างที่ต่ำในเบลารุส ขณะที่ส่วนหนึ่งย้ายไปปฏิบัติภารกิจในแอฟริกา

แม้มีการเอ่ยถึงหลายชื่อที่อาจจะมาแทนที่พริโกซิน แต่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทำเนียบเครมลินด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะมาแทนที่พริโกซินได้ เพราะที่ผ่านมาอาณาจักรแวกเนอร์ในทวีปแอฟริกานั้น ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งปฏิบัติการปล่อยข่าวเท็จ ทำธุรกิจสีเทา ตลอดจนภารกิจนักรบรับจ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวล ต่างพึ่งพาสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่พริโกซินและพันธมิตรใกล้ชิด ก่อร่างสร้างตัวมาหลายปีเช่น แวกเนอร์ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลทหารมาลี จนทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยุติปฏิบัติการทางทหารในมาลีที่ยาวนานมานับทศวรรษไป

ขณะที่ทำเนียบเครมลินนั้น มักใช้วิธีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผู้นำทหารในชาติของภูมิภาคซาเฮลเอง แต่สำหรับพริโกซิน เขาใช้วิธีพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ผู้นำรัฐประหาร ผู้นำกองทัพ ในพื้นที่ดังกล่าวแทน

พลอากาศตรี ฌอน เบลล์ ซึ่งขณะนี้เป็นนักวิเคราะห์ด้านการทหาร บอกกับ The Guardian ว่า หากไม่มีพริโกซิน แวกเนอร์ก็ไม่มีอะไรเลย ถ้ากลุ่มแวกเนอร์คือเยฟเกนีพริโกซิน นั่นก็จะเป็นเรื่องยากที่จะเห็นแวกเนอร์รอดมาได้ และนี่ก็คือจุดจบ

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment