รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755699

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตราบที่เรายังมีชีวิต ก็ยังมีความหวัง แม้จะเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องประคับประคองชีวิตไว้ต่อไป แต่บางคนเลือกจบชีวิตของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวและคนใกล้ชิด และทำความสูญเสียต่อทรัพยากรมนุษย์ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชาติบ้านเมือง 

องค์การอนามัยโลกตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตจึงกำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

ที่ผ่านมานั้น ในแต่ละปีพบว่าทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณล้านคน หรือมากกว่านาทีละ 1 คน ซึ่งเราสามารถลดการสูญเสียเหล่านี้ได้ โดยต้องใช้กำลังใจจากคนรอบข้าง และการดูแลกันและกันให้ดี เพราะเมื่อเราใส่ใจกันและกันแล้ว มนุษย์จะไม่โดดเดียว ไม่ไร้ที่พึ่ง ไม่ไร้เพื่อน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตายคำตอบคือ กลุ่มแรก ได้แก่ คนมีประวัติเคยฆ่าตัวตาย หรือคิดจะฆ่าตัวตายมาก่อน แต่ทำไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คนรอบข้างต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ดูแลอย่างใกล้ชิด 

กลุ่มต่อมา คือคนที่เป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่โรคกำลังกำเริบหรือควบคุมไม่ได้ อาการที่สังเกตได้คือคนไข้จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า รู้สึกผิดกับการกระทำบางอย่างของตัวเอง คนใกล้ชิดควรคอยอยู่ด้วยเพื่อให้กำลังใจ 

กลุ่มที่สามคือ คือคนไข้โรคจิตเวช ที่กำลังเกิดอาการประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง อาจหลงผิดคิดจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากคำสั่งในหัวที่ตนเองกำลังได้ยินอยู่ คนใกล้ชิดจะต้องคอยดูและเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุ หรือเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทัน

กลุ่มที่สี่ คือผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ที่มีอาการทุกข์ทรมาน เพราะรักษาไม่หายขาด คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกสิ้นหวัง ไม่ต้องการเป็นภาระ หรือไม่อยากเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น 

กลุ่มที่ห้า คือผู้ติดสุรา หรือสารเสพติดต่างๆ โดยด้านหนึ่งคือต้องใช้สารเสพติดตลอดเวลา อาจเนื่องจากความเครียดหรือแรงกดดันที่พบเจอในชีวิต อีกด้านคือสารเสพติดเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคทางจิตเวชที่ส่งผลให้การรับรู้ผิดปกติ เกิดประสาทหลอนได้ 

หากเราสังเกตเห็นว่าคนใกล้ชิดของเรามีพฤติกรรมดื่มเหล้าหนักกว่าปกติ หรือสงสัยว่าเขาอาจติดสารเสพติด ก็ควรให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการบำบัด และแจ้งสถานที่สำหรับบำบัดให้เขาพิจารณา และอาจจะต้องพาเขาไปบำบัดด้วย

คนกลุ่มสุดท้ายที่อาจคิดฆ่าตัวตาย คือคนที่มีปัญหาครอบครัว หรือมีปัญหาการปรับตัวในสังคม เช่น สูญเสียคนในครอบครัว การถูกเลิกจ้างกะทันหัน ปัญหาหนี้สินท่วมตัว การทะเลาะเบาะแว้งภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า แล้วคิดเพียงชั่ววูบด้วยการจบชีวิตตนเอง

ถ้าคนใกล้ชิดของเรามีสัญญาณเตือนว่าเขาคิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว เราต้องทำ 3 อย่าง คือ เก็บสิ่งของที่คิดว่าอาจทำให้เกิดอันตรายรอบตัวของเขาออกไปให้หมด คอยจับตาเฝ้าสังเกตใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว และเตรียมทางหนีทีไล่หากเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เป็นต้น 

ส่วนคนที่เสี่ยงปานกลาง เราอาจคอยอยู่เป็นเพื่อน ฟังสิ่งที่เขาระบาย รับฟังโดยไม่ตัดสิน ชวนเขาทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หากเป็นกิจกรรมที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากกว่าได้ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองรู้สึกดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่เคยคิดว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ก็คงจะดี หรือแม้แต่เคยวางแผนจบชีวิตตนเองมาแล้ว เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้ ตนเองกำลังเจ็บป่วย ไม่สบาย สารเคมีในสมองของเราอาจไม่สมดุล จึงทำให้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกไม่ปกติ รวมทั้งอาจจะเครียดกับเหตุการณ์ในชีวิต เป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ซึ่งความเจ็บป่วยนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือโชคร้ายแต่อย่างใด 

เบื้องต้นเราต้องหาเพื่อน หรือคนในครอบครัวที่ท่านไว้วางใจเป็นที่ปรึกษา หรือหากไม่ต้องการเล่าเรื่องต่างๆ ให้ใครฟังก็สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเราควรได้รับยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้าหรือไม่ ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับอาจออกฤทธิ์ได้ทันที 

ส่วนยาต้านเศร้าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กว่าจะทำให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกว่ายายังไม่ได้ผล และเมื่อรับประทานยาไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกดีขึ้นจนเหมือนเวลาปกติแล้ว ผู้ป่วยก็ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยาเองเพราะอาการที่ดีขึ้นเป็นผลจากการที่ยาออกฤทธิ์ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หากผู้ป่วยรีบหยุดยาก็จะทำให้อาการกลับมาเป็นอีกได้

ทุกคนรู้ดีว่าทุกชีวิตมีคุณค่า เราทุกคนจึงมีหน้าที่ดูแลทั้งชีวิตของตนเอง และคนรอบข้างไม่ให้ต้องสูญเสียไปจากการจบชีวิตตนเอง ย้ำว่าเราทุกคนช่วยกันป้องกันเรื่องดังกล่าวได้ แม้บางคนจะประสบปัญหาเจ็บป่วย จนทำให้หมดกำลังใจจะมีชีวิตต่อไป อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยยา หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหา ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและได้รับยาบรรเทาอาการก่อนสายเกินไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาคลายเครียดหรือยาต้านเศร้า สามารถปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน หรือสอบถามได้ที่ line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment