รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761647

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ปกติแล้วคนไทยส่วนหนึ่งชอบทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานๆ ว่า อ้วนขึ้น ผอมลง หรือเปล่า

แต่ในระยะหลัง กลุ่มผู้ระวังเรื่องที่กระทบความรู้สึก และคำนึงถึงมารยาทต่างออกมารณรงค์ว่า ไม่ควรทักแบบนี้ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกทักเสียความรู้สึก และขาดความมั่นใจ 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่มีใครคอยทัก เราเองก็ต้องระมัดระวังน้ำหนักตัวไม่ให้น้อยหรือมากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายแรงหลายโรค

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เราควรมีนำ้หนักตัวเท่าใดจึงจะเหมาะสม การที่เราควรหนักเท่าใดขึ้นกับความสูงของเรา ซึ่งความสูงนี้อันที่จริงก็ไม่ใช่ค่าคงที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เข้าสู่วัยทอง ดังนั้นนอกจากเราจะต้องคอยชั่งน้ำหนักเรื่อยๆ แล้ว ก็ควรวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ด้วยเช่นกัน ที่ต้องทั้งชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงก็เพราะเราจะนำมาคิดค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) โดย เอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร แล้วยกกำลัง 2 เช่น คนน้ำหนัก 62 กิโลกรัม สูง 162 เซนติเมตร หรือ 1.62 เมตร เมื่อคิดดัชนีมวลกายจะได้ 23.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 

หากไม่ชอบจำสูตรหรือกดเครื่องคิดเลข เดี๋ยวนี้ใน internet เราสามารถเข้าเว็บไซต์โดยค้นหาคำว่า คำนวณดัชนีมวลกาย จากนั้นเลือกสักเว็บหนึ่ง แล้วกรอกค่าต่างๆ เข้าไป ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายของเรา บางเว็บแปลผลให้ด้วยว่าค่าที่ได้เข้าข่าย น้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับใด ซึ่งค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะกันควรอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ค่า 23-24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และค่า 25 ขึ้นไป คือเป็นโรคอ้วนแล้ว

โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2557 พบว่า ทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนอย่างน้อย 600 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบว่า ในปี 2557 อัตราความชุกของภาวะอ้วนในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราร้อยละ 37.7 ถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขอย่างมาก เพราะโรคต่าง ๆ ที่พบร่วมกัน หรือมีความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงมีอีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ข้อเข่าเสื่อม หยุดหายใจขณะหลับ ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ทราบแล้วว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น มะเร็งเต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โดยทั่วไปคงไม่มีใครอยากอ้วน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็อึดอัด ทำอะไรไม่สะดวก ใส่เสื้อผ้าไม่สวยแล้วดูไม่สวยอย่างที่อยากสวย เจ็บเข่าเจ็บขาเวลาเดิน เป็นที่ทราบดีว่าโรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตไม่สมดุลกล่าวอย่างง่ายคือ กินมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันส่วนที่เกินจึงถูกสะสมไว้จนเป็นโรคอ้วนในที่สุด 

นอกจากเรื่องสมดุลพลังงานแล้ว อาการป่วยบางอย่างยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำเกินไป โรคที่เกิดความผิดปกติของต่อมใต้สมองบางชนิด โรคทางจิตเวชบางชนิดซึ่งส่งผลให้กินมากผิดปกติ รวมถึงเป็นผลมาจากยาบางชนิด ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าเรากินปกติ ออกกำลังกายเหมาะสมแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความอ้วนที่เกิดขึ้น

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มียาที่รักษาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายรวมถึงรายการยาที่มีข้อมูลจากการวิจัยยืนยันแล้วว่าพอจะใช้ช่วยลดน้ำหนักได้ ก็มีน้อยมาก ยาลดความอ้วนหลายตัวที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ ก็ถูกถอนทะเบียนออกจากตลาด เพราะให้ผลข้างเคียงรุนแรงจนถึงชีวิต

ตัวอย่างล่าสุดคือกรณียาลดความอยากอาหาร sibutramine ที่บริษัทผู้ผลิตได้ถอนทะเบียนจากตลาดโดยสมัครใจตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เมื่อผลทดลองชี้ให้เห็นว่ายานี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 16

ดังนั้น วิธีปลอดภัยที่สุดในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักที่มากเกินไปคือ ต้องมีความรู้เรื่องสารอาหารและพลังงานที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด เพื่อให้เรากินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ รวมถึงมีความรู้ด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินให้หมด เสริมสร้างกล้ามเนื้อสำคัญๆ ให้แข็งแรง เพราะยาที่ใช้ลดความอยากอาหารมีประสิทธิภาพต่ำและอาจก่อให้เกิดอันตราย มากจนไม่คุ้มความเสี่ยง 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงยาลดความอ้วนในรูปแบบปากกา ที่โฆษณาแพร่หลายในสื่อต่างๆ บางคนอาจสงสัยว่ามีจริงหรือ ออกฤทธิ์อย่างไร ได้ผลมากแค่ไหน และใครคือคนที่ควรใช้ยานี้ เรามาติดตามรายละเอียดเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าค่ะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment