#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/765872

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต
วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.
“คุณเคยมีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีหรือไม่” คือคำถามหลักที่ผู้รับยาจากเภสัชกรต้องเคยถูกถามเช่นนี้เป็นประจำ และเป็นคำถามซ้ำๆ ที่หลายคนอาจรู้สึกไม่ชอบตอบ เพราะพยาบาลก็ถามเมื่อก่อนจะส่งตัวคุณไปพบแพทย์ เมื่อพบแพทย์ ก็ต้องตอบคำถามนี้อีก แล้วเมื่อต้องนำยากลับบ้าน ก็ถูกเภสัชกรถามคำถามนี้อีก สาเหตุที่ต้องถามซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาที่ตนเองแพ้ เพราะอาการแพ้ยาอาจรุนแรงถึงทำให้เสียชีวิตได้
อาการแพ้ยาคืออะไร ทำไมเกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้เสียชีวิตได้
การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อยาที่บุคคลรับเข้าสู่ร่างกายไวเกินไปส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ ปากบวม ตาบวม ความดันเลือดตก หน้ามืด หัวใจเต้นเร็วหลอดลมหดเกร็ง กรณีที่แก้ไขไม่ทัน อาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ อาการแพ้ยาที่รุนแรงอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับอักเสบ เป็นต้น
โดยทั่วไปอาการแพ้ยามักเกิดทันที หรือภายในเวลาไม่นานหลังได้รับยาเข้าสู่ร่างกาย แต่อาการแพ้ยาบางชนิดก็สามารถเกิดได้หลังจากใช้ยาต่อเนื่องไปแล้วหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งการแพ้ยาแบบหลังนี้มีความน่ากังวลมากกว่า เพราะผู้ป่วยมักนึกไม่ถึงว่าแพ้ยา จึงยังคงใช้ยาต่อไป ทำให้อาการแพ้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถคาดการณ์การแพ้ยาล่วงหน้าได้ เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร แพ้แอลกอฮอล์ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ การมีคนในครอบครัวมีประวัติแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าลูกหรือพี่น้องพ่อแม่เดียวกันจะต้องแพ้ของสิ่งเดียวกัน เราจะรู้ว่าแพ้อะไรได้ก็ต่อเมื่อสัมผัสสาร หรือรับสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย ส่วนวิธีจัดการเมื่อเกิดการแพ้คือให้ยาต้านฮิสสตามีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้หรือกรณีแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการรักษาตามอาการ จนกระทั่งอาการแพ้ยาดีขึ้น
แต่ที่สำคัญคือคนที่แพ้อะไรก็ตาม จะต้องรู้ตัวว่าตนเองแพ้อะไร แล้วต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพ้ยา หากเราแพ้ยาหรืออาหาร ก็ต้องจำชื่อยาและอาการที่แพ้ให้ดี หากสถานพยาบาลออกบัตรแพ้ยาให้ ก็ต้องพกติดตัวไว้เสมอ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น หมดสติกะทันหัน ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ ก็ยังมีข้อมูลจากบัตรที่เราพกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ยาที่เราแพ้ ในขณะที่ได้รับการช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการค้นหาตัวบ่งชี้ของการแพ้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยาที่แพ้แล้วเกิดอาการรุนแรง ทำให้เราสามารถตรวจหาว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางพันธุกรรม หรือมียีนที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการแพ้ยามากกว่าคนอื่นหรือไม่ แม้ว่าจะยังทำไม่สำเร็จกับยาทุกชนิด แต่ตัวที่ได้รับการตรวจคัดกรองแล้วในปัจจุบันก็ถือว่าสำคัญมาก ช่วยลดความเสี่ยงการแพ้ยาได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ ได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล (allopurinol)ยาสำคัญในการรักษาโรคเกาต์ มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้ยานี้แล้วเกิดการแพ้ เกิดอาการผื่นแพ้รุนแรงชนิด Steven Johnson Syndrome (SJS) หรือ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ใช้ยา
ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาจึงควรตรวจหายีนแพ้ยานี้ ซึ่งได้แก่ยีน HLA-B*5801 ในคนที่มียีนนี้มีความเสี่ยงแพ้ยาอัลโลพิวรินอลรุนแรงกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ มากกว่า 300 เท่า จึงไม่ควรได้รับยาอัลโลพิวรินอล จึงต้องรักษาโรคเก๊าต์ด้วยยาชนิดอื่น
นอกจากการตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*5801 ก่อนการใช้ยาอัลโลพิวรินอล ยังมียาอื่นอีกหลายชนิดที่ตรวจยีนเพื่อทำนายการแพ้ยาก่อนได้ อาทิ ยากันชักคาร์บามาซีพีน ยาต้านไวรัสเอชไอวีบางชนิด ซึ่งหากผู้ใช้ยามีความเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม
อาการแพ้ยาขั้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ และอาจเกิดขึ้นทันทีเมื่อใช้ยา หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใช้ยามานานแล้ว แต่เพิ่งเกิดอาการแพ้ก็ได้เช่นกัน ย้ำว่า ผู้มีประวัติแพ้ยา ต้องจำชื่อยา อาการแพ้ รวมถึงถ้ามีบัตรแพ้ยา ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย