#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/772881

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne
วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
Cherries 1930
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากสวิสจะมี Rene Auberjonois ศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือ Louis Adolphe Soutter ศิลปินที่เกิดในปี 1871 ก่อน Rene Auberjonois เพียงปีเดียวในครอบครัวที่พ่อเป็นเภสัชกร และแม่เป็นครูสอนร้องเพลงพี่น้องของเขาทั้งพี่ชาย พี่สาวล้วนเป็นนักดนตรี เขาเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่University of Lausanne ก่อนย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Geneva แต่เขากลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นนักดนตรีอันเป็นผลมาจากบรรยากาศความเป็นนักดนตรีของพี่น้องในปี 1892 เขาย้ายไปอยู่บรัสเซลล์ เบลเยียมเพื่อไปเรียนไวโอลินกับ Eugene Ysave ที่ RoyalConservatory และได้รู้จัก Madge Fursmanเพื่อนนักเรียนดนตรีอเมริกันอีกคนจนหมั้นหมายกัน
ในปี 1895 เขาตัดสินใจหยุดเรียนดนตรีแล้วกลับไปเมืองโลซานน์และเข้าเรียนทางด้านเขียนภาพก่อนจะย้ายไปเจนีวาเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพของ Leon Gaud
ที่ชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปปารีสเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพ ของ Jean-Paul Laurens ก่อนเข้าเรียนกับ Joseph Benjamin Constant ที่ Academie Colarossi ซึ่งเขาได้พบกับ Artus van Briggle นักเซรามิกจากสหรัฐฯ ที่กำลังเริ่มตั้งบริษัท Colorado Springs ซึ่งเป็นที่ๆ Fursman เคยทำงานอยู่ด้วย Briggle แนะนำเขาว่าที่มหาวิทยาลัยใน Colorado Springs กำลังจะมีการเปิดโปรแกรมศิลปะใหม่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ ในปี 1897 ด้วยความหวังจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกที่นิวยอร์ก และเข้าเป็นอาจารย์ แต่เนื่องจากเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีเขาจึงใช้เวลา 3 เดือนในชิคาโกก่อนจะย้ายไป Colorado Springs และแต่งงานในปี 1897 โดยคู่สมรสใหม่ยังคงอาศัยกับพ่อแม่ในช่วงแรกก่อน

April 1923
ปี 1898 เขาได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะที่ Colorado College สมใจ ปี 1903 ภรรยาของเขาฟ้องศาลเพื่อขอหย่าจากเหตุผลที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เขา
ไม่ต่อสู้ ยอมหย่าแต่โดยดีและย้ายกลับมาปารีส ปี 1907 เขาหันมามีอาชีพนักดนตรีแทนโดยเข้าเป็นนักไวโอลินของ The Orchestre du Theatre de Geneva แต่ก็ทำงานได้เพียงปีเดียว เขาย้ายวงไปอีกหลายครั้งก่อนไปทำงานที่ห้องอาหารเล็กๆ ในปี 1918 หลังจากนั้นหลายคนว่าเขาบ้าจนต้องมีคนดูแล และต้องถูกส่งไปอยู่สถานดูแลใน Gros de Vaud
ในปี 1923 ขณะอายุเพียงแค่ 52 ปีเขาถึงส่งตัวไปบำบัดที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุใน Ballaigues แม้เขาจะสามารถอยู่อย่างค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่มีความสุขอีก ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเขาได้ร่างภาพด้วยปากกาและดินสอไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเล่นดนตรีในโบสถ์ ปี 1937 เขาป่วยด้วยโรคข้อจนนิ้วพิการ แต่เขาใช้นิ้วมือจุ่มสีและวาดแทน ในช่วงนั้น Le Corbusier ได้รวบรวมผลงานของเขานำมาจัดแสดงที่ Hartford, Lausanne และ นิวยอร์ก เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากการไม่ยอมทานอาหารในขณะอายุ 70 ปี

Black Eagle 1923
นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานเกือบทั้งหมดของ Soutter ออกแนวหม่นหมอง ยุ่งเหยิง แต่ทันสมัยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Michelangelo’s Christ 1923, The American must be Bigger 1930 และ Lives 1930 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในชีวิตของเขาขณะนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเจ็บป่วยมากทั้งในเรื่องจิต และกายภาพเสียจนกระทั่งเขาไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างศิลปินปกติ ถึงกระนั้นก็ตามผลงานของเขาก็มีอัตลักษณ์และมีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริงสมกับเป็นศิลปินแนวหน้าคนหนึ่งของสวิสเลยทีเดียว

Bouquet of Gladioli 1909

The American must be Bigger 1930

Composition 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Men Head on Square Background 1935

Lives 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Foreigner 1930