#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/773053

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์
วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ 1 ธันวาคม เป็นวันเอดส์โลก แม้ว่าทุกวันนี้สังคมจะรับรู้แล้วว่าโรคเอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวียังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมได้โดยไม่ต้องถูกตั้งแง่รังเกียจรังงอน ขณะเดียวกันก็พยายามให้ทุกคนป้องกันตัวจากโรคนี้
แต่ทว่าใน 2022 ก็ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รายใหม่ประมาณ 9,200 ราย จำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี สาเหตุที่ติดเชื้อเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย
เรามาทบทวนความแตกต่างระหว่างคำว่าโรคเอดส์กับการติดเชื้อเอชไอวีกัน คำว่าโรคเอดส์หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes (AIDs) คือช่วงที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ทำหน้าที่ตามปกติส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค เชื้อราที่ทำให้ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อพยาธิหรือไวรัสอีกหลายชนิด ซึ่งหากรักษาไม่ทันการณ์อาการก็อาจรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าในการพัฒนายาต้านไวรัสเอชไอวีดีขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกดการเพิ่มจำนวนของเชื้อเป็นไปได้ดี ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เสี่ยงที่โรคจะรุนแรงจนยกระดับโรคเอดส์
ในทางตรงกันข้าม กรณีที่ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษาไม่เห็นความสำคัญของการกินยาอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา หรือในการที่ผู้ป่วยลืมกินยาเกินร้อยละ 20 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และการรักษาล้มเหลว ซึ่งหมายความว่าถ้าผู้ป่วยเอชไอวีมียาที่ต้องกินวันละมื้อใน 1 เดือน แต่ลืมกินยาเกินเดือนละ 6 ครั้งขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการรักษาที่ล้มเหลว จนในที่สุดก็กดการเพิ่มจำนวนของไวรัสไว้ไม่ได้นำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อฉวยโอกาสหรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ และหากมั่นใจว่าการรักษาไม่ล้มเหลว ก็ต้องกินยาสม่ำเสมอ ต้องไม่ลืมกินยาเด็ดขาด
จะเห็นว่าเมื่อติดเชื้อและต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวีผู้ป่วยก็จะเริ่มมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเริ่มกินยาแล้วก็จะต้องกินไปตลอด และถึงจะมีการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไม่พึงประสงค์น้อยลง แต่ไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยก็ยังต้องพบเจออาการไม่พึงประสงค์บางอย่างบ้างอยู่ดี
ดังนั้น ทางที่ดีต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่นำตัวเองไปเสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวีในทุกกรณี เพราะผู้ติดเชื้อส่วนมากติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น การใช้ถุงยางอนามัย การรู้จักคุ้นเคยกับคู่นอนของตนว่ากำลังติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ การไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย จึงเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อที่ได้ผล และอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ติดเชื้อได้คือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งส่วนมากมักเป็นกรณีของยาเสพติดย้ำว่าการลดความเสี่ยงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งและสุดขั้ว จะช่วยรักษาชีวิตเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้
สำหรับคนที่เสี่ยงไปแล้ว เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุถุงยางฉีดขาด กรณีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ยาต้านไวรัสชนิด PEP หรือ post exposure prophylaxis ได้ โดยผู้มีความเสี่ยงต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อ รับยา และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยแพทย์จะนัดตรวจประเมินซ้ำอีกหลังกินยาไปแล้ว 4 สัปดาห์ ส่วนในคนที่มีคู่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีวิธีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยกินก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า PrEP หรือ Pre exposure prophylaxis ซึ่งกรณีนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่มีรายละเอียดมากกว่าการเสี่ยงแบบแรก จึงต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด
แม้จะมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคเอดส์เพิ่มขึ้นมากมาย แต่โดยรวมแล้วโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด และต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ โดยใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย