#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/793664

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.
วันนี้มาคุยกันต่อจากสัปดาห์ก่อนในเรื่องฉลากยาช่วยชีวิต สัปดาห์นี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องฉลากช่วยที่จะทำให้คุณมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อต้องใช้ยา
สิ่งแรกคือ เมื่อได้รับยา ชนิดยารับประทาน เราต้องดูให้ชัดเจนว่าต้องรับประทานยาตอนไหน โดยทั่วไปมักจะกำหนดเวลารับประทานยาให้ผูกกับมื้ออาหาร คือ ก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร โดยทั่วไปแล้วถ้าไม่มีเหตุสำคัญใดๆ เภสัชกรจะระบุให้รับประทานหลังอาหาร เนื่องจากสะดวกกับผู้ป่วย และผู้ป่วยมีโอกาสที่จะลืมรับประทานยาน้อยกว่าการรับประทานยาก่อนอาหาร แต่ถ้าได้รับยามาแล้วระบุให้รับประทานยานี้ก่อนอาหาร แสดงว่ามีเหตุผลสำคัญต่อการใช้ยา เช่น ยาที่ดูดซึมได้ดีช่วงที่ท้องว่าง ถ้ารับประทานยากลุ่มนี้ช่วงที่ในท้องของเรามีอาหารอยู่ ยาจะดูดซึมได้น้อยลง จนทำให้ผลการรักษาของยาด้อยลง หรืออาจมีวัตถุประสงค์มาจากการออกฤทธิ์ของยาที่จำเพาะกับมื้ออาหาร
สำหรับการรับประทานยาก่อนอาหาร มักมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า “รับประทานยานี้ก่อนอาหารกี่นาที” ซึ่งขึ้นกับชนิดของยา หรือจุดประสงค์ที่ต้องการให้รับประทานยาก่อนอาหาร
ในกรณีที่ต้องรับประทานยาก่อนอาหาร เนื่องมาจากยาดูดซึมได้ดีช่วงที่ท้องว่าง เราต้องรับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ตัวอย่างยาที่ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ได้แก่
1. ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เคยกล่าวถึงในสัปดาห์ก่อนแล้ว)
2. ยาเสริมฮอร์โมนไทรอยด์
3. ยาลดกรดรักษาแผลในกระเพาะอาหารกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPI) ตัวอย่างยากลุ่มนี้ที่ใช้บ่อย เช่น omeprazole
4. ยาเคลือบแผลในทางเดินอาหาร sucrafate
5. ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม bisphosphonates
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยากลุ่มที่ 5 bisphosphonatesมีข้อควรระวังการใช้ค่อนข้างมาก นอกจากต้องรับประทานก่อนอาหารตอนท้องว่าง และยังห้ามรับประทานยานี้กับเครื่องดื่มอย่างอื่น นอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น และด้วยเหตุที่ยาระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ดังนั้นหลังจากรับประทานยาแล้วจะต้องอยู่ในท่านั่งตัวตรงห้ามเอนหลังหรือนอนอย่างน้อย 30 นาที เพราะยาอาจไประคายเคืองหลอดอาหารทำให้เกิดแผลได้ ในการรับยาตัวนี้ครั้งแรก เภสัชกรจะอธิบายวิธีและข้อควรระวังการใช้ อย่างละเอียดรวมถึงให้เอกสารคำเตือนเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างถูกต้อง
สำหรับยาบางชนิดมีเหตุผลในการรับประทานยาก่อนอาหาร 30 นาที ก็เพื่อให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทันหลังจากรับประทานอาหาร ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการคลื่นไส้อาเจียนมักเป็นมากขึ้น หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานอาหาร อีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยคือ ยาลดน้ำตาลในเลือดบางชนิด ซึ่งต้องรับประทานก่อนอาหาร 15 ถึง 30 นาที เพื่อให้ยาดูดซึม และออกฤทธิ์เพื่อลดน้ำตาลในเลือดได้ทันหลังจากที่รับประทานอาหารเข้าไป
จะเห็นว่าการรับประทานยาก่อนอาหารมีวิธีปฏิบัติที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นกับเหตุผลของการรับประทาน
ก่อนอาหาร ผู้ใช้ยาควรทำความเข้าใจเหตุผลดังกล่าว เพื่อสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องการเป็นเวลานาน เช่น ยาไทรอยด์ ยารักษาโรคกระเพาะ ยารักษาโรคกระดูกพรุน เป็นต้น หากได้รับยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร แล้วไม่แน่ใจว่าต้องรับประทานก่อนอาหารกี่นาที ต้องสอบถามเภสัชกรให้ชัดเจน เพื่อให้ใช้ยาได้ถูกต้อง และเพื่อให้เกิดผลการรักษา และความปลอดภัยสูงสุด
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย