รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800273

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องร่วง ท้องเสีย ปัญหาสุขภาพช่วงฤดูร้อน

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.30 น.

แม้ว่าสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่อากาศร้อนจัดก็ยังอยู่กับเราต่อไป และจะอยู่ไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าฝนจะตกชุกมากขึ้น แล้วอากาศเย็นลง

ในสัปดาห์ก่อนนั้น เราได้พูดถึงอาการลมแดดหรือ heat stroke ไปแล้ว วันนี้ขอพูดถึงเรื่องท้องเสียท้องร่วง โรคหนึ่งที่มากับหน้าร้อน สาเหตุก็เพราะเมื่ออากาศร้อน อาหารจะบูดเน่าได้ง่าย อาหารจะปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย แล้วพิษที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ก็คือเมื่อกินอาหารบูดเน่าเข้าไป ก็จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือท้องร่วง

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ท้องเสียจะต้องถ่ายเป็นน้ำ หรือมีน้ำปนมากับอุจจาระ แต่ที่จริงแล้วนิยามของอาการท้องเสียก็คือ การมีอุจจาระมากกว่า 3 ครั้งภายใน 1 วันซึ่งส่วนมากแล้วมักเป็นอาการที่หายได้เองภายใน 2-3 วัน ในกรณีของคนที่โดยปกติร่างกายแข็งแรงดี

สาเหตุที่ทำให้เรามีอาการท้องเสีย ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิตต่างๆ แต่นอกจากเชื้อโรคแล้ว การกินของเสาะท้อง เช่น อาหารที่รสจัด เผ็ด เปรี้ยวมากๆ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มากเกินไป หรือในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ดื่มนม หรือเกิดภาวะทนน้ำตาลในนม (น้ำตาลแล็กโทส) ไม่ได้ แต่ไปดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม หรืออาจจะเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาลดกรดบางชนิด ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ท้องผูก เป็นต้น

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าอาการท้องเสียในคนที่ปกติสุขภาพแข็งแรงดีมักจะหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน ที่จริงนอกจากดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปกับการอุจจาระแล้ว ก็แทบไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียน ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอยาบรรเทาอาการแต่ละอย่างได้ 

ปัญหาอยู่ที่ท้องเสียขณะเดินทางมีภารกิจต้องดำเนินการต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยหลายคนอยากได้ยาหยุดถ่าย ซึ่งปัจจุบันในท้องตลาดมีจำหน่ายเพียงชนิดเดียวคือ loperamide ซึ่งมีหลายบริษัทผลิตจำหน่ายในหลากหลายชื่อการค้า โดยปกติยานี้เป็นแคปซูลความแรงเม็ดละ 2 มิลลิกรัมรับประทานครั้งแรก 2 เม็ด หากยังไม่ดีขึ้น หรือไม่หาย ก็สามารถรับประทานซ้ำได้ 1 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง เวลามีอาการถ่ายเหลว โดยมีขนาดสูงสุดต่อวันไม่เกิน 8 เม็ดหรือ 16 มิลลิกรัม 

ข้อควรระวังการใช้ยานี้คือ อาจทำให้ท้องผูกได้ และที่จริงการถ่ายที่เกิดขึ้นเป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเชื้อก่อโรครวมถึงสารพิษที่เกิดจากเชื้อก่อโรคต่างๆ ดังนั้นการรับประทานยาหยุดถ่ายจึงเป็นการกักกั้นการขับออกของเชื้อ อาจทำให้ท้องเสียที่เกิดขึ้นหายช้าเข้าไปอีก การตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ยาจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงประโยชน์และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

ยาอีกตัวหนึ่งที่เป็นที่นิยมในผู้มีอาการท้องเสีย คือ ผงถ่านคาร์บอนดูดซับสารพิษ หรือ activated charcoalหรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่ายาคาร์บอน ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อ มีทั้งแบบเม็ดหรือแคปซูล กินครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้งในกรณีที่ใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการท้องเสียจะมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 16 เม็ดต่อวัน 

อย่างไรก็ตาม ยานี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน อย่างแรกก็คือ ยาไม่ได้ดูดซับได้เฉพาะสารพิษ แต่สามารถดูดซับยาอื่นที่กินเข้าไปในเวลาใกล้เคียงกันได้ด้วย ทำให้ยาเหล่านั้นไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ เช่น สมมุติถ้าเราท้องเสีย กินยาคาร์บอนพร้อมกับยาหยุดถ่าย ก็อาจจะไม่หยุดถ่ายเพราะยาคาร์บอนก็ดูดซับเอายาหยุดถ่ายไว้ไม่ให้ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ หรือกรณีมีโรคประจำตัวอื่นหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย แล้วต้องกินยาก็ต้องกินก่อนยาคาร์บอนสัก 1 ชั่วโมง ให้ยาอื่นได้ดูดซึมเข้าไปให้หมดก่อน แล้วค่อยกินยาคาร์บอนทีหลัง หรือหากกินยาคาร์บอนไปก่อนแล้ว ก็ต้องรออย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ยาคาร์บอนหมดไปบ้างจากทางเดินอาหาร เพื่อให้ยาอื่นสามารถดูดซึมได้

โดยสรุปสำหรับคนที่มีภาวะท้องเสีย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการชดเชยน้ำ และเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการถ่าย สำหรับอาการท้องเสียที่รุนแรง ผู้ป่วยเกิดการถ่ายท้องจนอ่อนเพลีย ลุกไม่ไหว มีอาการไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้องมาก หรือถ่ายมีมูกเลือดปนปริมาณมาก รวมถึงอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง ถ้าอาการรุนแรงและไม่ดีขึ้นภายใน24 ชั่วโมง แนะนำให้รีบพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment