https://www.naewna.com/lady/841970

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาของคนวัยเกษียณ
วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว บางวันฝนตก บางวันร้อน (ตับแตก) แถมยังมี ฝุ่น PM2.5 อีกด้วย จึงอาจทำให้บางคนตื่นนอนแล้วมีอาการภูมิแพ้ ทั้งแพ้อากาศ และแพ้ที่ผิวหนัง สัปดาห์นี้จึงชวนคุยเรื่องการใช้ยาแก้แพ้ รวมถึงข้อควรระวังการใช้ยา
ก่อนไปถึงเรื่องการใช้ยา หลักการแรกที่จะต่อสู้กับการแพ้ดีที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ให้ได้ฉะนั้นต้องรู้ว่าเราแพ้อะไร ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เราต้องดูแลให้ร่างกายมีความต้านทานการแพ้ได้ดีขึ้น เช่น ทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอออกกำลังกาย ลดความเครียด กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้ เพื่อจะได้มีวิตามินเพียงพอในการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่กระนั้นก็ดีถึงทำได้ทั้งหมดนี้แล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะไม่มีอาการแพ้ แต่ก็ยังดีกว่าต้องพึ่งยาแก้แพ้ตลอดเวลา
แต่ถ้าต้องใช้ยาแก้แพ้ ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมยาแก้แพ้ยอดนิยมสำหรับอาการภูมิแพ้อากาศ ที่มีอาการเด่นๆ คือ น้ำมูกไหล จาม คันตา น้ำตาไหล คือยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 หรือ อาจพูดง่ายๆ คือ ยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วง ที่มีหลายชนิด เช่น cetirizine, desloratadine, fexofenadine, levocetirizine loratadine และ bilastine
ส่วนยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 (ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) หรือ เรียกว่า ยาแก้แพ้ชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วง ได้แก่ chlorpheniramine, brompheniramine และ diphenhydramine เป็นต้น
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 มีข้อดีเหนือกว่ายาแก้แพ้รุ่นเก่า นอกจากไม่ทำให้ง่วงแล้ว ยังไม่ต้องรับประทานยาบ่อย ยารุ่นเก่าต้องกินวันละ 3-4 ครั้ง เนื่องจากมีฤทธิ์สั้นกว่าในขณะที่ยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ยาวกว่า ทำให้กินเพียงวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ หรือถ้าภูมิแพ้รุนแรงมากจริงๆ ยาบางชนิดอาจให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง
ยาแก้แพ้เป็นยาที่ผู้ใช้ยาสามารถซื้อหาได้ง่ายและสะดวก และยาหลายชนิดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยในคนทั่วไป แต่การใช้ยาแก้แพ้ที่ไม่เหมาะสมก็อาจลดคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนก่อให้เกิดอันตราย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ การรับประทานยาต้านฮิสตามีนรุ่น 1 ที่กินแล้วง่วงนอน ในคนทั่วไปทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานลดลง หากกินแล้วไปขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
แต่สำหรับผู้สูงอายุซึ่งสภาพการทำงานของตับไตเสื่อมลง การกำจัดยาออกจากร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป การออกฤทธิ์ของยาก็อาจจะนาน หรือช้ากว่าปกติ การใช้ยาแก้แพ้ที่ในคนทั่วไปแค่ง่วงๆแต่กับผู้สูงอายุอาจจะถึงกับต้องนอนทั้งวัน มึนงง เวลาลุกขึ้นจากท่านอนเป็นยืนแล้วเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ซึ่งการหกล้มนั้นเป็นภัยร้ายแรงในผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะอาจทำให้กระดูกหัก
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ยังทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะขัด และคนที่เป็นโรคต้อหิน หรือโรคต่อมลูกหมากโตไม่ควรใช้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกเป็นเวลานาน ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุใช้ยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วง (หรือยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้เลือกยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่ 2 เพื่อความปลอดภัยของชีวิต
หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ โปรดสอบถามที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ช่องทาง line@guruya
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย