รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อยู่ให้รอดจากไข้หวัดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงนี้หันซ้ายก็เจอคนจาม หันขวาก็เจอคนไอ ซึ่งช่วงนี้หลายท่านคงทราบว่าไข้หวัดใหญ่เจ้าเก่ากลับมาอาละวาดอีกแล้ว โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่1 มกราคม-17 กุมภาพันธ์ พบผู้ป่วยสะสม 107,570 รายเสียชีวิต 9 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นกว่าปี 2567 ซึ่งกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุดพบในเด็ก โดยปกติจะพบสูงในฤดูฝนและช่วงฤดูหนาว คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยสูงถึง 903,446 รายซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเลยทีเดียว 

หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเป็นแล้วเป็นอีก เหตุผลก็คือไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายได้ง่าย หรืออาจรุนแรงขึ้น ส่วนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ก็ขึ้นกับภูมิคุ้มกันของประชากร และระดับภูมิคุ้มกันของประชากรต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการรับวัคซีน ประวัติการติดเชื้อก่อนหน้า และความแข็งแรงของแต่คน พฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย การใช้ช้อนกลาง และการล้างมือบ่อยๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นมาตรการที่ช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัส และหากมาตรการเหล่านี้ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็จะช่วยลดการระบาดได้ นอกจากนี้สภาพอากาศและฤดูกาลก็เป็นปัจจัยของการระบาดของไข้หวัดใหญ่ซึ่งมักระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากไวรัสสามารถอยู่รอดและแพร่กระจายได้ดีในสภาพอากาศเย็นและชื้น 

ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง เราเกิดมีอาการน้ำมูกไหลร่วมกับเป็นไข้จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือว่าโควิด ง่ายที่สุดก็คือซื้อชุดตรวจ ซึ่งปัจจุบันมีแบบ 3 in 1 ตรวจได้ทั้งโควิด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หรือ B หรืออาจจะมีแบบ 4 in 1 ก็คือ ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส RSV ไปได้ด้วยในตัว การตรวจด้วยชุดตรวจก็สามารถทำให้ทราบผลได้ นำไปสู่การวินิจฉัยต่อและรักษาได้อย่างเหมาะสม อาการที่มักจะเจอในคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก ไอแห้ง ในบางรายอาจมีน้ำมูกไหล เจ็บคอ

ในช่วงที่ระบาดนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ การสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และถ้าป่วยแล้วควรหยุดเรียนหรือหยุดงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น นอกจากนี้ท่านที่มีกลุ่มเปราะบางอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงเป็นต้น ต้องระวังและแยกตัวออกมาเพื่อไม่เพร่ให้กับเขาเหล่านั้น

ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมโรคมีการประชาสัมพันธ์ว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี ช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-31 สิงหาคม 2568 ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ว่า ได้แก่ (1) หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ (2) เด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี (3) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, หอบหืด, หัวใจและหลอดเลือด, ไตวาย, เบาหวาน, ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด (4)ผู้อายุมากกว่า 65 ปี (5) ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (6) ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ และ (7) ผู้มีภาวะโรคอ้วน ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ควรไปรับการฉีดวัคซีนด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อตนเองโดยตรงคือ ลดโอกาสการเป็นโรคและความรุนแรงของการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็ยังช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อและจะส่งต่อเชื้อให้คนที่อื่นที่อ่อนแอกว่าด้วยเช่นกัน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ผู้เขียนในฐานะบุคลากรทางการแพทย์คนหนึ่งก็อยากรณรงค์ให้คนที่เข้าถึงวัคซีนได้ไปฉีดกันให้มากๆ 

เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงทำการคาดการณ์สายพันธุ์ของไวรัสที่อาจระบาดในแต่ละปี และแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนปรับปรุงสูตรวัคซีนให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น วัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงควรได้รับทุกปีเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment