
ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)
วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.
(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)
2) แต่ถ้าส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนางสาวก.ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมจนเป็นที่รังเกียจของสังคมอันถือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36ข.(4) ก็ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลันเนื่องจากตกเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้น ตามมาตรา 36 อยู่ก่อนได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตามมาตรา 67 และ
3) หาก นางสาวก.ประสงค์จะเข้ารับราชการก็ให้ยื่นคำขอตามแบบที่สำนักงานก.พ.กำหนดพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการ กรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ต่อไป (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่นร 1011/ล15 ลงวันที่ 16 มกราคม 2556…)
3.เรื่องที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หารือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาว่าผู้สมัครสอบแข่งขันเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
สำนักงานก.พ.ได้พิจารณาแล้วขอเรียนว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ได้บัญญัติลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชกรพลเรือนไว้ประการหนึ่งตามมาตรา 36ข.(4) ความว่า “เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม” ซึ่งก.พ.ได้วางแนวทางในการพิจารณายกเว้นลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการในกรณีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ว่าจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ในการกระทำเป็นเรื่องๆ ไปโดยคำนึงถึงความรังเกียจของสังคมต่อการกระทำนั้นเกียรติของความเป็นข้าราชการและตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นแนวทางการพิจารณา นอกจากนี้ต้องนำกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย ตัวอย่างเช่นกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน ประมวลกฎหมายอาญา มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือเข้าศึกษาต่อในหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่นร1011/ล66 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556)
(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)