ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 จึงหมายถึงการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ลักษณะชั่วครั้ง ชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะของงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอด แต่หากเดินทางไปปฏิบัติราชการที่มีระยะเวลานาน แม้มิได้โอนอัตราเงินเดือนตามตัวไปด้วย ก็เป็นการไปปฏิบัติราชการในลักษณะประจำ

เมื่อพิจารณา การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุด หรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และลักษณะงานที่ปฏิบัติ เป็นงานต่อเนื่องต้องปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำตลอดเวลา ไม่ใช่ที่มีลักษณะชั่วคราวที่สามารถปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ ประกอบกับเหตุผลในการออกคำสั่งและลักษณะงานแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีเจตนาให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการเป็นการประจำตลอดไป อันเนื่องมาจากกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง การที่ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จ ซึ่งยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน กรณีจึงถือเป็นการไปช่วยราชการลักษณะประจำ มิได้ปฏิบัติราชการภายในระยะเวลาชั่วคราว แต่เป็นการไปปฏิบัติราชการประจำ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวตามมาตรา 13(4) และมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ปฏิเสธไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.1017/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ผู้ฟ้องคดีจึงได้เดินทางไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว ตามคำสั่งดังกล่าวโดยไปรายงานตัวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 2 มกราคม 2551ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 เพื่อขออนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราวครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 147 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 178,170 บาท และ ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 รวม 35 วัน เป็นเงิน 42,650 บาท แต่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 แจ้งปฏิเสธ ไม่อนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 มาตรา 13 (4) กำหนดว่า การเดินทางไปราชการชั่วคราว ได้แก่ การไปช่วยราชการ ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือไปรักษาราชการแทน ทั้งนี้ มาตรา 14 และ มาตรา 15 กำหนดให้ผู้เดินทางไปราชการดังกล่าวย่อมมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายในการเดินทางไปราชการได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และ มาตรา 32 กำหนดว่า การเดินทางไปราชการประจำได้แก่ การเดินทางไปประจำต่างสำนักงาน ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือรักษาราชการแทน เพื่อดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใหม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 เป็นการเดินทางไปปฏิบัติราชการลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนและสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอดไป

การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ส่วนงานอื่นเป็นการชั่วคราวจนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดลงหรือมีการสั่งการเปลี่ยนแปลง เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดี จะมีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวหรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เมื่อครั้งรับราชการ ตำแหน่งนิติกร 7 ว. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 ได้มีคำสั่งสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ในระหว่างการสอบสวน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 แจ้งว่า ให้ส่งตัวผู้ฟ้องคดีไป ปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไปจนกว่า การดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดหรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยสิ้นสุดหรือมีการเปลี่ยนแปลง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จากพฤติกรรมดังกล่าว การที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ซึ่งมีลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมด้วยอันเป็นข้อยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ได้ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 ประกอบกับการที่ร้อยตำรวจโท ร. เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุราถือเป็นกรณีที่ร้อยตำรวจโท ร. เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี ชอบที่จะงดการกำหนดบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ตามควรแก่กรณีตามข้อ 15 ของระเบียบดังกล่าว

อนึ่ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 นั้น เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการรายที่เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากบำเหน็จความชอบในกรณีตามปกติที่ข้าราชการจะได้รับเพื่อเป็นการตอบแทนผลการปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่ได้ปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละ ตลอดจนทายาทของข้าราชการดังกล่าวซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือหรือเยียวยาให้แก่ข้าราชการที่เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือปฏิบัติหน้าที่ในสภาพเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเพราะเหตุปฏิบัติราชการ โดยจะต้องนำลักษณะและพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในแต่ละครั้งมาพิจารณาโดยมิได้กำหนดให้นำผลงานและคุณงามความดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เสนอขอบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษครั้งนั้น มาพิจารณาร่วมด้วยแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.250/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมา วันที่ 4 มิถุนายน 2560 ขณะที่ร้อยตำรวจโท ร.ได้ออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตามคำสั่งดังกล่าว โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ของทางราชการมาปฏิบัติหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงความตายในเวลาต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องผ่านสถานีตำรวจ ผ. ที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขอรับสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521

คณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเกิดขึ้นในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายของร้อยตำรวจโท ร. สูงถึง 88.97 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ของ ข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 พฤติกรรมจึงยังไม่สมควรที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ตามข้อ 9 (3 ) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 จึงเห็นควรไม่อนุมัติเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ประสบอุบัติเหตุในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ร้อยตำรวจโท ร. ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบกับข้อ 3(1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อร้อยตำรวจโท ร. เป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง โดยการขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุรา จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกตรวจพื้นที่และต้องขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นจะต้องมี ซึ่งร้อยตำรวจโท ร. สามารถที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อบ.229/2564 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีจึงมีผลเสมือนว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2549 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 เพราะเกษียณอายุจึงเป็นการออกจากงานเนื่องจากอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จ ตามข้อ 7(3) ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.698/2565 )

4. สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการอื่นๆ

(1) การจ่ายเงินเบี้ยหวัดเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจขับขี่รถจักรยานยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่ขณะเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตายไม่พิจาณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ถือเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของ ร.ต.ท.ร. รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจ ผ.ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ ร.ต.ท.ร. ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเนื่องมาจากสถานีตำรวจดังกล่าวได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 มอบหมายให้ร้อยตำรวจโท ร.ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจโดยมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

หลังจากนั้น คลังเขต 7 เชียงใหม่ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้คิดคำนวณบำเหน็จรายเดือนตามระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกหนังสือรับรองดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมเป็นเงิน 3,665 บาทต่อเดือน ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องดำเนินการอนุมัติให้มีการเบิกจ่ายบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ฟ้องคดีในอัตราเดือนละ 3,665 บาท ทั้งนี้ตามข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร.48/2566)

(4) เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้มีผลย้อนหลังไปเช่นนี้ จะเกิดผลประการใดบ้าง

เรื่องนี้ เริ่มจากกรมชลประทาน (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้มีคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการ คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำสั่งลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้นในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนต่อศาลปกครองชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 844/2555 หมายเลขแดงที่ 2650/2558 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ที่ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการและคำวินิจฉัยของ อ.ก.พ.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดี

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อ 17 วรรคสองของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้ใดประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ ซึ่งการที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งโดยลักษณะงานก่อสร้างทางของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ถูกส่งตัวไปประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โครงการก่อสร้างทางสาย 109 ซึ่งอยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยในกรณีดังกล่าวไม่อาจนำพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ซึ่งได้แยกความหมายของการเดินทางไปราชการชั่วคราวและการเดินทางไปราชการประจำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ราชการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการเดินทางไปราชการ มาใช้ตีความคำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” ตามข้อ 17-วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตอบแทนความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชกฤษฎีกา และระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการใช้บังคับต่างกัน จึงไม่อาจนำมาใช้แปลความให้มีความหมายเหมือนกันด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินับช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นทวีคูณตามข้อ 17 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปางปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี โดยรับรองว่าในระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 รวมระยะเวลาทวีคูณเป็น 6 ปี 4 เดือน 29 วัน ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกจริง และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 แจ้งให้คลังเขต 5 เชียงใหม่ เพื่อพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จลูกจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมามีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึกบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งในข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้คงใช้กฎอัยการศึกต่อไปในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป

หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 จึงมีผลให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามโครงการดังกล่าวในระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยหลักฐานตามหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปาง ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านให้การว่าในการปฏิบัติงานตามโครงการและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเพียงเดือนละครั้ง ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน โดยไม่ได้หยุดเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำให้การดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ดังกล่าวมาคำนวณทำเงินเพิ่มร้อยละ 25 เนื่องจากเงินเพิ่มจากบำนาญปกติดังกล่าว มิใช่เงินบำนาญปกติ จึงมิได้มีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างบำนาญปกติเพียงแต่ให้จ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของเงินที่ควรเป็นเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 ไปพร้อมกับการจ่ายเงินบำนาญปกติเมื่อเกษียณอายุราชการเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ได้กำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติหรือบำนาญพิเศษไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ออก หรือพ้นจากราชการตามข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2554 จึงเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากบำนาญปกติตามการคำนวณในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ย้อนหลังไปนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในกรณีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทำนองเดียวกันนี้ ตามหนังสือคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ปีพ.ศ.2564 – 2566 มีจำนวน 119 คดี ขอให้ผู้ที่สนใจติดตามค้นหาได้ครับ)

(3) คำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” หมายความประการใดและนำไปใช้เพื่อประโยชน์อันใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นลูกจ้างประจำสังกัดศูนย์ก่อสร้างทางลำปางของกรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 และได้บำเหน็จรายเดือนในอัตราเดือนละ 19,135 บาท ในระหว่างรับราชการดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ปรับซ่อมเครื่องจักรระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งขณะนั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)