ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อบ.229/2564 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีจึงมีผลเสมือนว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2549 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 เพราะเกษียณอายุจึงเป็นการออกจากงานเนื่องจากอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จ ตามข้อ 7(3) ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.698/2565 )

4. สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการอื่นๆ

(1) การจ่ายเงินเบี้ยหวัดเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจขับขี่รถจักรยานยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่ขณะเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตายไม่พิจาณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ถือเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของ ร.ต.ท.ร. รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจ ผ.ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ ร.ต.ท.ร. ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเนื่องมาจากสถานีตำรวจดังกล่าวได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 มอบหมายให้ร้อยตำรวจโท ร.ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจโดยมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

หลังจากนั้น คลังเขต 7 เชียงใหม่ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้คิดคำนวณบำเหน็จรายเดือนตามระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกหนังสือรับรองดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมเป็นเงิน 3,665 บาทต่อเดือน ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องดำเนินการอนุมัติให้มีการเบิกจ่ายบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ฟ้องคดีในอัตราเดือนละ 3,665 บาท ทั้งนี้ตามข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร.48/2566)

(4) เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้มีผลย้อนหลังไปเช่นนี้ จะเกิดผลประการใดบ้าง

เรื่องนี้ เริ่มจากกรมชลประทาน (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้มีคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการ คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำสั่งลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้นในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนต่อศาลปกครองชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 844/2555 หมายเลขแดงที่ 2650/2558 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ที่ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการและคำวินิจฉัยของ อ.ก.พ.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดี

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อ 17 วรรคสองของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้ใดประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ ซึ่งการที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งโดยลักษณะงานก่อสร้างทางของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ถูกส่งตัวไปประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โครงการก่อสร้างทางสาย 109 ซึ่งอยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยในกรณีดังกล่าวไม่อาจนำพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ซึ่งได้แยกความหมายของการเดินทางไปราชการชั่วคราวและการเดินทางไปราชการประจำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ราชการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการเดินทางไปราชการ มาใช้ตีความคำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” ตามข้อ 17-วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตอบแทนความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชกฤษฎีกา และระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการใช้บังคับต่างกัน จึงไม่อาจนำมาใช้แปลความให้มีความหมายเหมือนกันด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินับช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นทวีคูณตามข้อ 17 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปางปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี โดยรับรองว่าในระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 รวมระยะเวลาทวีคูณเป็น 6 ปี 4 เดือน 29 วัน ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกจริง และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 แจ้งให้คลังเขต 5 เชียงใหม่ เพื่อพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จลูกจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมามีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึกบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งในข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้คงใช้กฎอัยการศึกต่อไปในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป

หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 จึงมีผลให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามโครงการดังกล่าวในระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยหลักฐานตามหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปาง ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านให้การว่าในการปฏิบัติงานตามโครงการและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเพียงเดือนละครั้ง ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน โดยไม่ได้หยุดเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำให้การดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ดังกล่าวมาคำนวณทำเงินเพิ่มร้อยละ 25 เนื่องจากเงินเพิ่มจากบำนาญปกติดังกล่าว มิใช่เงินบำนาญปกติ จึงมิได้มีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างบำนาญปกติเพียงแต่ให้จ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของเงินที่ควรเป็นเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 ไปพร้อมกับการจ่ายเงินบำนาญปกติเมื่อเกษียณอายุราชการเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ได้กำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติหรือบำนาญพิเศษไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ออก หรือพ้นจากราชการตามข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2554 จึงเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากบำนาญปกติตามการคำนวณในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ย้อนหลังไปนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในกรณีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทำนองเดียวกันนี้ ตามหนังสือคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ปีพ.ศ.2564 – 2566 มีจำนวน 119 คดี ขอให้ผู้ที่สนใจติดตามค้นหาได้ครับ)

(3) คำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” หมายความประการใดและนำไปใช้เพื่อประโยชน์อันใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นลูกจ้างประจำสังกัดศูนย์ก่อสร้างทางลำปางของกรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 และได้บำเหน็จรายเดือนในอัตราเดือนละ 19,135 บาท ในระหว่างรับราชการดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ปรับซ่อมเครื่องจักรระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งขณะนั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักการคลัง (กทม.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสิทธิได้รับบำนาญปกติ เดือนละ 12,254.22 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มจากบำนาญปกติเดือนละ 3.82 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นมา ตามข้อ 31(2) ของหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อ31(2) โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงได้คำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 31(2) ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่และได้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเดือนละ 3063.85 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2554 เป็นต้นไป แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนควรได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของผู้ฟ้องคดีเป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายตามข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 หาใช่เป็นสิทธิที่มีผลมาจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจนก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่

แต่เป็นการฟ้องในข้อหาคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

โดยที่ข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 เป็นระเบียบที่กำหนดให้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 โดยถือเสมือนว่า ออกหรือพ้นจากราชการในวันดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงว่าออกหรือพ้นจากราชการจริงเมื่อใดและให้นำจำนวนเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

โดยที่เงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของข้าราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 กำหนดให้การเสนอชื่อข้าราชการสายวิชาการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 ต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ ย่อมมีผลทำให้จำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด ลดลง 1 คนคงเหลืออาจารย์ประจำหลักสูตรเพียง 4 คน ย่อมทำให้มีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของหลักสูตร บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดและไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง รายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ โดยไม่ปรากฏชื่อของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1215/2565)

(2) สิทธิการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของข้าราชการบำนาญของกรุงเทพมหานคร เป็นสิทธิที่ได้กำหนดขึ้นโดยกฎหมายโดยกำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ต่อมามีการปรับแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เช่นนี้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มย้อนหลังให้กับผู้ที่เคยได้รับเงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดประจำปีการศึกษา พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและอาจารย์ประจำหลักสูตรดังกล่าว ประจำปีการศึกษา 2555 ถึงปีการศึกษา 2559 มีทั้งหมด 5 คน รวมถึงผู้ฟ้องคดีจึงเห็นได้ว่า การจัดอัตราคำสั่งอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด เป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ตามที่ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดไว้

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า รองศาสตราจารย์ จ. มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้น เห็นว่า รองศาสตราจารย์จะได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต แขนงวิชาสหกรณ์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ ซึ่งเป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรี หากจะมีการจัดอาจารย์ประจำผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรอีกหลักสูตร จะต้องเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ได้อีก 1 หลักสูตรเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่สามารถจัดให้เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ เนื่องจากเป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ ตามหนังสือที่ ศธ 0506(2)/ว 569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 ดังนั้น การจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดจึงเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับอุดมศึกษาไว้ทุกประการแล้ว

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติให้ข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ พ.ศ.2556) โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 กำหนดเงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ ไว้ว่า

ข้อ 3.1 ต้องไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย กรณีข้าราชการสายวิชาการต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้

นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หลักสูตรใดเท่านั้น ประกอบกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ ศธ 0506(2)/ว.569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 เรื่องการกำหนดจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรีหรือในระดับบัณฑิตศึกษา นอกเหนือจากการที่ได้กำหนดเรื่องจำนวนและคุณวุฒิอาจารย์ประจำหลักสูตรไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 แล้วในกรณีสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทในสาขาวิชาเดียวกันอีก 1 หลักสูตร

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

3. บำเหน็จบำนาญ

(1) อาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะขอลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อรับบำเหน็จ บำนาญ เช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจะไม่อนุมัติให้ลาออกจากราชการได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 ประจำสาขาวิชา ก. สังกัดมหาวิทยาลัย ส. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นแบบหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อขอลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ(โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แต่คณะกรรมการประจำสาขาวิชา ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) พิจารณาแล้วมีมติ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2555) ไม่เห็นชอบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาไม่เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีลาออก เนื่องจากมีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของสาขาวิชา ก.

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ให้ข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย ส.เรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 และประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือโต้แย้งและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 (ออกจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2555) และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)