ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมามีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึกบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งในข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้คงใช้กฎอัยการศึกต่อไปในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป

หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 จึงมีผลให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามโครงการดังกล่าวในระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยหลักฐานตามหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปาง ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านให้การว่าในการปฏิบัติงานตามโครงการและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเพียงเดือนละครั้ง ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน โดยไม่ได้หยุดเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำให้การดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ดังกล่าวมาคำนวณทำเงินเพิ่มร้อยละ 25 เนื่องจากเงินเพิ่มจากบำนาญปกติดังกล่าว มิใช่เงินบำนาญปกติ จึงมิได้มีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างบำนาญปกติเพียงแต่ให้จ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของเงินที่ควรเป็นเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 ไปพร้อมกับการจ่ายเงินบำนาญปกติเมื่อเกษียณอายุราชการเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ได้กำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติหรือบำนาญพิเศษไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ออก หรือพ้นจากราชการตามข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2554 จึงเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากบำนาญปกติตามการคำนวณในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ย้อนหลังไปนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในกรณีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทำนองเดียวกันนี้ ตามหนังสือคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ปีพ.ศ.2564 – 2566 มีจำนวน 119 คดี ขอให้ผู้ที่สนใจติดตามค้นหาได้ครับ)

(3) คำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” หมายความประการใดและนำไปใช้เพื่อประโยชน์อันใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นลูกจ้างประจำสังกัดศูนย์ก่อสร้างทางลำปางของกรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 และได้บำเหน็จรายเดือนในอัตราเดือนละ 19,135 บาท ในระหว่างรับราชการดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ปรับซ่อมเครื่องจักรระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งขณะนั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักการคลัง (กทม.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสิทธิได้รับบำนาญปกติ เดือนละ 12,254.22 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มจากบำนาญปกติเดือนละ 3.82 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นมา ตามข้อ 31(2) ของหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อ31(2) โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงได้คำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 31(2) ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่และได้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเดือนละ 3063.85 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2554 เป็นต้นไป แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนควรได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของผู้ฟ้องคดีเป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายตามข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 หาใช่เป็นสิทธิที่มีผลมาจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจนก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่

แต่เป็นการฟ้องในข้อหาคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

โดยที่ข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 เป็นระเบียบที่กำหนดให้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 โดยถือเสมือนว่า ออกหรือพ้นจากราชการในวันดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงว่าออกหรือพ้นจากราชการจริงเมื่อใดและให้นำจำนวนเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

โดยที่เงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของข้าราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 กำหนดให้การเสนอชื่อข้าราชการสายวิชาการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 ต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ ย่อมมีผลทำให้จำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด ลดลง 1 คนคงเหลืออาจารย์ประจำหลักสูตรเพียง 4 คน ย่อมทำให้มีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของหลักสูตร บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดและไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง รายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ โดยไม่ปรากฏชื่อของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1215/2565)

(2) สิทธิการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของข้าราชการบำนาญของกรุงเทพมหานคร เป็นสิทธิที่ได้กำหนดขึ้นโดยกฎหมายโดยกำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ต่อมามีการปรับแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เช่นนี้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มย้อนหลังให้กับผู้ที่เคยได้รับเงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดประจำปีการศึกษา พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและอาจารย์ประจำหลักสูตรดังกล่าว ประจำปีการศึกษา 2555 ถึงปีการศึกษา 2559 มีทั้งหมด 5 คน รวมถึงผู้ฟ้องคดีจึงเห็นได้ว่า การจัดอัตราคำสั่งอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด เป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ตามที่ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดไว้

กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า รองศาสตราจารย์ จ. มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้น เห็นว่า รองศาสตราจารย์จะได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต แขนงวิชาสหกรณ์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ ซึ่งเป็นการจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรี หากจะมีการจัดอาจารย์ประจำผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรอีกหลักสูตร จะต้องเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ได้อีก 1 หลักสูตรเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่สามารถจัดให้เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดได้ เนื่องจากเป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ ตามหนังสือที่ ศธ 0506(2)/ว 569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 ดังนั้น การจัดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตแขนงวิชาการตลาดจึงเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับอุดมศึกษาไว้ทุกประการแล้ว

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติให้ข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ พ.ศ.2556) โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 กำหนดเงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ ไว้ว่า

ข้อ 3.1 ต้องไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย กรณีข้าราชการสายวิชาการต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้

นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หลักสูตรใดเท่านั้น ประกอบกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ ศธ 0506(2)/ว.569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 เรื่องการกำหนดจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรีหรือในระดับบัณฑิตศึกษา นอกเหนือจากการที่ได้กำหนดเรื่องจำนวนและคุณวุฒิอาจารย์ประจำหลักสูตรไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 แล้วในกรณีสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทในสาขาวิชาเดียวกันอีก 1 หลักสูตร

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

3. บำเหน็จบำนาญ

(1) อาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะขอลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อรับบำเหน็จ บำนาญ เช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจะไม่อนุมัติให้ลาออกจากราชการได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 ประจำสาขาวิชา ก. สังกัดมหาวิทยาลัย ส. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นแบบหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อขอลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ(โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แต่คณะกรรมการประจำสาขาวิชา ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) พิจารณาแล้วมีมติ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2555) ไม่เห็นชอบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาไม่เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีลาออก เนื่องจากมีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของสาขาวิชา ก.

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ให้ข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย ส.เรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 และประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือโต้แย้งและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 (ออกจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2555) และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จนกระทั่งต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2557 นางสาว ท. มีอาการไข้ตัวซีดเหลือง อ่อนเพลียไม่มีแรงจึงต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลป.แพทย์ (โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม) ต่อมาโรงพยาบาลป.แพทย์ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลของทางราชการ เนื่องจากมีประวัติการรักษาตัวอยู่

หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้นำตัวภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตามคำแนะนำของมารดาของภรรยาซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัย นางสาว ท. เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันและมะเร็งชนิดนี้จะมีการดำเนินโรคที่รวดเร็วและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน หากไม่ได้รับการรักษา

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของผู้ป่วย แพทย์ผู้รักษาจึงได้วางแผนการรักษาด้วยเคมีบำบัด ตั้งแต่วันที่รับทราบผลตรวจเนื่องจากหากผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลต้นสังกัดเดิมจะต้องรอเข้ารับการตรวจวินิจฉัยซึ่งต้องใช้เวลานาน อาจไม่ทันช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จึงเป็นเหตุให้ต้องรีบนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุที่ทำให้นางสาว ท. เชื่อว่าตนเองมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิได้ ประกอบกับนางสาว ท.ได้ใช้สิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัด น.มาแล้ว แต่สำนักงานประกันสังคม น.ปฏิเสธกรณีจึงถือได้ว่าคู่สมรสของผู้ฟ้องคดี ยังไม่ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสตามมาตรา 10 วรรคสองแห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งไม่อนุมัติให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.870/2564)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) กรณีคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม เพราะแพทย์ให้ความเห็นว่าอาจไม่ทันช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสได้หรือไม่ และจากที่ใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการกลาโหมกองทัพบก คู่กรณีนางสาว ท. คู่สมรสของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่โรงพยาบาลจ. และได้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวม 260,000 บาทเศษ ต่อมานางสาว ท. ได้ยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา แต่ได้รับการปฏิเสธเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในช่วงที่เกิดขึ้นไม่ฉุกเฉินตามประกาศสำนักงานประกันสังคม

หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นเรื่องขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลของนางสาว ท. ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล พ.ศ.2553 ต่อผู้บังคับกองพันทหารช่าง(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้หารือไปยังกรมบัญชีกลาง(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวมาเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดได้

ผู้ฟ้องคดีได้คำสั่งดังกล่าวและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ไม่อนุมัติให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นางสาว ท. คู่สมรสของผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลตามที่ระบุในบัตรรับรองสิทธินั้น เกิดจากเหตุที่นางสาว ท. ได้ผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลทหารและแพทย์ผู้ผ่าตัดแจ้งว่า เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ จึงได้ส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลของทางราชการโดยแพทย์แจ้งว่าป่วยเป็น AIHA (ภาวะโลหิตจาง) และแพทย์ได้สั่งให้รักษาโดยการกินยาเพรดนิโซโลน

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

2. ค่ารักษาพยาบาล

(1) ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้เจ็บป่วยและอุบัติเหตุ แล้วเข้ารับการรักษาตามสิทธิของผู้ประกันตนโดยได้จ่ายเงินสดไปก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินมาขอให้มหาวิทยาลัยเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากประกันสุขภาพได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้เข้ารับการตรวจรักษาอาการปวดหลังและขาที่โรงพยาบาล จ. โดยแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ทำการตรวจเอกซเรย์และคลื่นสนามแม่เหล็ก แล้วผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการตรวจรักษาพร้อมทั้งสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก จำนวน 10,000 บาทเศษ

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงอธิการบดีเพื่อขออนุมัติเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากประกันสุขภาพตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาไว้กับบริษัทประกันชีวิต แต่อธิการบดี(ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้มีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินตามที่ผู้ฟ้องคดีขอเบิกผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือร้องทุกข์และนำคดีมาฟ้องศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 10,000 บาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีและเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุนั้น เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศ ก.บ.ม.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสวัสดิการพนักงาน พ.ศ.2545 ซึ่งได้กำหนดความคุ้มครองกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยนอก (OPD) ไว้ในข้อ 1.1.1 โดยผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้สำรองจ่ายเงินสดไปก่อนแล้วนำใบเสร็จรับเงินมาเบิกกับบริษัทประกันคู่สัญญากับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ฟ้องคดีได้สำรองจ่ายไป ซึ่งจำนวนเงินในแต่ละครั้งที่ผู้ฟ้องคดีสามารถขอรับผลประโยชน์ได้ย่อมขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำไว้กับบริษัทรับประกันภัยคู่สัญญา และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เกินสิทธิจำนวน 10,000 บาทเศษให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.579/2564)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)