บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา  สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1. ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชา  ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปิดพรมแดนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การปิดกั้นเส้นทางการค้าหรือการสัญจรของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคน

ชายแดนนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตประเทศ แต่คือพื้นที่ของชีวิต ความสัมพันธ์ และประวัติศาสตร์ร่วม   ดังนั้นทหาร  ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ชายแดนจึงต้องไม่มองพื้นที่นี้แค่เพียงเป็นจุดตรวจหรือเขตเฝ้าระวัง      แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน       การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องมือ “รบโดยไม่ต้องรบ” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่คือการแข่งกันสร้างอิทธิพลและความไว้วางใจ

2. ความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทย: จากผู้พิทักษ์สู่ลูกหลานของชาวบ้าน

• ทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่รักษาพรมแดน แต่ต้องเป็น “ลูกหลานของชุมชน”

• ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมบ้าน แวะพูดคุยในตลาด ช่วยงานวัด งานโรงเรียน

• รับฟังปัญหาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ปัญหาช่องทางธรรมชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์

• ใช้กำลังพลเป็นครูอาสา สอนหนังสือ สอนกีฬา จัดกิจกรรมลูกเสือ ช่วยเด็กและเยาวชน

• สร้างเครือข่ายชาวบ้านเป็น “หูตา” ให้กับหน่วยงานความมั่นคง ผ่านระบบอาสาสมัครหรือชุด “ชาวบ้านชายแดนเข้มแข็ง”

• พัฒนาโครงการเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น บ่อบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์    โรงครัวชุมชน

ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สร้างสะพาน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำร่วมกับชาวบ้าน

อาจตั้งกลุ่มไลน์ หรือกลุ่มวิทยุสื่อสาร  เพื่อติดต่อสื่อสารและประสานสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน

3. ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา: เปลี่ยนความหวาดระแวง สู่มิตรภาพ

แบ่งปันสิ่งของขาดแคลน   เช่น อาหาร เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค

• ยอมรับความจริงว่าชาวกัมพูชาหลายคนพึ่งพิงตลาด–แรงงาน–สินค้าไทย ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ไทยจึงควรแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามเสมอไป

• ใช้ล่ามท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านกัมพูชา ลดการเข้าใจผิดจากภาษาและวัฒนธรรม

• สร้างเวที “ตลาดมิตรภาพ” ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เช่น ตลาดนัดชายแดน ประเพณีร่วม วัฒนธรรมร่วม เช่น แห่เทียนเข้าพรรษาร่วมกัน

• จัดโครงการเยาวชนข้ามแดน เช่น ลูกเสือสองแผ่นดิน กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ วิ่งข้ามแดน

 • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร–ตำรวจเขมรระดับท้องถิ่น แลกเปลี่ยนข่าวสารและประสานเวลาเกิดเหตุ

• ห้ามแสดงท่าทีข่มขู่ ดูหมิ่น หรือพูดจาเชิงเหยียดเชื้อชาติ เพราะจะทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

4. ข้อห้ามที่ต้องระวัง

ห้ามใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน

ห้ามแสดงความเกลียดชังหรือดูถูกประเทศกัมพูชา

ห้ามยุยงปลุกปั่นให้คนสองชาติทะเลาะกัน

ห้ามแสดงท่าทางหรือคำพูดที่เหยียดหยามเชื้อชาติ หรือดูหมิ่นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

• ห้ามเข้าไปในดินแดนพิพาท หรือเขตต้องห้ามโดยพลการ แม้เพียงไม่กี่เมตร เพราะอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

• ห้ามพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ล่อแหลมหรือบิดเบือน เช่น “ดินแดนนี้เคยเป็นของไทย” หรือ “เขมรไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง”

• ห้ามแจกของ หรือทำกิจกรรมโดยไม่แจ้งหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือทหาร–ตำรวจของกัมพูชา เพราะจะถูกมองว่าล้ำเส้น

• ห้ามโพสต์ภาพ/คลิปกิจกรรมกับชาวกัมพูชาโดยไม่ขออนุญาตหรืออธิบาย เพราะอาจถูกใช้ในเชิงการเมือง

• ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของชาวบ้าน หรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลข้ามแดน 

ห้ามรับสินบน เพื่อให้กระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ห้ามพูดคำว่า  “นครวัดเคยเป็นของไทย”   หรือ “ไทยเคยยึดครองกัมพูชา”  หรือ “จะยึด พระตะบอง เสียมราฐกลับมาเป็นของไทย”

ห้ามร่วมมือกับผู้ทำผิดกฎหมาย เช่น พวกคอลเซนเตอร  การพนันออนไลน์ ขนของหนีภาษี  ขนคนข้ามแดน

5. ข้อปฏิบัติที่ควรยึดถือ

• ปฏิบัติตามระเบียบของบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ เข่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

• พูดด้วยท่าทีสุภาพ รักษาภาพลักษณ์ของทหาร–ตำรวจไทยที่มีวินัย ใจดี แต่ไม่อ่อนแอ

• ใช้หลัก “3 ฟ” คือ “ฟัง – เฝ้า – เฟ้นสร้างสัมพันธ์”  คือฟังความเห็นชาวบ้าน    เฝ้าระวังเหตุผิดปกติอย่างไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกถูกรังแก   เฟ้นหาผู้นำท้องถิ่นที่เป็นมิตรเพื่อทำงานร่วม

• ฝึกพูดคำทักทายพื้นฐานภาษาท้องถิ่นอีสาน หรือภาษากัมพูชา    เช่น “ซัวซะไดย์” (สวัสดี) “อ๊กกุน” (ขอบคุณ) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง

• สวมเครื่องแบบให้เรียบร้อย ไม่แสดงอาวุธเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อลงพื้นที่ชุมชน

6. ผลที่จะได้รับ: พลังน้ำใจไมตรีที่มากกว่าอาวุธ

• ชาวบ้านจะเชื่อมั่นในทหาร–ตำรวจ เห็นเป็นฝ่ายคุ้มครอง ไม่ใช่เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา

 • ลดช่องทางของขบวนการลักลอบ ยาเสพติด และกลุ่มผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้พื้นที่ใช้เป็นทางผ่าน

• ลดความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างสองชาติ

• เสริมสร้างความมั่นคงเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Security) ที่ยั่งยืนกว่าเพียงการตั้งด่านหรือถือปืน

• เปลี่ยนแนวชายแดนที่อ่อนไหว เป็นแนวร่วมของสันติภาพ

• เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความขัดแย้ง กองกำลัง ชาวบ้านที่เคยไว้ใจจะช่วยเจรจา หรือยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย

สรุป   ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่ “ด่านหน้าแห่งความขัดแย้ง” แต่สามารถเป็น “สะพานแห่งมิตรภาพ” ได้ หากผู้ที่ถืออาวุธคือผู้ที่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน การสร้างความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่คือภารกิจหลักของทหาร–ตำรวจชายแดนยุคใหม่ ที่รู้เขา รู้เรา และรู้ใจประชาชน

โดย สุริยพงศ์

Leave a comment