
‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์
วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.
‘ธรรมนัส’ชี้‘น้ำเหนือ-น้ำหนุน’เริ่มลด ยืนยันการระบายท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตราสูงสุดแล้ว ห่วงประชาชนจังหวัดท้ายเขื่อนที่ได้รับผลกระทบ จึงคงอัตราดังกล่าวเพียง 1 สัปดาห์ แล้วทยอยลดลงในอีก 2 – 3 วัน ส่วน‘ภาคใต้’ฝนจะเพิ่มขึ้น กำชับชลประทานพื้นที่พร้อมรับมือ
11 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำที่กรมชลประทาน โดยเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาในช่วงนี้ ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน ส่วนเขื่อนกิ่วลมระบายที่ 6 ล้านลบ.ม./ วัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยามีมาก แม้ได้แบ่งน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งเหนือเขื่อนอย่างเต็มศักยภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ประชาชนจังหวัดท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบกว้างขึ้นโดยยืนยันว่า การระบายในอัตราดังกล่าว เป็นอัตราสูงสุดซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนทยอยปรับลดลงตามปริมาณน้ำเหนือที่เริ่มลดลง รวมทั้งภาวะน้ำทะเลหนุนที่คลี่คลายลง
ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนจะระบายน้ำเข้าคลองบางสายของกทม. ในอัตราเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม การระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเดือนมกราคม ขณะที่รัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
“สถานการณ์อากาศในภาพรวมปีนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากพายุหลายลูก ทำให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวนและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะไม่รุนแรงไปกว่านี้ เนื่องจากฝนจะลงสู่ภาคใต้ซึ่งได้สั่งการให้ชลประทานในพื้นที่เตรียมมาตรการรับมือแล้ว” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว