
บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’
วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี แต่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325–พ.ศ. 2453) ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะเดียวกันจีนเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงสู่ความเสื่อมถอย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีลักษณะทั้งพึ่งพาและปรับตัวร่วมกัน ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง 4 มีการส่งทูตสยามไปจีนกว่า 56 ครั้ง คือเกือบทุกปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของสยาม ได้แก่ ดีบุก กำยาน พริกไทย เครื่องเทศ ไม้หอม ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนคือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม มีการอพยพของคนจีนเข้ามาสยามจำนวนมาก
รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325–2352) : การสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน โดยส่งราชทูตไปเมืองจีนภายใต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งยังคงมองไทยเป็นรัฐบรรณาการ ความสัมพันธ์จึงอยู่ในกรอบพิธีการ แต่เปิดโอกาสให้ไทยค้าขายกับจีนได้อย่างเสรี การค้าทางเรือระหว่างไทย–จีนเริ่มเฟื่องฟู โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจีน เช่น ผ้าไหม เครื่องลายคราม และการส่งออกสินค้าจากไทย เช่น ไม้หอม น้ำตาล และข้าว
รัชกาลที่ 2 – 3 (พ.ศ. 2352–2394) : ยุคทองของการค้าและการตั้งถิ่นฐานของชาวจีน มีการค้าทางเรือกับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ที่มีการส่งเรือหลวงไปค้าขายกับจีนหลายครั้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชายทะเล เช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการค้า การผลิต และการขนส่ง เช่น การเป็นนายอากร การตั้งโรงงาน และการค้าข้าว มีการสร้างวัดจีนในกรุงเทพฯ เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม และวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)
รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394–2411) : จีนในยุคนี้เริ่มอ่อนแอจากสงครามฝิ่นและการถูกบังคับให้เปิดประเทศ ชาวจีนในไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น เช่น การตั้งบริษัท การธนาคาร และหนังสือพิมพ์จีน
รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411–2453) : ความสัมพันธ์กับจีนในยุคนี้เปลี่ยนจากระบบบรรณาการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตและการค้าอย่างเสรี ชาวจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจใหม่ เช่น การผูกขาดการเก็บภาษีอากร ตั้งโรงสี โรงเลื่อย การตั้งห้างร้าน การลงทุนในอุตสาหกรรม และการเป็นนายทุนในระบบธนาคาร และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่น การแปลวรรณกรรมจีนเป็นไทย และการจัดงานเทศกาลจีนในไทย
โดย อาทร จันทวิมล
ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com