
ใช้เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร แฉเหลี่ยม‘เขมร’ ทภ.2เปิดหลักฐานประจาน
วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ใช้เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร แฉเหลี่ยม‘เขมร’ ทภ.2เปิดหลักฐานประจาน พบยังเติมกำลังพลในที่มั่น กัมพูชาอดอยากหนีเข้าไทย
กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชาเสริมแกร่งที่ตั้งด้านช่องตาเฒ่า แฉคลิปประจานความเจ้าเล่ห์ใช้เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร–สะสมอาวุธจรวดต่อสู้รถถังแบบเดียวกับที่ไทยยึดได้บนเนิน 500 ขณะที่ ทภ.1 เตือนปชช.-กำลังพลงดแชร์เนื้อหา OPSEC-ล้อเลียน-เกลียดชัง หวั่นถูกนำไปบิดเบือน จับ 67 แรงงานเขมร อดอยากหนักเสี่ยงชีวิตหนีเข้าไทย ด้านกัมพูชาปล่อยตัวคนไทยตกค้าง 162 คน กลับประเทศ
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดทั้งวันวานนี้ ( 2 ม.ค.69) พบว่าภาพรวมพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสงบ อยู่ระหว่างการวางกำลังและเตรียมความพร้อมตามปกติ ไม่ปรากฏเหตุปะทะ การใช้อาวุธ หรือการเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่แต่อย่างใด
ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี–สุรินทร์–บุรีรัมย์ เงียบสงบในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งบริเวณช่องบกและช่องอานม้า ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ ขณะที่แนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ครอบคลุมช่องจอม ช่องเปรอ ช่องระยี ปราสาทคนา ปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม ยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พบเขมรเคลื่อนไหวด้านช่องตาเฒ่า
เช่นเดียวกับพื้นที่ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่วนแนวพระวิหารพบการเคลื่อนกำลังระดับเล็ก
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวชัดเจนที่สุดยังคงเป็นแนวพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ โดยตรวจพบรถไถบรรทุกไม้และแผ่นปูน เคลื่อนที่ไปทางช่องตาเฒ่า คาดว่าเป็นการปรับปรุงหรือเสริมความแข็งแรงของที่ตั้งทางทหาร
เติมกำลังพลขึ้นเขาพระวิหาร
นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะสีดำ 1 คัน ส่งกำลังพลฝ่ายกัมพูชาประมาณ 8–10 นาย บริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหาร รวมถึงการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่แบกกระสอบและสัมภาระ จากโคปุระที่ 1 ลงไปทางช่องบันไดหัก ขณะเดียวกัน ตรวจพบรถพยาบาล 1 คัน เคลื่อนจากบริเวณหน้าวัดแก้วขึ้นไปบนตัวปราสาทพระวิหาร
สำหรับพื้นที่ภูมะเขือ แนวช่องโดนเอาว์ พลาญยาว และพลาญหินแปดก้อน รวมถึงพื้นที่ช่องสะงำ ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล
สำหรับในพื้นที่ส่วนหลัง คณะผู้บังคับบัญชา ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้กำลังพล ในพื้นที่ช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและย้ำความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์และรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นคาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะสงบ แต่ต้องเฝ้าระวังสูงในพื้นที่อ่อนไหวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น
แฉเขมรใช้เขาพระวิหารเป็นฐานทหาร
ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่หลักฐานเป็นคลิปวิดีโอแสดงภาพและข้อมูลที่ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเป็นที่ตั้งทางทหาร พร้อมทั้งมีการวางกำลังและสะสมอาวุธในพื้นที่ดังกล่าว ท่ามกลางการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด
คลิปดังกล่าวนำเสนอภาพการเคลื่อนไหวของกำลังพล และสิ่งปลูกสร้าง พร้อมพบยุทโธปกรณ์บางส่วนในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร อาทิ อาวุธจรวดต่อสู้รถถังแบบเดียวกับที่ ทหารไทยสามารถตรวจยึดได้ในพื้นที่เนิน500 ซึ่งเป็นหลักฐานสะท้อนการใช้พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร มากกว่าการเป็นพื้นที่โบราณสถานหรือการท่องเที่ยวตามที่ควรจะเป็น
“ขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่พบสัญญาณของการยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร อย่างไรก็ตาม ยังคงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนต่อไป”
ทภ.1โต้ปมทหารไทยเผาบ้านเขมร
ขณะเดียวกันกองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงกรณีโซเซียลมีการเผยแพร่คลิปที่อ้างว่าทหารไทยเผาบ้านเขมรลุกลํ้าอธิปไตยนั้น จากการตรวจสอบไม่ใช่การปฏิบัติในพื้นที่ บ้านหนองจานหรือในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่ปรากฏเป็นข่าว
สำหรับการปฏิบัติการในการจัดการพื้นที่ ในส่วนความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่1 จะดำเนินการโดยการทุบทำลายเท่านั้น ไม่ได้ใช้วิธีการเผาทำลายแต่อย่างใด
งดแชร์เนื้อหา OPSEC ล้อเลียน-เกลียดชัง
นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังได้มีการประกาศแจ้งเตือนประชาชน กำลังพล รวมทั้งสื่อโซเชียลมีเดียของเพจต่างๆ งดแชร์หรือโพสต์ภาพ คลิปวิดีโอ และเนื้อหาที่เป็นการล้อเลียน สร้างความเกลียดชังระหว่างไทยกับกัมพูชา และเสี่ยงต่อ OPSEC ถูกนำไปบิดเบือน
ขอให้ทุกภาคส่วน เพิ่มความระมัดระวังโดยเฉพาะการเผยแพร่หรือส่งต่อคลิป/ภาพ ทรัพย์สินที่ยึดได้ (รถจักรยานยนต์ เงินสด ของมีค่า) เนื้อหาที่ ล้อเลียน เยาะเย้ย หรือกระทบทหารและประชาชนฝ่ายตรงข้าม เพราะเนื้อหาเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในเวทีระหว่างประเทศและถูกตีความว่าขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
ย้ำเตือนกำลังพลทุกชิ้นคือหลักฐาน
ข้อเน้นย้ำ สิ่งที่โพสต์วันนี้ อาจถูกใช้ในวันหน้า การสื่อสารทุกชิ้นคือหลักฐาน ความได้เปรียบของไทย คือ ความนิ่ง สุขุม และความชอบธรรม นิ่ง สุขุม มีวินัยในการสื่อสาร คือพลังเงียบที่ปกป้องอธิปไตยได้อย่างยั่งยืน สำหรับกำลังพล มีระเบียบ กพ.ทบ. ลงวันที่ 8 ธันวาคม 68 ออกมาแล้วนะครับ แจ้งเตือนอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์อย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการเผยแพร่จากกำลังพลในแนวหน้า อาทิ คลิปภาพ การเข้ายึดฐานที่มั่น ยึดเงินสด รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไถเดินตาม การเต้นล้อเลียน การสวมใส่ชุดทหารกัมพูชา การยึดเอาตราสัญลักษณ์ หรืออาร์มทหารกัมพูชา การเผาทำลายบ้านเรือน ฯลฯ
รมช.กลาโหมกองทัพไม่แผ่ว
ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังการหยุดยิง ว่า ขอให้เชื่อมั่นในทหารไทย ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นทหาร และเคยอยู่แนวหน้าร่วมรบกับผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องขอชื่นชมและภูมิใจกับทหารทุกนาย
“ที่ผ่านมา เคยพูดแล้วว่า กองทัพไม่มีแผ่ว ทั้งแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บังคับบัญชา และทหารทุกระดับดังนั้นจึงเชื่อมั่นได้ว่า สามารถวางใจฝากแผ่นดินนี้ไว้ในมือ และในหัวใจนักรบทหารกล้าเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน”พล.ท.อดุลย์ ระบุ
กัมพูชาปล่อยตัว162คนไทยตกค้าง
ขณะเดียวกัน ที่บริเวณด่านถาวรบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เจ้าหน้าที่ได้รับตัวชาวไทย 162 คนที่ตกค้างกัมพูชากลับบ้าน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาสังเกตการณ์ดูแลความเรียบร้อย บรรยากาศรับแรงงานไทยที่ถูกผลักดันกลับจากประเทศกัมพูชาด้วยตนเอง
มีรายงานว่า สำหรับ 162 คนไทยที่ถูกผลักดันกลับมานั้น ในจำนวนนี้มีผู้ที่มีหมายจับติดตัว 6 ราย แยกเป็นคดีของ สอท. จำนวน 2 รายและหมายจับศาลทั่วไปอีก 4 ราย ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบหมายเพื่อคัดกรองแยกระหว่างเหยื่อ กับบุคคลที่ตั้งใจข้ามไปทำงานและควบคุมตัวบุคคลตามหมายจับ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ผู้ที่เดินข้ามกลับมาว่าทางโน้นเค้าดูแลดีหรือไม่ แล้วก็สถานการณ์ช่วงสู้รบเราไปหลบที่ไหน แต่ไม่มีใครตอบคำถามผู้สื่อข่าวเลยแม้แต่คนเดียว
จับ 67 แรงงานเขมรลักลอบเข้าเมือง
อีกด้านหนึ่ง ทาง พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เผยว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 0500 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 67 ราย แบ่งเป็นชาย 35 ราย หญิง 25 ราย และเด็ก 7 ราย ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ขณะลักลอบเดินเท้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และจะผลักดันกลับประเทศต้นทางต่อไป
สอบถามเบื้องต้น ทราบว่าบุคคลที่ถูกจับกุมทั้งหมดเป็นประชาชนชาวกัมพูชาที่ประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต ขาดแคลนงานและรายได้ ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ จนต้องตัดสินใจเสี่ยงภัยลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อแสวงหางานทำเพื่อความอยู่รอด ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการภายในประเทศต้นทาง ที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะอดอยากและไร้ทางเลือก
ธอส.พักชำระเงินงวดนานสูงสุด1ปี
สำหรับความคืบหน้าในการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส. ) ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการพักชำระหนี้นานสูงสุด 1 ปี ลดอัตราดอกเบี้ย 0% และผ่อนปรนการชำระเงินงวด รวมทั้งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้าง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม
สำหรับลูกค้า ธอส. ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว มีความสนใจ เข้าร่วมมาตรการ สามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทางhttps://www.ghbank.co.th/news/detail/public-relations/press-30-12-2568
บิ๊กคลีนนิ่งบ้านหนองจาน
วันเดียวกันนายอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พร้อมกองกำลังบูรพา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่บ้านหนองจาน “บิ๊กคลีนนิ่ง” ทำความสะอาด ฟื้นฟู และประเมินความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของจรวด BM-21 ในเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหนึ่งในบ้านที่เสียหายอย่างหนัก เป็นบ้านของบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ตัวบ้านและทรัพย์สินภายในเสียหายเกือบทั้งหมด รวมถึงรถยนต์
นายอำเภอโคกสูง เปิดเผยว่า การช่วยเหลือเน้นบ้านที่เสียหายรุนแรงเป็นลำดับแรก ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบราชการ โดยวันนี้กำหนดเป้าหมายทั้งบ้านหนองจาน บ้านเสม็ด และบ้านหนองสิงห์ ยืนยันจะเร่งทำให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตในบ้านของตนเองได้โดยเร็ว
ด้านเจ้าของบ้านขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาดูแลช่วยเหลือ รู้สึกอุ่นใจที่ภาครัฐไม่ทอดทิ้ง พร้อมหวังว่าจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม