จากยูเครนสู่เวเนซุเอลา ภาพสะท้อน’ส้ม’ที่มีแค่เปลือก

จากยูเครนสู่เวเนซุเอลา ภาพสะท้อน'ส้ม'ที่มีแค่เปลือก

จากยูเครนสู่เวเนซุเอลา ภาพสะท้อน’ส้ม’ที่มีแค่เปลือก

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

คำว่าเสรีประชาธิปไตย ถูกสหรัฐอเมริกานำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรองรับการเข้าไปจัดการประเทศอื่น ถ้อยคำชุดนี้มักมาก่อนการเคลื่อนกำลัง และมาก่อนการใช้อำนาจจริง

แต่เมื่อสหรัฐประกาศว่า จะเข้าควบคุมและบริหารเวเนซุเอลา ภายหลังปฏิบัติการทางทหาร และการควบคุมตัว
นิโคลัส มาดูโร คำอธิบายเดิมทั้งหมด
ก็หมดความหมายลงทันที

การโจมตีทางอากาศ การจับผู้นำประเทศ และการประกาศบริหารแทน
ไม่ว่าจะใช้คำสวยเพียงใด ก็เป็นการใช้กำลังข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน

ในจังหวะที่รัฐหนึ่ง กำหนดชะตาของอีกรัฐแทน ประชาชนของประเทศนั้น ไม่มีบทบาทใดหลงเหลืออยู่ในสมการ

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัด ว่าสหรัฐจะดูแลเวเนซุเอลา จนกว่าจะถึงช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม ถ้อยคำนี้ไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการประกาศอำนาจตรง ๆ

ประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้นำโลกเสรี
กำลังใช้วิธีเดียวกับจักรวรรดินิยม ต่างกันแค่ภาษา ไม่ใช่สาระของการกระทำ

การอธิบายเวเนซุเอลา ด้วยคำว่าเสรีประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว
ปิดตาความจริงไปครึ่งหนึ่ง

เวเนซุเอลาเป็นประเทศ ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศนี้ เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของบริษัทสหรัฐ มาอย่างยาวนานก่อนยุคชาเวซ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การคว่ำบาตร
การยึดทรัพย์สิน และการกดดันจากภายนอก ล้วนผูกกับผลประโยชน์ด้านพลังงานโดยตรง

หลังปฏิบัติการล่าสุด สหรัฐส่งสัญญาณชัด ถึงการเข้าไปจัดการอุตสาหกรรมน้ำมัน และเปิดทางให้บริษัทอเมริกัน
กลับเข้าไปถือผลประโยชน์อีกครั้ง

เสรีภาพจึงทำหน้าที่เป็นฉากหน้า ขณะที่ผลประโยชน์ เป็นแรงขับเคลื่อนจริงของปฏิบัติการ

ไม่ว่ามาดูโรจะดีหรือเลว ไม่ว่าเวเนซุเอลาจะมีปัญหาภายในอย่างไร ทรัพยากรไม่ใช่เหตุผล ที่เปิดทางให้รัฐอื่นเข้ามากำหนดอนาคตแทน

การบุก การยึด และการประกาศบริหาร
คือการล้ำเส้นเอกราชอย่างตรงไปตรงมา
และยืนยันว่ามผลประโยชน์มาก่อนหลักการเสมอ

หากการกระทำในรูปแบบเดียวกัน
มาจากรัสเซีย หรือประเทศที่โลกตะวันตกไม่ยอมรับ เสียงประณามย่อมดังพร้อมกัน

แต่เมื่อผู้กระทำคือสหรัฐ ความเงียบกลับครอบคลุมหลายพื้นที่ ทั้งจากรัฐพันธมิตร
และจากฝ่ายการเมือง ที่เคยอ้างยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย

เอกราช ถูกใช้แบบเลือกข้าง ไม่ใช่หลักที่ยึดเท่ากันทุกกรณี

เหตุการณ์เวเนซุเอลา สะท้อนกลับมาถึงการเมืองไทย โดยเฉพาะภาพจำของพรรคส้ม

ภาพจำนี้ ไม่ใช่การมีตัวแทนในเวทีโลก
และไม่ใช่การพูดในนามประเทศไทย
แต่เป็นการยกย่องชื่นชมกันเอง ภายในพรรคเดียวกัน และในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดียวกัน

ชื่อที่ถูกใช้ในภาพจำนั้น คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งไม่มีสถานะใดในเชิงอำนาจระหว่างประเทศ ไม่อยู่ในวงตัดสินใจ
ไม่ถูกนับ และไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเกมโลก

ในเชิงอิทธิพล ชื่อนี้ไม่มีน้ำหนัก ไม่ต่างจากธาตุอากาศในกระแสการเมืองโลก
ลอยผ่าน มองไม่เห็น และไม่ทิ้งร่องรอยใดในผลลัพธ์จริง

แต่ในพื้นที่การเมืองไทย บทบาทถูกจัดวางอีกแบบ พิธาถูกสวมบท “ความเป็นสากล” เพื่อให้ดูเท่ ดูทันโลก และดูเหนือกว่าการเมืองแบบเดิม ในสายตาของแฟนคลับและฐานผู้สนับสนุน

ในช่วงสงครามยูเครน ภาษาหลักสากลถูกหยิบมาใช้ครบชุด เรียกร้องให้รัสเซียถอนทหารทันที อ้างเอกราช อ้างกฎหมายระหว่างประเทศ อ้างระเบียบโลก ทุกถ้อยคำทำหน้าที่ได้ดี ในฐานะการแสดงทางการเมืองภายในประเทศ

ท่าทีเช่นนี้ ปลอดภัยต่อการพูด ไม่ต้องจ่ายราคา และไม่กระทบผลประโยชน์ของฝ่ายใดที่ถืออำนาจจริง

เมื่อสนามเปลี่ยน เมื่อผู้ใช้กำลังกลายเป็นสหรัฐ เมื่อผลประโยชน์ด้านน้ำมันขึ้นมาเป็นแกนหลัก บทสากลชุดเดิมก็หมดความจำเป็นทันที

ไม่ใช่เพราะหลักการเปลี่ยน แต่เพราะภาษานั้น ไม่เคยถูกออกแบบมาให้เผชิญโลกจริง ตั้งแต่ต้นสิ่งที่เหลืออยู่มคือการเมืองเชิงภาพ
ที่ยกย่องกันเอง ให้รู้สึกว่ามีความเป็นสากล ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริบทโลก
และไม่แทนประเทศใดทั้งสิ้น

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีสิทธิเลือกกติกาโลก

สิ่งเดียวที่ประเทศเล็กมี คือความเสมอต้นเสมอปลายของหลักการเอกราช จะมีความหมายได้ ก็ต่อเมื่อใช้กับทุกประเทศเท่ากัน ไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกผลประโยชน์.

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment