
ภท.ยังนำโด่ง โพลประเมินผลเลือกตั้ง ‘พท.-ปชน.’รั้งอันดับ2-3
วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจแนวโน้มคะแนนเสียงพรรคการเมือง ชี้คะแนนเลือกตั้ง “ภูมิใจไทย” ยังนำโด่ง “เพื่อไทย” ตามด้วย“พรรคประชาชน” รั้งอันดับ 3 ส่วนประชาชนคาดจะออกไปใช้สิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 4 มกราคม สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 3 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,706 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ช่วงความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง +/- ร้อยละ 5 กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ
ผลประมาณการของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนให้เห็น พลวัตการเมืองไทยกับพลังการใช้สิทธิของประชาชน อาศัยการวิเคราะห์จากประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ครั้งที่ 3 รายงานของซูเปอร์โพลนี้จึงมีนัยสำคัญไม่เฉพาะต่อพรรคการเมืองแต่ต่อโครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทยโดยรวม มีรายละเอียดดังนี้
ความตั้งใจไปใช้สิทธิของประชาชนเป็นสัญญาณบวกต่อประชาธิปไตยไทย ผลประมาณการครั้งที่ 3 พบว่า จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 38,307,548 คน (ครั้งที่ 1) เพิ่มเป็น 39,793,156 คน (ครั้งที่ 2) และเพิ่มเป็น 40,801,253 คน (ครั้งที่ 3)
ในขณะเดียวกัน กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 12,256,293 คน อย่างมีทิศทางชัดเจน ตัวเลขเพิ่ม–ลดของทั้งสองกลุ่มมีขนาด “สมดุลกัน” แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดจากโครงสร้างประชากร แต่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเชิงพฤติกรรมทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ความลังเล” ไปสู่ “การตัดสินใจใช้สิทธิ”
ในเชิงวิชาการ นี่คือสัญญาณของการฟื้นตัวของการมีส่วนร่วมของพลเมือง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ที่น่าสนใจคือ รูปแบบการใช้บัตรสองใบ ประชาชนคิดเป็นระบบมากขึ้น
ข้อมูลชี้ว่า ร้อยละ 59.6 ของประชาชนเลือกทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน ขณะที่ร้อยละ 31.8 เลือกคนละพรรค สะท้อนพฤติกรรมการลงคะแนนที่ “แยกแยะ” และ “คำนวณเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ไม่ได้เลือกด้วยอารมณ์หรือภาพลักษณ์เพียงมิติเดียว ผลโพลนี้สะท้อนความเป็นผู้มีเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เติบโต
พลวัตคะแนนเสียงและสาเหตุของคะแนนที่เพิ่มขึ้น จากพรรคใหญ่สู่พื้นที่เปิดของพรรคใหม่ ผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้ให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก พรรคการเมืองหลักยังคงมีฐานคะแนนแข็งแรง โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พรรคประชาชนมีการฟื้นตัวของคะแนนเสียงหลังจากผันผวนในช่วงกลาง
พรรคการเมืองขนาดใหญ่ คะแนนที่ “นิ่งและนำ” จากความคุ้นเคยและเสถียรภาพทางการเมือง
กรณีของพรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.4 ล้านคะแนนเป็น 9.4 ล้านคะแนนในลักษณะ “นิ่งและนำ” สะท้อนปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า ฐานเสียงเชิงเสถียรภาพ (stable voter base) ในการรวมตัวของเครือข่ายฐานเสียง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้นเคย ความชัดเจนของบทบาททางการเมือง และความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรูปธรรมมากกว่าความหวือหวาเชิงวาทกรรมและดราม่าการเมือง
คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ผันผวนมาก แสดงให้เห็นว่าผู้สนับสนุนกลุ่มนี้ตัดสินใจบนฐาน “ความมั่นใจ” และเครือข่ายมากกว่า “อารมณ์ทางการเมือง” ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองการเมืองในมิติการจัดการเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ (network-oriented voters) มากกว่าการเมืองเชิงสัญลักษณ์
พรรคเพื่อไทย พลังผสมของผู้นำพรรคคนรุ่นใหม่กับความหวังเชิงอนาคต
ในกรณีของ พรรคเพื่อไทย แนวโน้มคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญจาก 7.5 ล้านคะแนน เป็น 7.9 ล้านคะแนนหลังเห็นชัดจากการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ตัวแทนทางจินตนาการของอนาคต (symbolic future representation)
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความต้องการของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ได้มองเพียงผลงานในอดีต แต่ต้องการเห็น “การส่งผ่านรุ่น” ทางอำนาจและวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยทำงานตอนต้นและวัยกลางคนที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
พรรคประชาชน ความเห็นใจในมิติความเป็นมนุษย์กับการเมืองเชิงศีลธรรม
การเพิ่มขึ้นของคะแนนเสียงขอ พรรคประชาชนจาก 4.5 ล้านคะแนนเป็น 4.7 ล้านคะแนนสามารถอธิบายได้ผ่านกรอบ การเมืองเชิงศีลธรรม (moral politics) และการเมืองเชิงอารมณ์สาธารณะ (affective politics) โดยเฉพาะกรณีที่สังคมรับรู้ต่อสถานการณ์ของแกนนำพรรคอย่าง ไอซ์ รักชนก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือบูลลี่ในประเด็นส่วนตัวมาอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง ความเห็นใจและความรู้สึก “ไม่เป็นธรรม” ที่ประชาชนรับรู้ อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังสนับสนุนทางการเมืองได้ โดยมิได้หมายความว่าประชาชนเลือกจากความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแสดงจุดยืนเชิงคุณค่า (value-based voting) ว่า การเมืองควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช้ความรุนแรงทางวาทกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ประการที่สอง กลุ่ม“เลือกพรรคอื่นๆ และพรรคเปิดตัวใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 4.56 ล้านคะแนน เป็น 7.48 ล้านคะแนน แสดงให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยยังเปิด และประชาชนยังคงแสวงหาทางเลือกใหม่และทางเลือกอื่นที่นอกเหนือไปจากพรรคขนาดใหญ่
รายงานซูเปอร์โพล ประมาณการคะแนนพรรคเปิดตัวใหม่ใน 3 อันดับแรก พบพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่มีคะแนนเพิ่มขึ้นทุกพรรค ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ เพิ่มจาก 7 แสนคะแนนเป็น 9 แสนคะแนน พรรคปวงชนไทย เพิ่มจาก 4.7 แสนคะแนนเป็น 5.8 แสนคะแนน และพรรคไทยก้าวใหม่เพิ่มขึ้นจาก 2.6 แสนคะแนน เป็น 3.7 แสนคะแนนสะท้อนวัฏจักรความหวังทางการเมือง (political hope cycle ) กล่าวคือ ในช่วงที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกอิ่มตัวกับการเมืองแบบเดิม พรรคใหม่ทำหน้าที่เป็น พื้นที่ฉายภาพความหวัง
ความใหม่และความสด ไม่ได้แปลว่าประชาชนปฏิเสธพรรคเก่า แต่หมายถึงประชาชนต้องการ “ทางเลือก” และ “การแข่งขัน” มากขึ้นในระบบการเมือง ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของประชาธิปไตยที่มีชีวิต
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ การเพิ่มขึ้นของคะแนนในกลุ่มนี้ แม้ยังไม่สูงเท่าพรรคใหญ่ แต่มีความหมายเชิงโครงสร้างการเมืองไทยคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งกำลังลงทุนความหวัง กับการเมืองทางเลือก อาจกล่าวได้ว่า ในเชิงประชาธิปไตยของไทย นี่คือสัญญาณของการแข่งขันเชิงนโยบาย ไม่ใช่การเมืองแบบผูกขาด ประการที่สาม กลุ่มคนลังเล/ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบ ลดลงจาก 14.64 ล้านคะแนน เหลือ 11.19 ล้านคะแนน สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ตั้งใจไปเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ความชัดเจนทางการเมืองกำลังค่อย ๆ ก่อตัว กล่าวโดยสรุป รายงานของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่สำคัญยิ่งคือ ประชาชนกำลัง กลับเข้าสู่สนามประชาธิปไตย ด้วยความตระหนักรู้มากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น และพร้อมใช้สิทธิของตนเองมากขึ้น ตัวเลขทุกตัวไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือเสียงสะท้อนของความหวัง ความคาดหวัง และความรับผิดชอบอนาคตประเทศ