ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด "มิน อ่อง หล่าย" เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

6 ม.ค. 2569 09:27 น.

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

โลกออนไลน์เมียนมาระอุ หลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์วันเอกราชเมียนมา ชาวเน็ตแห่ไปคอมเมนต์เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์ จับผู้นำเผด็จการ “มิน อ่องหล่าย” ไปดำเนินคดี แบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

วันที่ 6 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า เพจเฟซบุกของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำนครย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เนื่องในวันเอกราชเมียนมา ตรงกับ 4 มกราคม 2568 ซึ่งในแถลงการณ์ฉบับนี้ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตในเมียนมา และย้ำว่าสหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้กองทัพยุติความรุนแรง เปิดทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบ และเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตอย่างสันติและยั่งยืน

แต่ปรากฎว่า มีชาวเมียนมาทั้งในและนอกประเทศเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า “ถ้อยคำไม่เพียงพอ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยดำเนินการเชิงรูปธรรมต่อพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา อย่างการจับกุมตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ โดยพากันอ้างถึงกรณีล่าสุดที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา และนำตัวไปดำเนินคดีที่นครนิวยอร์ก

รายงานข่าวระบุว่า ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังโพสต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ถูกเผยแพร่ มีการแสดงความคิดเห็นกว่า 4,700 ข้อความหลั่งไหลเข้าไป โดยราว 90% เรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับรัฐบาลทหารเมียนมาเช่นเดียวกับที่ทำกับเวเนซุเอลา

ชาวเน็ตระบุว่า ประชาชนเมียนมาขอบคุณสหรัฐฯ เสมอมา แต่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ฟังเสียงประชาชน ขณะที่อีกความเห็นเขียนว่า “ได้โปรดมาจับหัวหน้าแก๊งค้ายาและแก๊งสแกมเมอร์ มิน อ่อง หล่าย ด้วย” ขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายรายระบุว่า วันเอกราชเมียนมาไม่อาจมีความหมายได้ ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ภายใต้เผด็จการทหารและประชาชนยังถูกสังหาร จับกุม และกดขี่อย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กระแสเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความคับแค้นใจอย่างลึกซึ้งของชาวเมียนมา ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสุดท้ายในการร้องขอความคุ้มครองจากนานาชาติ แม้หลายฝ่ายยอมรับว่าการแทรกแซงโดยตรงของสหรัฐฯ เป็นไปได้ยากจากข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์.

ที่มา Irrawaddy

Leave a comment