
กรงอดีตที่หนีไม่พ้น…เมื่อ’ส้ม’ต้องไล่เหยียบเงาตัวเอง!
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เดินมาถึงช่วงที่ทุกพรรคต้องเผชิญหน้ากับคนเลือกตั้งในฐานะผู้ขออำนาจ
เวทีหาเสียงรอบนี้ไม่ได้วัดกันแค่ลีลาปราศรัย คำพูดในอดีต การตัดสินใจล่าสุดและรายชื่อบุคคลที่พรรคเลือกนำเสนอ ถูกลากมาวางต่อกันทั้งหมด
ในบรรยากาศแบบนี้ พรรคประชาชน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พรรคส้ม” กลายเป็นพรรคที่ถูกจับตาหนักเป็นพิเศษ
เพราะพรรคส้มไม่ได้ขอคะแนนในฐานะทางเลือกทดลอง แต่ขอคะแนนในฐานะพรรคที่ประกาศความพร้อมจะมีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ
หลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มสร้างตัวจากการเมืองเชิงโจมตี คำปราศรัย คำอภิปราย โพสต์ และข้อความบนโซเชียล
ที่พาดพิง เสียดสี ดูหมิ่น และลดทอนคุณค่ากองทัพกับทหาร ปรากฏอย่างต่อเนื่องจากบุคคลในพรรคหลายคน
ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ครบ ทั้งข้อความ ทั้งคลิป กลายเป็น Digital Footprint ที่ใครก็ย้อนดูได้
ช่วงเวลานั้น พรรคไม่รีบออกมาห้าม ไม่ชี้แจงว่านี่เป็นความเห็นเฉพาะตัว เพราะถ้อยคำแบบนี้ให้ผลทางการเมือง ปลุกอารมณ์ผู้สนับสนุน และขีดเส้นแบ่งทางความคิดให้ชัดขึ้น
แต่เมื่อการเมืองเข้าสู่ช่วงขอคะแนน
เมื่อทุกคะแนนในคูหามีน้ำหนัก คำพูดชุดเดิมกลับถูกปฏิเสธทันที ไม่เคยพูด ไม่เคยมี ไม่ใช่ท่าทีของพรรค และไม่เกี่ยวกับนโยบาย
ทั้งที่หลักฐานยังอยู่ครบ และคนพูดยังขึ้นเวทีในนามพรรคส้ม
ความอึดอัดของสถานการณ์อยู่ตรงการจัดการกับอดีต ไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนความคิด แต่เป็นการทำเหมือนความทรงจำสาธารณะหายไป
ในสนามเลือกตั้ง วิธีหนีอดีตแบบนี้ยิ่งทำให้คำถามค้างคา
ท่ามกลางแรงกดดัน พรรคส้มเลือกเดินหมากใหญ่ เปิดตัวทีมบริหารล่วงหน้า
เพื่อเปลี่ยนภาพจากพรรคที่ถนัดโจมตี
เป็นพรรคที่พร้อมกำกับระบบรัฐ
รายชื่อที่เปิดออกมา 3 คน ประกอบด้วย มุนินทร์ พงศาปาน ด้านกระบวนการยุติธรรม พิศาล มาณวพัฒน์ ด้านต่างประเทศ และ อนุชา พวงสำลี ด้านการศึกษา
ในทางยุทธศาสตร์ นี่คือความพยายามยกระดับภาพพรรค แต่ในสายตาคนเลือกตั้ง กระแสตอบรับกลับไม่แรง
คำถามยังวนอยู่เรื่องเดิม ทีมชุดนี้รับมือการบริหารประเทศจริงได้แค่ไหน
เมื่อรายชื่อดังกล่าวถูกนำไปเทียบกับทีมที่เสนอโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเต็มไปด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงและนักบริหารที่ผ่านสนามนโยบายใหญ่
ความต่างด้านประสบการณ์และน้ำหนักการเมืองเห็นได้ชัด ไม่ต้องใช้วาทกรรมเสริม การเปรียบเทียบก็ทำงานของมันเอง
การเปิดทีมก่อนเลือกตั้งพาพรรคส้มเข้าสู่พื้นที่ตรวจสอบเต็มรูปแบบ ตำแหน่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกระทรวงยุติธรรม
เพราะเป็นจุดเชื่อมระหว่างกฎหมาย อำนาจ และความเชื่อมั่นของรัฐ
พรรคส้มย้ำหลายครั้งว่า ไม่มีนโยบายแก้หรือยกเลิกมาตรา 112 สื่อสารว่าพรรคเข้าใจความอ่อนไหวของประเด็นนี้
แต่ภาพที่ปรากฏพร้อมกันคือการเปิดตัว มุนินทร์ พงศาปาน ในฐานะทีมบริหารด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมบทบาทว่าที่รัฐมนตรี หากพรรคส้มได้จัดตั้งรัฐบาล
แนวคิดและจุดยืนของ มุนินทร์ พงศาปาน
ต่อคดีมาตรา 112 ต่อผู้ต้องหาจากการเคลื่อนไหว 3 นิ้ว รวมถึงท่าทีต่อบทบาทศาลและกระบวนการยุติธรรม ถูกบันทึกไว้ชัด ทั้งบทสัมภาษณ์และโพสต์สาธารณะ
การตั้งคำถามต่อการใช้กฎหมาย
การมองคดี 112 ผ่านกรอบเสรีภาพความเห็น รวมถึงการแสดงความเห็นเชิงบวกต่อ อานนท์ นำภา นักโทษคดี112
เมื่อพรรคยืนยันว่าไม่แตะมาตรา 112
แต่เลือกบุคคลที่มีจุดยืนลักษณะนี้มาถือบทบาทสำคัญ คำอธิบายกับการตัดสินใจจึงเดินสวนกัน
ในสนามการเมือง การเลือกคนมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดบนเวที
ปัญหาไม่ได้หยุดที่นโยบาย บรรยากาศภายในพรรคส้มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงเดียวกัน ทั้งความขัดแย้ง การลาออก และการตอบโต้เสียงวิจารณ์ ภาพพรรคที่อ้างความเปิดกว้างเริ่มถูกตั้งคำถามจากคนเห็นต่าง
คำวิจารณ์จาก ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ที่พาดพิงถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล
สะท้อนข้อกล่าวหาเรื่องการรวมศูนย์ทางความคิด พื้นที่ทางการเมืองภายในพรรคถูกสงวนไว้ให้คนที่คิดไปทางเดียวกัน
เมื่อเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงหาเสียง ตั้งแต่อดีตคำพูดที่พาดพิงกองทัพ การเปิดทีมบริหารที่ยังไม่สร้างความเชื่อมั่น ความย้อนแย้งในประเด็นมาตรา 112 ไปจนถึงบรรยากาศภายในที่จัดการกับคนเห็นต่าง
น้ำหนักคำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสามารถในการบริหาร แต่ขยับไปอยู่ที่ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พรรคพูดและทำมาตลอด
พรรคส้มกำลังยืนกลางสปอตไลต์ พร้อม Digital Footprint จากคำพูดในอดีตพร้อมรายชื่อทีมบริหารที่เลือกเอง และพร้อมคำอธิบายที่สวนทางกันตลอดเส้นทาง
การกาบัตรครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินจากประโยคที่ฟังดี แต่ตัดสินว่าใครควรได้อำนาจ และใครยังจัดการกับอดีตของตัวเองไม่เสร็จ.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์