ปชน.เปิดตัว’ณัฐยา บุญภักดี’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

ปชน.เปิดตัว'ณัฐยา บุญภักดี' ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

ปชน.เปิดตัว’ณัฐยา บุญภักดี’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า ความมั่นคงของมนุษย์คือการมีเวลาคุณภาพ เกิด แก่ ตาย อย่างมีศักดิ์ศรี
.
ความฝันธรรมดาของคนธรรมดาแบบเรา คือ ทุกเช้าอยากตื่นขึ้นมาทำงานที่ตอบโจทย์ life commitment ส่วนตัว นั่นคือ การร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม เด็ก เยาวชน คนทุกเพศทุกวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเสมอหน้ากัน
.
การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. ซึ่งทำงานมาร่วม 8 ปี เพื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมืองที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง
.
ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่
.
แต่อะไรทำให้ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้จะขอเล่าให้ฟังค่ะ
.
ปี 2568
เป็นปีที่ครบรอบ 31 ปีเต็มของการทำงานบนเส้นทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ‘คนตัวเล็ก’ กลุ่มต่างๆ ในสังคม
.
ในช่วงทศวรรษแรกของการทำงาน ผึ้งเริ่มทำงานที่มูลนิธิผู้หญิง มีโอกาสช่วยพี่ๆ ทำโครงการหลากหลาย เช่น งานวิจัยเรื่องการค้ามนุษย์ การหลอกลวงผู้หญิงไทยไปทำงานบริการทางเพศในประเทศต่างๆ โดยช่วยเขียนรายงานวิจัยและนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปรณรงค์ให้เกิดกฎหมายและนโยบายต่างๆ บางช่วงได้รับผิดชอบงานดูแลให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง เป็นเพื่อนพาไปโรงพยาบาล พาไปแจ้งความ พาขึ้นโรงขึ้นศาล
.
ตอนนั้นอายุยังน้อย แต่ต้องแบกความรู้สึกเจ็บช้ำและไม่ได้รับความเป็นธรรมของผู้เป็นเหยื่อจนเกือบพานจะเกลียดผู้ชายไปเลย กระนั้น แบบแผนของเรื่องราวชีวิตของผู้ประสบปัญหาแต่ละคนทำให้เรามองเห็น ‘โครงสร้างของการกดขี่อย่างเป็นระบบ’ ทำให้เข้าใจว่าทุกคนอาจตกเป็น ‘เหยื่อ’ ของระบบสังคมและวัฒนธรรมที่มองคนไม่เท่ากัน ทำให้มองเห็น ‘รากเหง้า’ ของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ในตอนนั้นอินกับคำว่า ‘Emancipation’ มาก และเป็นฐานของการทำงานในช่วงต่อๆ มาด้วย
.
มาถึงช่วงทศวรรษที่ 2
งานหลักคือผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ในช่วงปี 2544-2556 เรียกได้ว่าเป็นการทำงานเพื่อย้อนกลับไปสู่จุดที่ทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเหนือร่างกายของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องที่ผู้หญิงมีอำนาจน้อยที่สุดและถูกควบคุมมากที่สุด นั่นก็คือเรื่อง ‘เพศ’
.
การทำงานในช่วงนี้เรียกได้ว่าเปิดโลกไปอีกหลายขั้น เพราะได้เรียนรู้จากชีวิตจริงของผู้คนจำนวนมากจากโครงการที่ทำทั่วประเทศ บทเรียนสำคัญคือการถูกควบคุมเรื่องเพศในมิติต่างๆ นั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้หญิง แต่ยังรวมถึงผู้ชาย LGBTQI+ เด็ก ผู้สูงวัย คนพิการ อีกด้วย เมื่อผนึกกับความเปราะบางในมิติต่างๆ เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา จนถึงแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้สถานะ ยิ่งทำให้ตกอยู่ในวังวนความยากจนและความทุกข์แบบยากจะหลุดพ้น
.
ในช่วงนี้มีโอกาสได้ร่วมขับเคลื่อนหลายประเด็นปัญหาที่ถูกหมักหมมมานานในสังคม เช่น ความรุนแรงบนฐานเพศภาวะ (gender-based violence) สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ (reproductive rights) ซึ่งรวมประเด็นที่สังคมอ่อนไหวสูง อย่างเช่น ทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม การทำแท้งที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย สิทธิในการเรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้านของเด็กและเยาวชน สิทธิในการทำงานบริการทางเพศ สิทธิในความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ฯลฯ
.
นอกจากนั้นยังได้ร่วมขบวนการขับเคลื่อนกฎหมายภาคประชาชนในยุคที่ต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อ ซึ่งทั้งท้าทายและสนุก ผ่านการร่วมรณรงค์ให้แก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่น
การปิดช่องโหว่ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งเคยเปิดช่องให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่ผิด โดยแก้ไขใหม่ให้การข่มขืนเป็นการกระทำความผิดไม่ว่าจะกระทำต่อบุคคลใด ด้วยการใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใด รวมถึงการปิดช่องโหว่ของการข่มขืนเด็กโดยอ้างว่าเด็กยินยอม ก็แก้ไขให้เป็นความผิดในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
นอกจากนั้นยังร่วมยกร่างกฎหมายส่งเสริมสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ภาคประชาชน ซึ่งต่อมาเป็นฐานให้สภาปรับปรุงเป็นกฎหมายป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
.
ทศวรรษที่ 3
เป็นการทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว เริ่มจากการเป็นเจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA: United Nations Population Fund) ในช่วงปี 2557-2560 และงานสำคัญที่ภาคภูมิใจคือ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สสส. ในช่วงปี 2561-2568
.
สิบปีสุดท้ายก่อนตัดสินใจทำงานการเมืองจึงเป็นช่วงที่ย้อนกลับไปตั้งต้นที่วัยเด็ก เป้าหมายสุดท้ายของการทำงานคืออยากทำให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหนต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเติบโตเต็มศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างเต็มที่
.
แนวคิดในการทำงานคือการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (Whole Child Development) ไม่แยกส่วนแต่เชื่อมโยงไร้รอยต่อตั้งแต่บ้าน-ลานเล่นอิสระ-ศูนย์เด็กเล็ก-โรงเรียน-สถานพยาบาล-ชุมชน สานกันเป็น ‘นิเวศการเรียนรู้และเติบโต’ ของเด็กทุกช่วงวัย
.
วลีติดปากพวกเราที่ใช้เป็นโมเดลในการทำงานคือ ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เราสร้างสรรค์โครงการระดับชุมชนที่เสริมพลังให้ ‘คนใน’ ลุกขึ้นมา ‘นำ’ และ ‘ทำงานเพื่อเด็ก’ ด้วยตนเอง โดยรัฐและภาคประชาสังคมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน นี่เป็นหลักคิดแบบ ‘ชุมชนนำ’ หรือ community-led approach ซึ่งเข้ากันได้ดีกับแนวทางกระจายอำนาจและกระจายทรัพยากรสู่ท้องถิ่น
.
ณ วันนี้
เกิดโครงการในชุมชนท้องถิ่นมากกว่า 400 แห่ง ในหลายสิบจังหวัด เช่น ทีมครอบครัวยิ้มระดับชุมชนและจังหวัด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพ มีแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านเกิดขึ้นกว่า 1,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว หลากหลายหลักสูตร และมีต้นแบบความสำเร็จหลายโมเดลที่พร้อมขยายผลหากหน้าต่างทางนโยบายเปิด
.
เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นศักยภาพของตัวละครต่างๆ ในระดับพื้นที่ ทั้งภาครัฐ-ท้องถิ่น-เอกชน-ประชาสังคม-ประชาชน ซึ่งสามารถร่วมมือกันทำงานได้อย่างดีภายใต้เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชน
.
แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนานคือ ทุกหน่วยงานต่างติดขัด ต่างคนต่างทำ เพราะระบบราชการทำงานอย่างแยกส่วนเป็นไซโล แม้แต่ในกอง กรม และกระทรวงเดียวกัน
.
หลายคนคงสงสัยว่า ดูเหมือนจะทำงานขับเคลื่อนสังคมมายาวนานหลายประเด็น แล้วทำไมถึงไม่ลงมือทำต่อ ทำไมจึงอยากเปลี่ยนเส้นทางมาสู่การทำงานการเมือง?
.
สารภาพว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น แม้เป็นความงดงามและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริงในชีวิตผู้คน แต่ก็เป็นเพียงลูกคลื่นเล็กๆ ที่กระทบฝั่งแล้วอาจหายไป
.
ในวันนี้สถานการณ์ทางสังคมย่ำแย่กว่าเดิม ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง เด็กของเราไม่น้อยกว่า 70% เติบโตขึ้นในครอบครัวที่ยากจน หนี้สินท่วม เกือบครึ่งไม่มีโอกาสอยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าเพราะการอพยพย้ายถิ่นหางานทำ คุณภาพการศึกษาเข้าขั้นวิกฤต สะท้อนชัดจากผลการทดสอบทุกแบบ เด็กทยอยหลุดจากระบบการศึกษา ยังไม่นับปัญหายาเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การใช้ความรุนแรง ปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราเป็นสังคมสูงวัยที่แก่ก่อนรวย เด็กเกิดน้อยและเต็มไปด้วยปัญหาคุณภาพชีวิตนานาประการ
.
ทั้งหมดนี้หากปล่อยไปก็เหมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รออยู่ไม่ไกล เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร หากโครงการนำร่องนับร้อยนับพันโครงการสร้างบทเรียนแห่งความสำเร็จในระดับพื้นที่แล้ว
สิ่งใดคืออุปสรรคขัดขวางไม่ให้เราหยิบบทเรียนเหล่านั้นไปขยายผลให้เกิดความสำเร็จทั่วประเทศ
.
หากสิ่งนั้นคือเจตจำนงทางการเมือง คำถามคือเราจะต้องรอเจตจำนงทางการเมืองอีกนานเท่าไร
.
และคำตอบสำหรับตัวเองก็คือ
ไม่รอค่ะ
.
เมื่อพรรคประชาชนชักชวนว่าสนใจจะมาร่วมงานกันไหม คำตอบที่ดังในหัวใจจึงดังออกมาข้างนอกด้วย ที่สำคัญที่สุด บทเรียนส่วนตัวที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานในสามทศวรรษที่ผ่านมาคือ
การพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างมีคุณภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจาก ‘การเมืองดี’ เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการเมือง กระบวนการกำหนดนโยบาย รวมถึงการปฏิรูปรัฐราชการ
เพื่อให้ระบบราชการปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานแบบข้ามภาคส่วนได้
และร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาชนด้วยเช่นกัน
.
เราไม่สามารถขับเคลื่อนความฝันได้ด้วยระบบการเมืองและรัฐราชการแบบเดิมๆ
.
ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4
ในการทำงานของตัวเองในบทบาทใหม่ ในฐานะคนทำงานด้านการเมืองและนโยบาย ไม่ว่าจะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือทีมบริหาร จึงมีเรื่องสำคัญที่อยากผลักดันให้สำเร็จอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ และสวัสดิการเด็กเล็กจำเป็นจะต้องถ้วนหน้าได้แล้ว เพราะเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพในตัวเด็กตั้งแต่จุดตั้งต้นของชีวิต
.
นอกจากนั้น จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดศูนย์ดูแลเด็กอ่อนที่สอดคล้องกับเวลาเข้าออกงานของผู้เลี้ยงดูหลัก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพสูงที่ต้องกระจายอย่างทั่วถึง หมดยุคของศูนย์ต้นแบบคุณภาพดีที่มีไม่กี่แห่ง, ลานเล่นอิสระใกล้บ้านทุกชุมชน เพื่อส่งเสริมความสุขและพัฒนาการของเด็ก สร้างเด็กที่มีสุขภาพกายใจแข็งแรง, แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามความสนใจของเด็กและวัยรุ่นที่ควรมีอยู่รอบตัว
เพื่อส่งเสริมทักษะในโลกยุคใหม่ และช่วยสร้างฐานที่แข็งแรงของแรงงานทักษะสูงในอนาคต, ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งที่ดำเนินงานโดยภาคประชาสังคมที่เป็นคนของชุมชนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนากับภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มหลักประกันว่าเด็กและสมาชิกครอบครัวที่มีภาวะเปราะบางจะได้รับการคุ้มครองดูแลไม่ร่วงหล่น, พื้นที่สาธารณะใกล้บ้านเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว
.
และที่สำคัญ การเพิ่มช่องทางและโอกาสของเด็กและเยาวชนในการมีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของชุมชนและสังคม เพื่อฝึกฝนความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรุ่น โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้กระบวนการนโยบายมีเด็กและเยาวชนอยู่ในสมการเพิ่มมากขึ้น
.
สุดท้าย โดยส่วนตัวอยากผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบด้วย เพื่อให้เด็กและคนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
.
ขอกำลังใจให้กับคนทำงานการเมืองหน้าใหม่ด้วยนะคะ
วิธีให้กำลังใจที่ดีที่สุดคือมาร่วมกันทำงานค่ะ จะโดยการให้คำแนะนำ วิพากษ์วิจารณ์ ช่วยทำงานข้อมูลหรืองานวิจัย ช่วยร่างกฎหมาย ช่วยสร้างและประสานเครือข่าย หรือแนะนำคนทำงานตัวจริงเสียงจริงที่ลงมือทำอยู่ให้ไปขอความรู้และร่วมมือกัน ได้หมดเลยค่ะ
.
เพราะเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านทั้งประเทศนี่คะ ทางนี้จะพยายามเต็มที่ให้ดีที่สุด
.
ณัฐยา บุญภักดี
ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้

– 006

Leave a comment