‘พิพัฒน์’ ลุยชายแดนใต้ ‘นราธิวาส-ปัตตานี’ มั่นใจปักธงยกจังหวัด

‘พิพัฒน์’ ลุยชายแดนใต้ ‘นราธิวาส-ปัตตานี’ มั่นใจปักธงยกจังหวัด

‘พิพัฒน์’ ลุยชายแดนใต้ ‘นราธิวาส-ปัตตานี’ มั่นใจปักธงยกจังหวัด

วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

‘พิพัฒน์’ ลุยชายแดนใต้ ‘นราธิวาส-ปัตตานี’ กระแสตอบรับคึกคัก มั่นใจปักธงยกจังหวัด ปลุกชวนประชาชนทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้น ‘เศรษฐกิจ–สันติสุข’ อย่างยั่งยืน เตรียมประสานดรีมทีมศก. ช่วยลงพื้นที่โกยคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานี  โดยชูนโยบายดันราคาเกษตร–ปศุสัตว์ เพิ่มโควตาฮัจญ์ เดินหน้าเจรจาคืนสันติสุข หนุนเมกะโปรเจกต์ฟื้นความเจริญ‘ทวงคืนโอกาส 30 ปี’ เปิดประตูเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนที่ดีมากเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมประกาศความมั่นใจว่าการเลือกตั้งปี 2569 พรรคจะได้ที่นั่งเพิ่ม และมั่นใจ“ นราธิวาสที่นั่งเพิ่ม  “มากกว่า 2 เขต” และตั้งเป้าหมาย “ปักธงนราธิวาสครบทั้งจังหวัด 5 เขต” 

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า นายพิพัฒน์ พร้อมด้วยนายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและช่วยผู้สมัคร สส.จังหวัดนราธิวาสหาเสียง โดยมีผู้สมัครร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายมูฮำหมัด มามะ ผู้สมัครเขต 2, นายแวรุสลัน มะสาและ ผู้สมัครเขต 3, นายซาการียา สะอิ ผู้สมัครเขต 4 และนายนายมะสกรี สาและ ผู้สมัครเขต 5 เข้าร่วม พร้อมเดินเท้าพบปะพูดคุยรับฟังเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด แม้ระยะทางยาวไกล แต่ทีมผู้สมัครภูมิใจไทยทั้ง 14 จังหวัดมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลรับใช้ประชาชนอย่างจริงจังพร้อมย้ำว่า “ความหวังจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน” แต่มั่นใจว่าจังหวัดนราธิวาสจะให้ความไว้วางใจมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และขอโอกาสให้ผู้แทนภูมิใจไทยเข้าไปทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องเป็นอันดับแรก ชูนโยบาย ‘เกษตรบวกท่องเที่ยว’ ดันราคายาง–ปาล์ม–ลองกอง–ทุเรียน–มังคุด
โดยเฉพาะพื้นที่นราธิวาสที่มีศักยภาพด้านเกษตรกรรม ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ “ลองกองตันหยงมัส” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอระแงะ พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้ราคาลองกองหน้าสวนอยู่ที่ 50–60 บาทต่อกิโลกรัมและจะนำข้อเสนอไปหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงทีมเศรษฐกิจพรรค เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบในภาพรวมภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลองกอง ทุเรียน มังคุด และสินค้าเกษตรสำคัญอื่น ๆ ในพื้นที่ตลาดตันหยงมัส ประชาชนจำนวนหนึ่งยังสะท้อนความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและการค้าขายที่ซบเซา พร้อมเรียกร้องให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งนายพิพัฒน์ยืนยันว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายต่อเนื่องที่พรรคทำจริงและทำได้ โดยเคยเดินหน้าแล้วแต่สะดุดเพราะการยุบสภา และย้ำว่าจะกลับมาผลักดันให้เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางยกระดับเศรษฐกิจชายแดนใต้ด้วยโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” บนพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมฮาลาล เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ในพื้นที่ให้มีตลาดรองรับ เพิ่มมูลค่าและสร้างงานในท้องถิ่น พร้อมแนวคิดใช้พื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ นำมาเลี้ยงวัว–แพะ และต่อยอดมูลสัตว์สู่พลังงานชีวมวล/ไบโอแก๊ส ช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน รวมถึงแนวทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และชุมชนรอบพื้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านพลังงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ผลักดันแก้ปัญหาที่ดิน–การศึกษา–อาชีพเสริม ปักหมุดให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม โดยปัญหาที่ดินรกร้างหรือการครอบครองที่ดินที่ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ์ ต้องมีผู้แทนเข้าไป “ต่อสู้ในสภา” เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชน รวมถึงการยกระดับการศึกษาให้เยาวชนเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง และการสร้างอาชีพเสริมให้เกิดขึ้นจริงในชุมชน โดยเฉพาะแนวคิดนำที่ดินสาธารณะรกร้างกลับมาฟื้นฟูปลูกพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ สะเดาช้างกระถินณรงค์ เพื่อนำไปต่อยอดด้านปศุสัตว์และพลังงาน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งวางนโยบาย การเพิ่มโควตาฮัจญ์–ลดค่าใช้จ่าย ย้ำความจำเป็นของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ ซึ่ง การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ว่า เป็นความจำเป็นสำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม โดยได้หารือร่วมกับ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มโควตาฮัจญ์ของไทยจากปีละ 12,000 คน พร้อมเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเพิ่มโควตาให้ไทย และรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เป็นผล

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ส่วนหนึ่งมาจาก “ความไม่เท่าเทียม” จำเป็นต้องมีมาตรการที่ตอบโจทย์พื้นที่จริงมากขึ้น เพื่อให้ความสงบร่มเย็นก่อนปี 2547 กลับมา ตน พร้อมเป็นคนกลาง เพื่อเปิดเวทีการพูดคุยเจรจาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะหลายพื้นที่ในโลกสามารถคลี่คลายปัญหาได้ด้วยการเจรจา และเมื่อเกิดความสงบ จะนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปิดประตูสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่โอกาสใหม่อย่างยั่งยืน

จากนั้นในช่วงบ่าย นายพิพัฒน์ ลงพื้นที่จ.ปัจตานี ไปยังหอประชุมโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 5 เขต หาเสียง โดยชูสโลแกนว่า ลองเลือกภูมิใจไทย ถ้าไม่เปลี่ยนรอบหน้าไม่ต้องเลือก มีนายชลัฐ รัชกิจประการ และนายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่พร้อมขอให้ประชาชน “กาภูมิใจไทยให้ครบทั้ง 5 เขต” ปัตตานี นายบาฮารุดดีน​ ยูโซะ ผู้สมัครเขต1, นายคอซีย์​ มามุ​ ผู้สมัครเขต2, นายบูรฮันธ์​ สะเม๊าะ ผู้สมัครเขต3, นายอริญชัย​ ซูสารอ ผู้สมัครเขต4 นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส, ผู้สมัครเขต5 และกาพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และย้ำว่า “ลองเลือกภูมิใจไทย” เพื่อพิสูจน์การเปลี่ยนแปลง หากอนาคตไม่ดีขึ้น “รอบหน้าไม่ต้องเลือกก็ได้”

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นพลังศรัทธาของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กระแสตอบรับดีเกินคาด และมั่นใจว่าภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งเพิ่ม พร้อมขอโอกาสพี่น้องประชาชนร่วมกัน “ทวงคืนโอกาส 30 ปีที่หายไป” เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง เท่าเทียม และดีกว่าเดิมในทุกมิติ

จากนั้นนายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ประกาศบนเวทีหาเสียง ที่จังหวัดนราธิวาสและปัตตานี ว่าจะได้ผู้แทนสส.ของพรรคภูมิใจไทยยกทั้งจังหวัดว่า หากตนพูดไปเดี๋ยวพรรคอื่นจะลำบากใจว่าจะยกจังหวัดหรือไม่ แต่ส่วนตัวมั่นใจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา จากปักธงได้ทุกจังหวัด 

ส่วนตัวมั่นใจปัตตานีจะได้ยกทั้งจังหวัด ส่วนนราธิวาสมั่นใจจะได้ สส.มากกว่า 2 คนจากเดิม ขณะที่จังหวัดยะลาที่เดิมไม่มี สส.แม้แต่เขตเดียว แต่จากการลงพื้นที่ช่วงปีใหม่ มั่นใจจะปักธงได้มากกว่า 1 เขต

เมื่อถามถึงการเปิดเวทีปราศรัยในช่วงโค้งครั้งสุดท้าย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ให้ลงพื้นที่มาปราศรัยสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยืนยันว่าส่วนตัวจะจัดเวทีปราศรัยให้ เพราะพี่น้องประชาชนกระจายทุกพื้นที่ชายแดนภาคใต้

Leave a comment