วาทกรรม ‘ประชาชนตลาดล่าง’! ‘ด้อมส้ม’ ภาพสะท้อนวิธีคิด ‘ส้ม’

วาทกรรม 'ประชาชนตลาดล่าง'!  'ด้อมส้ม' ภาพสะท้อนวิธีคิด 'ส้ม'

วาทกรรม ‘ประชาชนตลาดล่าง’! ‘ด้อมส้ม’ ภาพสะท้อนวิธีคิด ‘ส้ม’

วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

พรรคประชาชน หรือ พรรคส้ม มักย้ำอยู่เสมอว่า การเมืองควรเริ่มจากความเท่าเทียม ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน เสียงของคนธรรมดาควรถูกนับรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ

แนวคิดนี้ถูกวางให้แตกต่างจากการเมืองแบบเดิม ไม่กดหัว ไม่ดูแคลน และไม่เลือกฟังเฉพาะคนบางกลุ่ม

ภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกยืนอยู่ข้างพรรคส้ม

แต่เมื่อคำประกาศเรื่อง “คนเท่ากัน”
ต้องมาเจอกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะคำถามจากประชาชนที่ไม่ได้คิดไปในทางเดียวกัน ภาพที่ปรากฏกลับไม่เป็นอย่างที่พูดไว้

คำถามไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิทธิ แต่ถูกมองว่าเป็นปัญหา และผู้ที่ถามค่อย ๆ ถูกผลักออกจากพื้นที่สนทนา

กรณีที่ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง เริ่มจากการลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครพรรคประชาชน มีประชาชนตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายอาญา มาตรา 112

สิ่งที่ตามมา ไม่ใช่คำตอบจากพรรค
แต่เป็นคลิปจากด้อมส้มบางคน ที่เลือกตอบโต้ประชาชนด้วยถ้อยคำหยาบคายและดูหมิ่น

ในคลิปดังกล่าว มีการใช้คำว่า “ประชาชนตลาดล่าง” ตามด้วยคำอย่าง “โคตรน่าสมเพช” รวมถึงคำด่าหยาบสถุนหลายคำ

คลิปนี้ไม่ได้พยายามอธิบายนโยบาย
ไม่ได้พยายามชี้แจงเหตุผล และไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอะไรทั้งนั้น

ถ้อยคำหยาบในคลิปไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
มันกำหนดบทบาทประชาชนไว้แบบเดียว
คือรับได้ แต่ห้ามถาม ไม่พอใจก็เก็บไว้ อย่าแสดงออกมาให้คนที่เชียร์พรรคไม่สบายใจ

ประชาชนในมุมมองนี้ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบ แต่เป็นผู้ฟังที่ควรรู้หน้าที่ และอยู่ในกรอบ

คำว่า “ประชาชนตลาดล่าง” จึงไม่ใช่คำหลุดปากเพราะอารมณ์ แต่มันสะท้อนวิธีคิดที่ฝังอยู่ลึกกว่า ว่าสังคมมีประชาชนบางกลุ่มที่ควรถูกฟัง และมีอีกกลุ่มที่เสียงของเขาไม่จำเป็นต้องรับฟัง

ประชาชนที่ตั้งคำถามไปในทิศทางเดียวกัน จะถูกยกให้เป็นคนตื่นรู้ แต่ประชาชนที่ตั้งคำถามคนละทิศ กลับถูกลดค่าทันที

ตรงนี้คือรอยปะทะกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้รับรองสิทธิการพูด เฉพาะกับคนที่คิดเหมือนกัน แต่มันรวมถึงคนที่สงสัย
คนที่ไม่เชื่อ และคนที่ไม่คล้อยตาม

ด้อมส้มจำนวนไม่น้อยพยายามอธิบายเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่า ประชาชนที่ตั้งคำถาม ถูกสื่อบางค่ายป้อนข้อมูลผิด
จึงพูดในแบบที่ไม่ควรรับฟัง

คำอธิบายนี้อาจฟังดูเหมือนปกป้อง
แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ การตัดสินใจแทนประชาชน ว่าเสียงของเขามีค่าแค่ไหน
โดยไม่จำเป็นต้องฟังให้จบ

เมื่อคำถามถูกตัดสินล่วงหน้าว่า “เกิดจากการถูกหลอก” บทบาทของประชาชนก็ถูกลดจากเจ้าของอำนาจ เหลือเพียงผู้ที่ต้องถูกสั่งสอน

การเมืองในลักษณะนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเท่าเทียม แต่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า
บางคนรู้มากกว่า และบางเสียงควรถูกควบคุม

หลายคนพยายามแยกว่า พฤติกรรมแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาชน

แต่ความจริงคือ วิธีคิดลักษณะเดียวกัน
ปรากฏซ้ำ มากกว่าหนึ่งคน มากกว่าหนึ่งครั้ง และแทบไม่ถูกท้วงติงจากคนในกลุ่มเดียวกัน

เมื่อถ้อยคำดูหมิ่นถูกหัวเราะรับ เมื่อการเหยียดถูกปล่อยผ่าน และเมื่อเสียงท้วงจากคนนอกถูกมองว่าเรื่องมาก

วิธีคิดแบบนี้ก็ค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ

การตั้งคำถามจากชาวบ้าน จึงถูกมองว่าเป็นตัวทำลายบรรยากาศ แทนที่จะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย

ตรงนี้คือจุดที่พรรคส้มเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ไม่ได้พูดเอง ต่อให้ไม่ได้สั่งใคร

เพราะท่าทีของด้อมส้มจำนวนหนึ่ง กำลังสะท้อนว่า แนวคิดเรื่อง “คนเท่ากัน”
ถูกนำมาใช้แบบมีเงื่อนไข

เงื่อนไขนั้นคือ ต้องถามในแบบที่ไม่ขัดใจ
ต้องคิดในกรอบที่ยอมรับได้ และต้องไม่ทำให้ฝ่ายเดียวกันรู้สึกไม่สบายใจ

ถ้าประชาธิปไตยต้องการประชาชนในลักษณะนี้ มันก็ไม่ต่างจากการเมืองที่บอกว่ารับฟัง แต่เลือกฟังเฉพาะเสียงที่ถูกจัดวางไว้แล้ว

และถ้ายังปล่อยให้วิธีคิดเช่นนี้แพร่หลาย
คำว่า “คนเท่ากัน” ก็จะเหลือความหมายเฉพาะเวลาที่ต้องหยิบมาใช้สร้างภาพ

เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปัญหาคำหยาบ
แต่มันคือปัญหาวิธีคิดทางการเมือง
ที่ค่อย ๆ แบ่งว่า เสียงแบบไหนควรถูกฟัง
และเสียงแบบไหนควรถูกกันออกไป

เมื่อพรรคส้มเลือกไม่อธิบาย และปล่อยให้ด้อมส้มใช้คำด่าพูดแทน คำว่า “คนเท่ากัน” ก็ไม่ต่างจากคำสวย ๆ บนเวทีหาเสียง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment