‘วงซาซ่า’ทะเลาะกันหนัก ถึงขั้นอัลฟอลโล่! พร้อมเผยชีวิต’แก้ว จรีนา’11 ปีที่ต่างแดน มันไม่ง่าย

'วงซาซ่า'ทะเลาะกันหนัก ถึงขั้นอัลฟอลโล่! พร้อมเผยชีวิต'แก้ว จรีนา'11 ปีที่ต่างแดน มันไม่ง่าย

‘วงซาซ่า’ทะเลาะกันหนัก ถึงขั้นอัลฟอลโล่! พร้อมเผยชีวิต’แก้ว จรีนา’11 ปีที่ต่างแดน มันไม่ง่าย

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.22 น.

ตำนานก็คือตำนาน ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ZAZA คือวงเกิร์ลกรุ๊ปอันดับต้นๆ ของวงการ เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทุกคนก็ต้องรู้จักชื่อของทั้งสามสาว “พิม พิมพ์มาดา, น้ำหวาน ฐิติรัศมิ์, แก้ว จรีนา” และในวันนี้ทั้งสามคนได้กลับมารันวงการทีป๊อบอีกครั้ง! เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ แต่กว่าจะมารวมตัวกันได้ในวันนี้ ก็ต้องแลกด้วยน้ำตา ถึงขั้นอัลฟอลโล่กันเลยทีเดียว รวมไปถึงเรื่องหัวใจ ว่าสถานะของแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง?

Zaza จากวันนั้นถึงวันนี้ 30 ปีแล้ว? 

น้ำหวาน : ใช่ค่ะ 30 ปีแล้ว อย่างเมื่อเดือนธันวาที่ผ่านมา เราสามคนก็รับงานกันฉ่ำมาก ตอนแรกมีแค่สามงาน ถัดมาอาทิตย์ละสองวัน เขยิบมานิดนึง 4-5 งานต่ออาทิตย์

แก้ว : เหมือนสมัยตอนเด็กๆ ที่มารวมตัวกันที่บ้านแล้วนั่งรถตู้ไปคันเดียวกัน

พิม : ก็ตื่นเต้นที่ได้ทิป เพราะว่าในยุคของพวกเราตอนนั้น เค้ามีกฎว่าห้ามรับทิป ซึ่งการรับเงินบนเวที มันดูผิดคาแรกเตอร์ แต่สมัยนี้คือขอบคุณค่ะ เป็นน้ำใจที่เป็นแฟนๆ ให้มา และอย่างการกลับมารวมตัวครั้งนี้ พิมก็ตื่นเต้น เหมือนว่าเราต้องซ้อมในทุกๆวัน เพราะเวลาปกติเราเล่นละคร เราห่างจากการร้องเพลง การที่เรากลับมารวมตัวกัน มันก็ไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่เราเคยทำและเราห่างมาสักพักใหญ่ 

แก้ว  : ก็จะบอกเขาว่าร้องดีขึ้น

แต่เค้าบอกว่าเวลาซ้อม คุณแก้วก็คือจะเต้นยืนหนึ่ง?

พิม : พลังเขาจะเยอะมาก ทุกคนจะบอกว่าแก้วสุดยอดมาก

แก้ว : ด้วยเราออกกำลังตลอด มันก็มีแรง 

พิม : พอมีคนชมว่าแก้วยืนหนึ่ง แก้วก็ตอบกลับทันที ใครยืนหนึ่ง แก้วเต้นตลอดเลยนะคะ (ยิ้ม) 

แก้ว : เราหันหน้าควับ ถามกับยืนอะไรคะ แต่ตอนนี้เข้าใจความหมายแล้วค่ะ 

และหนึ่งในสามคนนี้  เพื่อนบอกว่า กิจกรรมแน่นมาก หาเวลามาเจอกันยากมาก?

น้ำหวาน : ไม่จริง จริงๆ หวานไม่ได้ยุ่งขนาดนั้น เพื่อนก็พูดไป แต่เพียงแค่ว่าเรามีกิจกรรมหลายอย่าง มีดำน้ำ เป็นอาจารย์มหาลัย อาจจะยุ่งนิดนึง แต่เขาก็จะแซวเล่น เราก็ต้องพยามจัดตารางเวลา 

แต่ก็จะมีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ซาซ่าเกือบจะยุบวง?

แก้ว : ต้องถามว่าเป็นเพราะใคร

พิม : คำถามดูคลุมเครือ ถามว่าใครเป็นคนทำ พิมไม่ได้เป็นคนทำ แต่พิมแค่เป็นคนที่มีรีแอ๊คชั่น ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องปกติที่เราสามคนทะเลาะกันตลอด เคลียร์กัน คุยกัน มันก็เกิดความเข้าใจมากขึ้นในทุกๆครั้งที่เราคุย ถึงได้อยู่กันนาน แต่ในครั้งล่าสุด มันมีการวางแผน มีคนเข้ามาช่วยจัดการแพลนคอนเสิร์ต รอแก้วกลับมา คือเวลาพิมทำอะไร พิมจะเป็นคนทำจริงจัง ก็เลยอยากจะได้คำตอบเร็วๆ ว่าโอเคไหม 

แก้ว : ประเด็นคือว่างานของเราจะมีเดือนธันวา ตอนนั้นคือเดือนมิถุนา พิมพ์มาดา ถามกลับมาว่าทำไมไม่ตอบโทรศัพท์ แกเลยบอกว่า พี่พิมอย่าพึ่งวุ่นวาย รอก่อน คือนางโกรธ

พิม : คือเสียใจมาก ปกติแล้วเป็นคนไม่ทำอะไรให้ใคร คือเรื่องของซาซ่า พิมไม่ยุ่งเลย

แก้ว -น้ำหวาน : พี่พิมคือรักน้องๆ มาก

พิม : แต่เธอใช้คำว่าวุ่นวาย

แก้ว : คือเราอยู่ที่เมกา เวลามันต่างกัน 15 ชั่วโมง เราก็จะมีช้าบ้างอะไรบ้าง แต่มันก็ไม่มีอะไร เราก็เลยบอกว่าให้พักก่อน

พิม : อย่างพอเราเจอแบบนี้ขึ้นมา เราก็คิดว่ามันไปต่อไม่ได้แล้ว มันเหมือนว่าคนหนึ่งที่ตั้งใจทำ แต่อีกสองคนเค้าไม่เห็น อันนี้หมายถึงในมุมที่พิมคิด พิมหรือคิดว่าไม่งั้นมันก็หยุดดีกว่า ถ้าเราคิดว่าอีกคนนึงทำ อีกคนนึงไม่อยากทำ งั้นก็เบรคก่อน

แก้ว : ในมุมของวงเรา ถ้าคนหนึ่งไม่สบายใจ อีกสองคนก็ต้องมาคุยกัน เราก็ต้องหาทางให้อีกคนหนึ่งเค้าสบายใจ เพื่อคุยให้รู้เรื่อง การ ปรับความเข้าใจกัน เราสองคนพยามจะแท็กทีมกัน อธิบายว่าไม่ใช่แบบนี้นะครับพี่พิม 

น้ำหวาน : ไม่ใช่เป็นการนินทานะคะ หวานกับแก้วก็เลยบอกว่าไปคุยกันพร้อมกัน เพราะถ้าเราสองคนไปคุยกันเองมันจะดูเหมือนเป็นการนินทา เราไม่อยากทำแบบนั้น 

แก้ว : เหมือนเวลาคุยในไลน์ มันไม่มีเสียง มันเป็นแค่ตัวอักษร เราจะไม่รู้ว่าฟิลลิ่งของแต่ละคนคืออะไร ก็บอกว่าพักก่อนสองเดือน สองเดือนก็เลยไม่คุยกันเลย และพี่พิมก็อันฟอโล่แก้วกับน้ำหวาน แรงมาก

พิม : ในมุมพิม พิมต้องไปฮีลใจกับตัวเองก่อน แล้วที่เราเลือกอันฟอลโล่ เพราะเราไม่อยากเห็นเค้าโผล่ขึ้นมา มันทำให้นึกถึงคำพูดที่เขาพูด งั้นขอเบรค พิมเบรคจริงๆ เรื่องนี้มันใหญ่ที่สุดสำหรับพิม

แก้ว : หวานพิมมาบอกแก้วว่า มึงอันฟอลโล่ด้วยนะ

น้ำหวาน : เพราะในสตอรี่ เค้าต้องหมายถึงเราแน่ๆ ก็เลยแคปให้ดู หวานก็บอกว่าถ้าเรายังมีปัญหาตรงนี้กันอยู่ หวานก็ไม่อยากเห็นเหมือนกัน เราก็เลยอัลฟอลโล่ ซึ่งข้อความในสตอรี่ เราก็ไม่อยากตีความว่าเป็นเรา แต่พออ่าน แล้วตีความมันก็คือเรา

แก้ว : แต่เบื้องหลังแก้วก็คุยกับผู้จัดการอยู่แล้วว่า ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้าเราเจอกัน เราได้คุยกัน เราก็ได้เคลียร์กัน แล้วทุกอย่างความรู้สึกดีๆ มันก็จะกลับมาเหมือนเดิม และมันก็เป็นจริงๆค่ะ

น้ำหวาน : ตอนแรกเราก็คิดว่ามันเป็นข่าวหรือเปล่า แต่พอเราได้มาคุยกันสามคนพร้อมกัน ก็เป็นเหมือนที่แก้วพูดความรู้สึกดีๆ มันก็กลับมาเหมือนเดิม

โมเมนต์ที่จะต้องกลับมานั่งเคลียร์กันเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าต้องเสียน้ำตา?

พิมพ์ : วันนั้นที่ต้องเจอกัน คือต้องมาซ้อมวงเลย ก่อนหน้านั้นที่เราอึนๆ เรายังไม่ได้เคลียร์กัน แต่ต้องซ้อมวงเลย พิมยอมรับว่าเราต้องฮึบ เพราะว่ามันต้องมีสิ่งอื่นที่เราต้องรับผิดชอบมากกว่า ก็เลยคุยว่าเดี๋ยวเราไปกินข้าวกันต่อ

น้ำหวาน : ต่างคนก็ต่างเขิน แต่ทุกอย่างมันก็พยามไม่ให้ผิดปกติ ความสัมพันธ์ของซาซ่ามันเป็นแฟน แต่เวลามานั่งคุยกัน มันก็ต้องมีเปิดใจ ต้องมาพูดคุยกัน เพราะทั้งหมดทั้งมวลคือเราไม่ได้มานั่งนินทากัน เรามาเปิดใจคุยกันตรงๆ เราไม่กลัวว่าที่เราจะต้องมาพูดคำว่าขอโทษ ใครทำอะไรผิดก็ยอมรับ บางทีขอโทษ จนบอกว่าฟังให้จบก่อน 

แล้วแก้ว ไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกา 11 ปี ชีวิตเป็นยังไงบ้าง? 

แก้ว : ก็ไม่ได้มานั่งสัมภาษณ์แบบนี้นานมาก คือเราไปอยู่ที่นี่เราก็เป็น Personal Trainer เทรนลูกค้าแบบส่วนตัว ก็เป็นส่วนใหญ่ แรกๆ เราก็ไปออดิชั่น ทำโฆษณา ถ่ายโฆษณานิดหน่อย ซึ่งมันยากเวลาเราไปอยู่ตรงนั้น มันเหมือนว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่ เราก็ต้องรอว่าเค้าจะเลือกใคร เราก็ต้องไปแคสเป็นสิบๆ งาน ได้บ้างหรือไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แล้วเค้าก็ไม่บอกเราหรอกว่าไม่ได้เพราะอะไร มันก็ท้อเหมือนกัน คือในช่วงสามปีแรก พูดตามตรงว่าลำบาก แต่มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ชีวิตเราได้มีความถ่อมตัว สร้างชีวิตตัวเองขึ้นมาใหม่ ก็คือถ้าเราอยู่เมืองไทย เราคงไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะว่าเราร้องเพลงตั้งแต่ 15 เข้าแกรมมี่ตั้งแต่อายุ 13 อะไรที่มันผ่านเข้ามาในตอนนั้นมันค่อนข้างที่จะได้มาง่าย แต่พอเราเอาชีวิตออกจากการเป็นนักร้อง แล้วเราไปอยู่ที่โน่น เราเลยคิดว่าที่ผ่านมาเราโชคดีมากเรามีเพื่อนเพื่อนเรามีครอบครัวที่คอยสนับสนุน 

ถัดมาที่คุณพิม เห็นเพิ่งไปยกหน้ามาใหม่ แต่ก็เสียใจเพราะโดนทักว่าอะไรนะ?

พิม : โดนทักมาว่าทำไมเหมือนเดิม ทำไมมัน ไม่สวยขึ้น หรือว่ามันดีขึ้น แต่ว่าเราก็บอกหมอไปว่าเอาแบบไม่เปลี่ยนมาก เพราะว่ามันเจ็บมาก เจ็บเหมือนโดนรถบรรทุกทับ แต่ทำไมมันไม่เปลี่ยน ซึ่งเราก็ไปดึงหน้ามา ถามว่าเรานอยด์ไหม มันก็นอยด์นิดนึง 

และอีกเรื่องหนึ่งที่ขออัพเดทคือเรื่องการเป็นมะเร็ง ที่ตอนนี้คืออาการเป็นยังไงบ้าง?

พิม : ตอนนี้ผ่านมา 10 ปีแล้ว และเราก็ไม่ได้ไปตรวจมาสองปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราเจอคุณหมอมาโดยตลอด แล้วพอได้ยินว่ามันตรวจไม่เจอแล้ว เราอยากจะเบรคการเจอคุณหมอ เบรคการเจาะเลือด แต่ว่ามาปีนี้ต้องไปเช็คแล้ว อย่างก่อนหน้านี้ที่พอเราเจอ เราโชคดีที่เราเจอเร็ว เราก็รักษาได้เร็ว มันก็มีโอกาสได้มากขึ้น พอเราคุยกับคุณหมอ ความเครียดมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งเครียดมะเร็งมันยิ่งชอบ อยู่กับมันแบบมีความสุข อยู่กับแบบเข้าใจ 

แก้ว : บอกแล้วไว ว่าอย่าเครียด

พิม : ก็เครียดเพราะพวกเธอไง(หัวเราะ) 

ถัดมาที่น้ำหวาน เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล?

น้ำหวาน : คือเป็นโรคเวรโรคกรรม(หัวเราะ)  ปวดไมเกรน คือมันจะปวดเป็นประจำ และมันในช่วงของกลางปี มันจะปวดหนัก ก็เลยต้องหาวิธีรักษา แบบจริงจังในปีนี้แล้ว เรายังบอกคุณหมอเลยว่าให้ฉีดอะไรมาก็ได้ให้มันหายปวด 

ย้อนกลับไปก็ยังมีประสบการณ์ชวนหลอน  ซาซ่าเจอผีกุมารหลอก?

พิม : อันนี้เจอที่เชียงใหม่ ตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก แล้วเมื่อก่อนเราไปไหนเราต้องนอนห้องเดียวกัน หวานต้องนอนตรงกลาง เพราะว่าหวานกลัวผีมาก และเราอยู่ที่โรงแรมที่เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดที่มีผีดุมาก คือตอนนั้น พิมกับแก้วก็ยังไม่นอน แต่ก็ปิดไฟแล้วนะ สักพักเราก็ได้ยินเสียงกระดิ่งข้อเท้า ซึ่งเราจินตนาการว่าเหมือนเด็กกำลังเดินอยู่ในห้องเรา ส่วนแก้วได้ยินเสียงเหมือนคนคุ้ยถุง สักพักนึงเราก็ถามแก้วว่าได้ยินไหม แก้วบอกว่าให้เงียบ อย่าพูด ก็บอกว่าให้หลับเลย 

สถานะหัวใจเป็นยังไงบ้าง ?

พิม : โสดค่ะ โสดร้อยเปอร์เซ็นต์ โสดมาก ตั้งใจอยากจะโสด ซึ่งเราไม่ได้ปิด แต่แค่เราตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตแบบนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยโสด หมายถึงว่าเรามีคนคุยมาโดยตลอด แต่พอเราได้โสด พอผ่านช่วงโควิดมา เรารู้สึกว่า เราชอบเอาความสุขไปฝากไว้ที่คนอื่น เพราะสุดท้ายแล้วเราก็เฮิร์ท เราก็เลยคิดว่าเราจะลองมีความสุขด้วยตัวเอง อยู่กับตัวเองให้เป็นจริงๆ แล้วมันก็ทำได้ ก็ห่วงพื้นที่ส่วนของเรา

น้ำหวาน : ณ ปัจจุบันเรามีความรักที่ดีแล้วก็มีความสบายใจ มีคนคุยแล้ว เค้าก็เป็นคนนิสัยดี ที่ทำให้ตัวเราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีในวันนี้ ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนในวงการ เราก็ให้เค้าอยู่ในพื้นที่ของเขา 

แก้ว : สะบักสะบอม เวลาที่เราคบกันนานนาน บางทีมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าสมมุติเรามองอนาคตของเราไม่เหมือนกัน ตอนนี้ก็ต้องมาถามตัวเองว่าเราสองคนต้องการอะไร ห่างกันสักพักนึง ลองดูว่าเราจะอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ไหม ตอนนี้มีเพื่อนๆ ดูแล มีครอบครัวดูแล ก็โอเค ซึ่งเราก็ยังไม่กำหนดเวลาว่ามันจะต้องดูแลตัวเองไปเท่าไหร่ เรารู้สึกว่าเราดูแลเขามานานแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าขอดูแลตัวเองบ้าง 

คำถามสุดท้ายแล้วตอนนี้ผ่านมา 30 ปีแล้วมีความในใจของกันและกันยังไงบ้าง ?

แก้ว : ไอเลิฟยู

พิม : สิ่งที่เราย้ำมาโดยตลอดว่าพวกเราสามคนรักกัน

แก้ว : ซึ่งเราเข้าใจอยู่ตลอดว่าคนหนึ่งขี้งอน คนหนึ่งดื้อ อีกคนไม่ใส่ใจ เราก็พร้อมเสมอที่จะปรับตัวเข้าหากัน 

Leave a comment