วินาศกรรมวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน โจรใต้บึ้ม11จุด3จว. นราธิวาสงัดกฎอัยการศึก

วินาศกรรมวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน  โจรใต้บึ้ม11จุด3จว.  นราธิวาสงัดกฎอัยการศึก

วินาศกรรมวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน โจรใต้บึ้ม11จุด3จว. นราธิวาสงัดกฎอัยการศึก

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วินาศกรรมวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน โจรใต้บึ้ม11จุด3จว. นราธิวาสงัดกฎอัยการศึก สั่ง‘เคอร์ฟิว’3ทุ่มถึงตี5 ‘ยะลา’วอด4จุด-ปัตตานี2 ‘หนู’ยันไม่ใช่ก่อการร้าย

โจรใต้บึ้มป่วน 3 จว.ชายแดนใต้ “นราฯ-ยะลา-ปัตตานี” คืนเดียว 11 จุดมุ่งเผาปั๊มน้ำมัน-ร้านสะดวกซื้อตำรวจเจ็บ 1 นาย มทภ.4 สั่งยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุด งัดกฎอัยการศึกคุมเข้มทั้งจ.นราธิวาส เคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้าน 21.00-05.00 น. ตรวจสอบเบื้องต้นพฤติการณ์คนร้ายคล้ายกัน มาเป็นกลุ่ม อาวุธครบมือใช้รถจยย.บุกเข้าก่อเหตุ “กลาโหม-ทบ.”ประณามไร้มนุษยธรรม-จงใจใช้ความรุนแรงทำผิดกม. ด้านนายกฯเผยได้รับรายงานแล้ว ชี้ไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ส่งสัญญาณรับเลือกตั้งท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 11 มกราคม เพจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รายงานว่า กลางดึกวันที่ 10 มกราคม 2569 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและลอบวางระเบิดหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งจ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลารวม 11 จุดส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ดังนี้

ป่วนใต้3จว.11จุดมุ่งเป้าปั้ม-ร้านสะดวกซื้อ

โดยเหตุเกิดเวลา 01.00 น. (11 มกราคม)ที่ผ่านมา มีระเบิดในปั๊มน้ำมันพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 5 แห่งคือปั๊มน้ำมัน ปตท. เจาะไอร้อง ปตท. ดุซงญอ เพลิงไหม้เสียหาย ปตท. ปาเสมัส โกลก ปตท. แว้ง ปตท. ตันหยงมัส และหน้า มว.นปพ.33 (หมวดเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน) อ.สุไหงโก-ลกอีก 1 แห่ง มีรายงานตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ส่วนจ.ปัตตานี 2จุด ได้แก่ ปตท. กะพ้อและปตท. บานา และที่จ.ยะลา 3 จุด ได้แก่ 1.ปตท. ดามากาบัง 2.ปตท. ทางเข้าเมืองยะลา 3.ปตท. บูเกะคละ รามัน รวมถึงบริเวณหน้า มว.นปพ.33 (หมวดเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน) อ.สุไหงโก-ลกอีก 1 แห่ง

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาฯ จังหวัดนราธิวาส รายงานสรุปสถานการณ์เพิ่มเติมว่า คนร้ายไม่ทราบชื่อพร้อมอาวุธปืน ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อ ได้รับความเสียหาย 5จุดในจ.นราธิวาทคือ 1.ในอ.เจาะไอร้อง เวลา 00.45 น. คนร้าย 4-5 คน พร้อมอาวุธปืนยาว ลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ และลอบวางระเบิดที่หัวจ่ายน้ำมันได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านโคก ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ไม่มีผู้บาดเจ็บ 2.อ.สุไหงโก-ลกเวลา 01.05น. คนร้าย 10 คน พร้อมอาวุธปืนยาว ลอบวางระเบิด 3 ลูก บริเวณรถขนน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และตู้จ่ายน้ำมันได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาปาเสมัส หมู่

3 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ3.อ.ระแงะเวลา 01.15 น. คนร้าย 4-5 คน ลอบวางระเบิดและวางเพลิง ปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาตันหยงมัส หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และเป็นเหตุให้ ร.ต.อ.ประสิทธิ์ บำรุง รอง สว. (ป.) สภ.ระแงะ บบาดเจ็บ มีบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่แขนขวา ถูกนำตัวส่งรักษาที่รพ.ระแงะ4.อ.จะแนะเวลา 01.29 น. ได้มีคนร้ายไม่ทราบชื่อ จำนวน 20 คน พร้อมพกพาอาวุธปืนยาว ลอบวางระเบิดร้านสะดวกซื้อ และหัวจ่ายน้ำมัน ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาดุซงญอ ต.ดุงซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5.อ.แว้งเวลา 01.29 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาแว้ง หมู่ 6 ต.ปาลุกา อ.แว้ง จ.นราธิวาสไม่มีผู้บาดเจ็บ

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุระเบิด-วางเพลิงในจ.ยะลา 4 จุดไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต โดยเวลาประมาณ 01.14 น. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลารายงานว่าเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ลอบวางระเบิดและลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน รวมถึงร้านสะดวกซื้อในจังหวัดยะลา 4 จุด ประกอบด้วย 1.ปั๊มน้ำมัน ปตท. พื้นที่บ้านบันนังดามา อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา2.ปั๊มน้ำมัน ปตท.บันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา 3.ปั๊มน้ำมัน ปตท.บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา-รามัน ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา4.ปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) ขาเข้าตัวเมืองยะลาตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวด

นราธิวาสงัดกฎอัยการศึกคุมเข้มทั้งจว.

หลังเกิดเหตุหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ออกประกาศฉบับที่ 29/2569 เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากยังเกิดเหตุไม่สงบต่อเนื่อง ทั้งเหตุลอบวางระเบิดและการก่อความรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ต้องยกระดับการควบคุมพื้นที่ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ประกาศระบุว่า การบังคับใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดนราธิวาสครอบคลุมทุกอำเภอ เป็นไปตามประกาศและพระบรมราชโองการก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

เคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้าน21.00-05.00น.

ทั้งนี้ สาระสำคัญของมาตรการประกอบด้วยการเพิ่มความเข้มงวดบริเวณจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยควบคุมการเข้า–ออกของยานพาหนะทุกประเภท การเดินทางของประชาชน และการค้าขายสินค้าทุกชนิด ทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมกันนี้ มีการประกาศ ห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ระหว่างเวลา 21.00–05.00 น. เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ ด้านการปฏิบัติการ หน่วยงานทหารในพื้นที่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการด้านยุทธการ การตรวจค้น การห้าม และมาตรการด้านความมั่นคง ตามมาตรา 6, 8, 9 และ 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 รวมถึงอำนาจอื่นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ เพื่อยุติความรุนแรงและสร้างความสงบเรียบร้อยขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนถูกกำชับให้สนับสนุนการทำงานของฝ่ายทหารอย่างใกล้ชิด ส่วนประชาชนในพื้นที่ขอให้ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ ประกาศดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

นายกฯรับรายงานแล้วชี้ไม่ใช่ก่อการร้าย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รับทราบรายงานแล้ว ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งฝ่ายความมั่นคง ประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณให้สอดรับกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งหวังก่อการร้าย แต่เราต้องกำชับไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ โดยประสานกองทัพภาคที่ 4 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ให้เข้าไปแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องถึงขั้นเรียกฝ่ายความมั่นคงมาประชุมด่วนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังเป็นเพียงหารือระหว่างผู้รับผิดชอบเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดนั้น ตอนนี้นิ่งสงบดีแล้ว ประชาชนที่อพยพออกมาเป็นเวลาเกือบ 20 วัน ได้กลับบ้านตั้งแต่ช่วงปีใหม่ หลังจากนั้นเหตุการณ์อยู่ในภาวะคงที่ ไม่มีสิ่งบอกเหตุรุนแรงขึ้นใดๆ ที่จะเกิดเหตุสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก แต่ไทยไม่ประมาท มีการเตรียมความพร้อมตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดเวลา และควบคุมสถานการณ์ตลอดแนวชายแดน

มทภ.4สั่งยกระดับความปลอดภัยสูงสุด

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมกล่าวในเรื่องนี้ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวขอให้ประชาชนมั่นใจ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เข้าควบคุมพื้นที่ทันที สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด

ขณะที่พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) สั่งการยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุด พร้อมเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อติดตามความคืบหน้า เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น และขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวังในการเดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงช่วยเป็นหูเป็นตาในการจดจำบุคคลและสังเกตวัตถุต้องสงสัยที่อาจถูกวางทิ้งไว้ในสถานที่ต่างๆ พร้อมแจ้งเบาะแสที่อาจเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติ โทร.1341 สายด่วน กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า และ 1374 สายด่วน กอ.รมน. โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมงกอ.รมน.พร้อมบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงในพื้นที่

ตั้งด่านสกัด-ตรวจเข้มชายแดนทุกจุด

ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 418 เส้นทางรอยต่อระหว่าง จังหวัดปัตตานี กับ จังหวัดยะลา พื้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อม พลตรี อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่ติดตามเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงกลางดึกวันที่ 11 มกราคม ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง (ปั๊มน้ำมัน ปตท.) รวมทั้งสิ้น 11 จุด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา 4 จุด, จังหวัดปัตตานี 2 จุด และจังหวัดนราธิวาส 5 จุด โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุมีเจตนาทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อาทิ สถานีบริการน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อ มุ่งสร้างความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่

พลโทนรธิปเผยความคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันว่า ได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยทุกจุดให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุ รวมถึงจุดตรวจจุดสกัดให้ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยกองร้อยป้องกันชายแดนปิดช่องทางเข้าและออกตลอดแนวชายแดนทั้งหมด เว้นจุดผ่านแดนถาวร โดยบูรณาการศุลกากรและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพิ่มมาตรการตรวจเข้มบุคคลเข้าและออก ส่วนการก่อเหตุที่ขยายวงกว้างมายังพื้นที่เศรษฐกิจนั้น ได้หารือร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อเพิ่มมาตรการเข้มงวดสูงสุด เนื่องจากเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

พฤติกรรมก่อเหตุคล้ายกันขยายผลล่าตัว

“สำหรับพฤติกรรมก่อเหตุที่มีลักษณะคล้ายกันเกือบทุกจุด ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ความเชื่อมโยง ทั้งประเด็นการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้ง การเมืองระดับชาติ หรือข่มขู่ประชาชน ซึ่งยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง”พลโทนรธิปกล่าว

ด้านกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา รายงานว่าเหตุดังกล่าวส่งผลให้ทรัพย์สินเสียหาย เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย และอยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด

กลาโหม’แถลงการณ์ประณามก่อวินาศกรรม

วันเดียวกัน เพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมโพสต์ข้อความระบุ แถลงการณ์ กระทรวงกลาโหม ประณามการก่อวินาศกรรม ด้วยการลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมันหลายแห่ง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 จุด ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 11 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการก่อวินาศกรรมรุนแรงหลายพื้นที่พร้อมกันนั้น กระทรวงกลาโหมขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม จงใจละเมิดกฎหมาย และมุ่งสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบสาธารณูปโภค และความมั่นคงของประเทศ เป็นการบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างร้ายแรง

การก่อเหตุในลักษณะโจมตีพื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่อาจอ้างเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด ๆ มาสร้างความชอบธรรมได้ และขัดต่อหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากลอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา และไม่อาจยอมรับได้ในสังคมอารยะ ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนการดำเนินการทุกมาตรการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงกลาโหมโดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อควบคุมสถานการณ์ในทันที ดูแลความปลอดภัยของประชาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองและกระบวนการยุติธรรมโดยด่วนต่อไป

ในการนี้ กระทรวงกลาโหมขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ให้การปกปิด พักพิง สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือใด ๆ แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และคืนควสมสงบสุขสู่สังคมโดยเร็ว รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมจะไม่ยอมให้การใช้ความรุนแรงมากำหนดอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะเดินหน้าปกป้องชีวิตประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อย และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ด้วยกฎหมาย ความยุติธรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ทบ.ประณามไร้มนุษยธรรมใช้รุนแรง

เช่นเดียวกับ กองทัพบก (ทบ.) ออกมาประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ถือเป็นการมุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่ โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสนับสนุนหน่วยที่เกี่ยวข้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นการด่วน พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่จงใจละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไร้มนุษยธรรม และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างกว้างขวาง

“พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนาใช้ความรุนแรงซึ่งขัดกับหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากล ยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ใช่ทางออกของปัญหาและไม่อาจยอมรับได้ การกระทำนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่เป็นการเจตนาทำผิดกฎหมายที่ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมใดๆได้ จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ โดยหลีกเลี่ยงการสนับสนุนทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่แจ้งเบาะแสเพื่อติดตามจับกุมผู้ทำผิดมาดำเนินคดี”โฆษกกองทัพบกกล่าว

‘พิพัฒน์’ลงพื้นที่ยันรบ.เยียวยา100%

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (คบฉ.) และรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ติดตามเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท.บานา ในอำเภอเมืองปัตตานี หนึ่งในหลายจุดเกิดเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่ ปตท.บานา โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่ปั๊มน้ำมันเสียหายพอสมควรขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุ ส่วนการเยียวยาทางจังหวัดและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะดูแลผู้เสียหาย 100%ดังนั้นขอให้ผู้เสียหายสบายใจเรื่องนี้ พร้อมขอให้กำลังใจผู้เสียหายให้สู้ต่อ

วอนคนมีอุดมการณ์ไม่ตรงกันมาเจรจา

ส่วนจะประณามผู้ก่อเหตุหรือไม่ รองนายกฯพิพัฒน์กล่าวว่า อยากขอร้องดีกว่าเพราะเหตุการณ์ต่างๆ ทางผู้ประกอบการเสียหาย ถ้าเป็นไปได้ฝากถึงพี่ๆน้องๆเพื่อนๆว่ามีอะไรให้มาเจรจากับรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเจรจาหารือ ย้ำว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือการเจรจาพูดคุยทุกฝ่ายถึงปัญหาเพื่อให้ได้ข้อยุติ ขอความกรุณาเพื่อนๆที่อาจมีอุดมการณ์ไม่ตรงกันสามารถส่งจดหมายหรือประสานมายังรัฐบาลได้ เพราะนายกฯหรือผมก็พร้อมมานั่งพูดคุยกับทุกฝ่าย เพราะเราเป็นรัฐบาลที่เปิดกว้าง เราต้องการความสงบสิ่งต่างๆที่เป็นความผิดพลาดในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา อยากให้ทุกฝ่ายมานั่งพูดคุยเจรจากันเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด ตามเป้าหมายที่ฝ้ายต้องการ และย้ำว่าความสงบเรียบร้อยเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ช่วยกันทำพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของเราให้ เศรษฐกิจดีขึ้นและเกิดความเจริญยิ่งขึ้น

ผบ.ตร.สั่งล่าตัวคนร้าย-ยกระดับรปภ.ทุกมิติ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการด่วนให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ด้านความมั่นคง) ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ผบ.ศปก.ตร.สน.) และ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เร่งตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนเหตุกลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิด วางเพลิง ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน รวม 11 แห่ง ในจ.ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เบื้องต้นเป็นเหตุให้มีประชาชนและตำรวจบาดเจ็บ 4 ราย

“ผบ.ตร. กำชับให้ติดตามกลุ่มคนร้ายก่อความไม่สงบมาดำเนินคดีโดยเร็ว ย้ำให้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ โดยรับรายงานเบื้องต้นว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ สร้างสถานการณ์ความรุนแรงในคืนก่อนเลือกตั้ง อบต. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การสืบสวนสอบสวนมีความคืบหน้าในหลายจุด”โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุ และย้ำให้ตำรวจทุกหน่วยในพื้นที่ ทั้งตำรวจภูธรจังหวัด และตำรวจตระเวนชายแดน สืบสวนติดตามการข่าวอย่างเข้มข้น ยกระดับดับมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ รักษาความสงบในพื้นที่ ส่วนร.ต.อ.ประสิทธิ์ บำรุง รอง สวป.สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่เข้าไปตรวจสอบเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน สาขาตันหยงมัส ในพื้นที่ สภ.ระแงะ ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ สั่งการให้ดูแลด้านการรักษาพยาบาล และดูแลสวัสดิการอย่างเต็มที่.

Leave a comment