
ฮือฮา‘ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์’ แท็กทีมช่วย‘ภท.’ ควง‘หนู’เดินตลาดหาเสียง
วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ฮือฮา‘ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์’ แท็กทีมช่วย‘ภท.’ ควง‘หนู’เดินตลาดหาเสียง ชาวบ้านเชื่อถือมั่นใจในฝีมือ ปชน.แฉไอ้โม่งตุนกระสุนอื้อ
เดินเครื่องเต็มสูบแล้ว “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย ประกบ “เสี่ยหนู” ลงพื้นที่หาเสียงตลาดแทบแตก “อนุทิน”ฟุ้งรู้สึกได้ชัดเจนประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” “พิพัฒน์” ขุนพลสายใต้ค่ายสีน้ำเงิน งง มาร์ค ปชป.ขอจูบปาก เพื่อไทย-ประชาชน เขย่าความรู้สึกคนใต้ ด้านพรรคส้ม แฉธนบัตร ถูกเบิก สะพัด 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 160,816 ล้านบาท
เมื่อเช้าวันที่ 11 มกราคม ที่สวนลุมพินี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ลงหาเสียงช่วยผู้สมัครสส.กทม.พรรคภูมิใจไทยได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม และมีความหวังว่าคนเหล่านี้จะได้กลับไปเป็นรัฐมนตรีรับใช้บ้านเมืองอีกหน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือว่าบรรยากาศดีได้พูดคุยกับผู้ที่มาออกกำลังกายตอนเช้าทั้งผู้สูงวัย และไม่สูงวัย ถือว่าเป็นการมาช่วยสนับสนุนผู้สมัคร
ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เดินช่วยหาเสียง และได้พูดคุยพบปะกับพี่น้องประชาชนที่มาออกกำลังกายที่สวนลุมพินี รู้สึกดีที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ที่สำคัญที่สุดคือเห็นรอยยิ้มของทุกคนที่มาออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ หากประชาชนมีรอยยิ้มมีความสุขมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็จะทำให้ประเทศของเราเดินไปข้างหน้าได้ และทุกคนทุกช่วงวัยก็จะมีความหวัง
เดินหน้าเศรษฐกิจ10พลัส
ด้าน นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงครั้งแรก รู้สึกดีใจที่ได้มาเจอกับคุณลุงคุณป้าอาเจ็กน้องๆหลานๆ ที่มาวิ่งออกกำลังกาย นอกจากได้เจอรอยยิ้มแล้ว สิ่งสำคัญคือได้ฟังความเห็น ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย คือ เศรษฐกิจ 10 พลัส ทั้งเศรษฐกิจสีเขียวพลัส สูงวัยพลัส ซึ่งรับฟังความเห็นจากหลายท่านบอกว่าชอบคนละครึ่งพลัส และบอกว่าครั้งหน้าให้ลงทะเบียนง่ายๆ ส่วนสูงวัยพลัสกฌได้เคล็ดลับอาเจ็กหลายคนแนะนำให้ยิ้มเยอะๆ ใครด่าใครชมก็ให้ยิ้ม สงสัยต้องเอาไปคิดนโยบายเศรษฐกิจยิ้มเยอะๆ ทำให้นางศุภจี พูดขึ้นมาว่า “สงสัยต้องมีสไมล์พลัส”สิ่งสำคัญคือเศรษฐกิจสีเขียว พอได้มาฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัยในครั้งนี้ ถือว่าได้ประโยชน์เยอะมาก ช่วยทำให้นโยบายชัดขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับจากการลงพื้นที่สวนลุมพินีวันนี้ ว่าหลายคนบอกว่าดีใจ และขอให้ช่วย ขอบคุณที่พวกเราทุกคนได้มาช่วยประเทศ อยากให้ช่วยนานๆ เราก็บอกว่าเราเต็มที่เพราะอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น อยากให้เศรษฐกิจของประเทศคึกคักคนมีความสุข ที่สำคัญคือการเห็นรอยยิ้ม และเห็นคนสุขภาพแข็งแรง เราก็ดีใจที่คนตอบรับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำพลัส ซึ่งทุกคนไว้เนื้อเชื่อใจ จึงรู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี
“อนุทิน”หนูลุยตลาดอตก.
ต่อมาเวลา นายสีหศักดิ์ นางศุภจี นายเอกนิติ เดินทางไปที่ตลาดอตก.เขตจตุจักร สมทบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย
ร่วมกันหาเสียงกับพ่อค้าแม่ค้า
โดยการลงพื้นที่หาเสียงครั้งนี้ของนายอนุทิน และคณะทีมเศรษฐกิจ ได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด อ.ต.ก.เป็นอันมากโดยระหว่างเดินช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียง ได้มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปตลอดทาง ช่วงหนึ่งมีประชาชนรายหนึ่งบอกว่า ได้ถ่ายรูปกับนายกฯแล้วรู้สึกขนลุก พร้อมกับพูดได้ว่า เบอร์ 37 ๆ ขณะที่นายอนุทินยิ้มรับพร้อมกล่าวทันทีว่า “ได้ยินแล้วรู้สึกอิ่ม”
ขณะที่ แม่ค้าในตลาดบางส่วนตะโกนว่า “นายกฯคะหนูยังไม่ได้ 2,000 เลยค่ะ คราวที่แล้วลงทะเบียนไม่ทัน เขาบอกว่าให้รอหลังปีใหม่จะได้ ซึ่งนโยบายคนละครึ่งดีมากค่ะ” นายเอกนิติ จึงตอบว่า “เดี๋ยวจะรวมโครงการมานะครับ” ทำให้ประชาชนตอบกลับว่า “เลือกเลยค่ะ”
นอกจากนี้ แม่ค้าในตลาดส่วนใหญ่ที่ได้เจอกับนางศุภจี ได้บอกว่า ดีใจที่ได้เจอ พร้อมกับเข้ามาห้อมล้อมขอถ่ายภาพตลอดทางเดิน โดยมีรายหนึ่งบอกว่า “ชอบก็เพราะคุณศุภจี เลือกก็เพราะคุณศุภจี เพราะคุณศุภจีเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก จะเป็นกำลังใจให้”ทั้งนี้ นายอนุทิน และคณะ ยังได้ซื้อน้ำมะนาวพันธุ์น้ำหอมกิน โดยบอกว่า รสชาติอร่อย ไม่หวาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเดินหาเสียงที่ตลาด อ.ต.ก.เสร็จสิ้น นายอนุทิน และคณะยังได้ถือโอกาสรับประทานอาหาร กลางวันที่ตลาด อ.ต.ก.ด้วย
ย้อนเพื่อไทยทำอะไรได้บ้าง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังลงพื้นที่หาเสียงพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนว่า รู้สึกอย่างชัดเจนว่าประชาชนให้ความเชื่อมั่น และชื่นชมในสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำให้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆที่ผ่านมา และขออย่าดูว่าพรรคภูมิใจไทยมีเพียงโครงการคนละครึ่งพลัส แน่นอนว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เดินตามตลาดตามร้านค้าทุกคนชื่นชม และขอให้มีอีก ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ถ้าไม่ต้องประสบเหตุยุบสภาก่อนขณะนี้คงมีเฟส 2 เรียบร้อยแล้วเชื่อว่าเป็นโครงการที่ดี ประชาชนจะให้โอกาสเราได้กลับไปทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 แต่พรรคภูมิใจไทยยังมีนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆด้วย ทั้งเศรษฐกิจชุมชนพลัส การยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ยกระดับผู้สูงวัย การเปิดโอกาสช่องทางสร้างรายได้ทุกช่วงวัย
เมื่อถามว่า กังวลนโยบายรัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 ของพรรคเพื่อไทย ว่าจะบลัฟนโยบายของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนละครึ่งคือ 50 : 50 แต่ของพรรคภูมิใจไทยพลัสเยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้แน่นอน ส่วนอะไรที่เกินจากนี้ต้องไปดูในอดีตที่ผ่านมาว่าพูดแล้วทำได้หรือไม่ พรรคภูมิใจไทยอะไรที่พูดแล้วต้องทำได้ จึงเป็นที่มาของความเชื่อถือต่างๆนานา ที่เกิดขึ้นโดยพี่น้องประชาชน เราต้องดูเรื่องของวินัยการเงินการคลังด้วย เมื่อถามว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้คนกทม. มีความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย เพราะที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีสส.ในเมืองหลวง นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยเติมเต็มด้านบุคลากร เราเอาคนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานตรงสาขาอาชีพ ตรงกับประสบการณ์ และให้อำนาจเต็มที่ในการทำงาน และการตัดสินใจ
มั่นใจในบุคลากรของพรรค
เมื่อถามว่า แสดงว่ามั่นใจในการเลือกบุคลากร ที่ชูในการหาเสียง ว่าจะทำให้คนกทม. เลือกพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องมีหน้าที่นำเสนอ แต่จะบอกว่ามั่นใจว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ เรามีหน้าที่นำเสนอให้ประชาชนพิจารณา ส่วนจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น นี่คือวิธีการทำงานของพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด การที่เราให้เกียรติพี่น้องประชาชน ให้เกียรติโหวตเตอร์ของเรา ทำให้พรรคภูมิใจไทยเจริญเติบโตมีจำนวนสส. เพิ่มทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เราจึงเน้นการนำเสนอว่าจะทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชน ดีกว่าที่จะมานั่งบอกว่ามั่นใจ กลัวหรือไม่กลัว หรือพูดว่าเราได้ 200 แบบนั้นทำไมเราไม่ทำให้ได้ 500 แน่ๆไปเลย ซึ่งไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดแบบนั้น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน เมื่อถามว่า ช่วงหลังการหาเสียงโค้งแรกโพลพรรคภูมิใจไทยแผ่วลง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนชอบคิดแบบผู้ชนะ ถ้าเกิด 15 แล้วเหลือ 13 กับ 0.6 ขึ้นมาเป็น 13ตนขอคิดแบบหลัง และคงต้องร้องโอ๊ย แค่นี้ก็เป็นบุญแล้ว เมื่อถามว่า เดินตลาดแล้วได้ยินประชาชนพูดว่าเบอร์ 37 แล้วนายกฯตอบกลับว่าอิ่มเลยหมายถึงอะไร นายอนุทินกล่าวว่า นี่คือปรากฏการณ์ที่เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นสำหรับพรรคภูมิใจไทย สมัยก่อนไม่มีแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้มี เชื่อว่าสิ่งที่พรรคได้นำเสนอ และผลงานที่เกิดขึ้นช่วงที่เราได้บริหารประเทศคงเป็นที่เชื่อมั่น และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ก็ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เราจะทำให้ดีที่สุด
ลุยตลาดนัดสวนจตุจักร
ต่อมานายอนุทิน และคณะ กทม. มาที่ตลาดนัดสวนจตุจักร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ระหว่างทางได้แวะทักทายบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงมีผู้มาขอถ่ายภาพกับนายอนุทินเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย นอกจากนี้ ยังมีการตะโกนเชียร์ พร้อมอวยพรให้นายอนุทินได้กลับมาเป็นนายกฯครั้งอีก
ทั้งนี้ ระหว่างเดินตลาด นายอนุทินได้ซื้อรองเท้าหนังสีดำ แบรนด์คนไทยทำเอง และได้สแกนจ่ายเงินเองจำนวน2,490 บาท พร้อมเปลี่ยนใส่เดินตลาดทันที นอกจากนี้ ยังได้ซื้อเสื้อเชิ๊ตลายดอก และกางเกงขาสั้น ก่อนจะถอดเสื้อคลุมพรรคภูมิใจไทย และเปลี่ยนมาใส่เสื้อลายดอกที่พึ่งซื้อแทน เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้น
จากนั้นน.ส.ธนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน ได้เดินทางมาสมทบ โดยได้ซื้อเสื้อลายเดียวกับนายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินและคณะแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้ใช้เวลาเดินตลาดจตุจักรนานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนจะเดินต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต ซึ่งระหว่างทางได้แวะถ่ายภาพกับป้ายหาเสียงหาโอกาสใหม่ ก่อนจะบอกว่า “ เดี๋ยวส่งไปให้พี่ตุ๋ม (นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่) ดู”
เมื่อถามว่า ถ่ายรูปป้ายพรรคโอกาสใหม่ เพราะจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันหรือไม่ นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะนำคณะนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อไปหาเสียงต่อยังสยามสแควร์วัน โดยเดินทางมาถึงสยามสแควร์วันในเวลา14.27น. ซึ่งนายอนุทิน ได้สวมเสื้อเชิ๊ตลายดอก นำคณะพรรคภูมิใจไทยเดินทักทายประชาชนในสยามสแควร์วัน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมาขอถ่ายรูปเซลฟี่
พิพัฒน์งง”ฟ้า”จูบปากแดง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนไม่ปิดประตูจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่าทางการเมืองทุกพรรคย่อมมีสิทธิกำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค ก็สามารถสะท้อนแนวคิดใหม่ได้ ซึ่งตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์
นายพิพัฒน์เชื่อว่า การเมืองช่วงใกล้โค้งสุดท้ายแต่ละพรรคต้องหาแนวทางที่จะทำการประสานเพื่อการจับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ พร้อมย้ำว่านี่เป็นความคิดส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย
ส่วนคาดว่ามุมมองคนใต้ต่อสมการการเมืองการจับมือระหว่างสีฟ้าและสีแดงเป็นอย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า สมการแดงฟ้าก็เป็นอีกมิติ เพราะในอดีตแดงกับฟ้าโอกาสที่จะจับกันแทบจะไม่มี แต่ในรัฐบาลก่อนพวกท่านและผู้นำพรรคสีฟ้าได้ร่วมรัฐบาลกับสีแดง ซึ่งก็มีการวิจารณ์มากมาย แต่ถ้าวันนี้ท่านจะหวนกลับไปจับมือกันใหม่ ส่วนตัวถือว่าเป็นมิติใหม่ พร้อมย้ำว่า ในอนาคตอันใกล้อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการที่จะจับมือกันในการตั้งรัฐบาล ส่วนสิ่งที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่เอาสีนู้นสีนี้นั้น มันกลายเป็นเพียงวาทกรรมใช่หรือไม่ ฉะนั้นก็ขอถามกลับไป แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการที่ผู้นำพรรคสีฟ้าในขณะนี้ หากไปจับมือกับพรรคสีแดง ตนก็คิดว่าคนใต้อาจจะไม่พอใจเท่าที่ควร แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสิทธิ
นายพิพัฒน์ยังยืนยันถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ 30 วัน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ว่า ส่วนตัวยังคงมั่นใจว่าจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด และประเมินจากการตอบรับของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยยังคงได้รับการตอบรับที่ดีและการตอบรับในครั้งนี้ก็ถือว่ากระแสการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 อย่างมากมาย และมั่นใจว่าพี่น้อง 14 จังหวัดภาคใต้ก็พร้อมที่จะเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นหลักในพื้นที่ภาคใต้… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
ปชป.ไปปราศรัยภูเก็ต
เวลา 10.00น.ที่สวนศรีภูวนาถ ต.วิชิต จ.ภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ประชาธิปัตย์ จังหวัดภูเก็ตภายใต้แคมเปญพรรคประชาธิปัตย์ “ทัวร์ทั่วไทย หายจน ยกทีมคนทำเป็น”
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จ.ภูเก็ต มีศักยภาพในการทำศูนย์กลางการเดินเรือ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้ เพราะไม่ได้จัดระบบ มีคนมาบอกนโยบายว่าสิ่งแรกเอาคนมาเที่ยวให้มาก แต่ประชาชนบอกว่าคนไม่ต้องมาเพิ่ม ให้นำเงินมาเพิ่ม เพราะคนมาเงินไม่มา และคนที่อยู่มานานเอาเงินออกไป เพราะไม่จัดระบบ สิ่งแรกต้องทำไม่ใช่การสร้างอาณาจักรของเขา ต้องให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์เพราะมาใช้ทรัพยากร หากจัดระบบไม่ได้ พึ่งแต่เอาคนเข้ามาเยอะ จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นได้ต้องควบคู่กัน ต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ จราจร เช่น เรื่องอุโมงค์ เปลี่ยนพรรคเปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยน และเมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่แน่ใจต้องเก็บเงินหรือไม่ ขณะที่ระบบขนส่งมวลชน จะเอาโมโนเรลหรือไม่ รถขนส่งไฟฟ้า แต่ทำไม่ได้ เพราะติดที่กระทรวงคมนาคม
ได้สส.มากพร้อมเป็นนายกฯ
“วันนี้อย่าพูดว่าจะทำเรื่องอะไร แล้วก็กลับไปเหมือนเดิม วันนี้บอกเลยว่าสิ่งที่คนภูเก็ตต้องการคืออะไร รัฐบาลให้คนภูเก็ตทำได้เอง เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ภูเก็ตมหานคร อย่าให้พรรคการเมืองทะเลาะ หรือ ยื้อกัน ขอให้คนภูเก็ตจัดการเอง วันนี้รอรัฐบาลที่ใจกว้างมอบอำนาจ และซื่อสัตย์ ที่ไม่ยอมปล่อยมาเนื่องจากตัวเองได้ผลประโยชน์ ซึ่งผม คุณกรณ์ ดร.การดี ไม่มีผลประโยชน์ พร้อมมอบอำนาจให้คนภูเก็ตจัดการด้วยตนเอง ซึ่งตามกฎหมายกระจายอำนาจสามารถเริ่มต้นได้โดยให้มีมติทดลองนำร่องกระจายอำนาจเพิ่มเติมโดยระบุพื้นที่ เช่น สัมปทานรถ ที่ จ.ภูเก็ต กระทรวงไม่ต้องยุ่งให้ท้องถิ่นจัดการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์หาคำตอบมาให้แล้ว หากอยากได้ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกเขต ให้เข้าไปในสภา และสิ่งแรกที่จะทำคือ ยกมือให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี
เดินหน้าปราบทุนเทา
ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ตอบคำถามจากประชาชนต่อเรื่องทุนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในพื้นที่ จนทำให้เกิดความกังวลรวมถึงปัญหาทุนเทา ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากไทยเทาที่รู้เห็นเป็นใจ อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องปฏิเสธทุนเทา ทุนเทาต้องหลีกไป แต่หากแบงก์เทามาล่ะ ซึ่งมีประชาชนกล่าวตอบว่า “เอา” ทำให้นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบว่า “ผมไม่ได้ว่าผิด แต่ไม่กาให้ มาใบเดียว ไม่เอา มาสองใบ ต้องเอาอีก แต่ห้ามทำผิดกฎหมาย หากมา 3 ใบ บอกว่าไม่ได้ ยังไงก็ไม่ชนะ เพราะกระแสอภิสิทธิ์มาแรงมาก เอาจนเขาหมด แต่บอกเขาว่าไม่เลือก ดังนั้นต้องปราบทุนเอา เอาเงินมาซื้ออำนาจ หากบอกเด็กเยาวชนว่า ทำดีแล้วได้ดี แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ เขาจะไม่เชื่อ ดังนั้นในวันที่ 8 ก.พ. ต้องมาช่วยเลือกตั้งเพื่อจะได้ตอบโจทย์ว่าทำอย่างไรให้บ้านเมืองสุจริต”
ทั้งนี้ ในตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้นำจดหมายจากประชาชนขึ้นมาอ่าน ข้อความว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้เป็นรัฐบาลอย่างเดียว เพราะจะช่วยเหลือประชาชนได้กว่าฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบว่า ดีที่สุดเลือกประชาธิปัตย์ให้ได้เกิน 250 เสียงเท่านั้น
ปชน.เปิดชื่อทีมบริหารรัฐบาลปชน.
ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชนจัดเวทีแถลงเปิดตัว “รัฐบาลประชาชน” เพื่อเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน เพื่อดำเนินการบริหารกระทรวงต่างๆ หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้มีการเปิดเผยข้อมูลของทีมบริหาร รวมถึงทีมที่ปรึกษา แบ่งออกตาม 4 ด้านหลัก ผ่านหนังสือซึ่งวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองนายกรัฐมนตรี นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, นายวรภพ วิริยะโรจน์, นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์, นายธีระ สุธีวรางกูร, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี นายรังสิมันต์ โรม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายมุนินทร์ พงศาปาน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ น.ส.ลลิตา หาญวงษ์ ที่ปรึกษา พล.อ.อ.ภูริทัต จันทร์แก้ว ที่ปรึกษา พล.ท.พงศกร รอดชมภู ที่ปรึกษาภายนอก
ด้านเศรษฐกิจ นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองนายกรัฐมนตรี นายพิศาล มาณวพัฒน์ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล นายเซีย จำปาทอง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร น.ส.มณิสรา บารมีชัย นายประมวล สุธีจารุวัฒน นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท ที่ปรึกษา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษา นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ด้านคุณภาพชีวิต นำโดย นายเดชรัต สุขกำเนิด รองนายกรัฐมนตรี นายอนุชาติ พวงสำลี นพ.บวรศม ลีระพันธ์ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ น.ส.ณัฐยา บุญภักดี นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี นายณรงเดช อุฬารกุล นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ น.ส.รชพร ชูช่วย ที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม
ต้องปรับเปลี่ยนบริหารประเทศใหม่
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ตนมีความภาคภูมิใจที่จะมาแนะนำทีมบริหารของรัฐบาลประชาชน ซึ่งทุกคนเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่วันนี้เราจะนำมาเปิดตัวและแสดงวิสัยทัศน์ หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราติดหล่มอยู่ภายใต้คำว่าประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเดิมรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัญหาใหม่ๆ ก็ถาโถมเข้ามาทุกวัน พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในทุกวันนี้คือเศรษฐกิจไทยที่ฉุดไม่ขึ้น อุตสาหกรรมเก่ากำลังถูกปล่อยให้ตายสนิท ในที่อุตสาหกรรมใหม่ ก็ไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ ผู้ประกอบการรายได้ของเรามองไม่เห็นอนาคต ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่สามารถแข่งขันกับโลกได้ เงินที่เราใช้จ่ายอยู่ในประเทศ แทนที่จะหมุนเวียนในมือของโรงงาน ผู้ประกอบการของไทย กลับไม่เป็นเช่นนั้น แต่กำลังไหลไปสู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกวัน
ในสถานการณ์ที่รุมเร้าเช่นนี้ การบริหารประเทศแบบเดิมๆ การจัดตั้งรัฐบาลเดิมๆ ไม่สามารถทำให้ประเทศก้าวไปตรงไหนได้อีกต่อไป
ปชน.แฉเบิกเงินล่วงหน้า1.6แสนล้าน
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ ”เงินสด 160,000 ล้านบาท ถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง“ มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆ มากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่ ผมเลยไปเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของแบงก์ชาติ แล้วสิ่งที่เห็นน่า ตกใจมาก ในขณะที่เราประกาศว่า ไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด cashless society จาก ก.ค. 2568 – พ.ย. 2568 ธนบัตรที่ “ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ” รวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะ ก.ย. 2568 เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท นี่คือตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่ “สูงที่สุดในประวัติศาสตร์” แม้อาจจะอ้างได้ว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่ถ้าเทียบ ‘ข้อมูลย้อนหลัง’หลายปี มันไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาล (Seasonal) แต่อย่างใด แล้วมันเกิดอะไรขึ้น คำถามที่ผมขอฝากไปถึง ปปง.และผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทย‘เงินสด’แสนกว่าล้านบาทนี้ ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไรในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประชาชนคนไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติแน่นอน แต่คือเงินที่สามารถซื้อเสียง ซื้อเครือข่าย และซื้ออำนาจรัฐได้ และแน่นอนเงินเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากทุนเทาที่ปล้นประชาชนมา
พระปกเกล้าฯเปิดดีเบต27ม.ค.นี้
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8ก.พ.นั้น สถาบันพระปกเกล้า เตรียมจัด“เวทีดีเบตแห่งชาติ” หรือ National Debate ณ ศูนย์ราชการฯ ถือเป็นเวทีดีเบตแรกและเวทีดีเบตเดียวที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐในกำกับรัฐสภา เพื่อยกระดับวัฒนธรรมการเมืองไทยและสร้างมาตรฐานใหม่ของการสื่อสารนโยบายต่อสาธารณะ ของว่าที่ผู้นำประเทศคนต่อไป มีผู้ตอบรับเข้าร่วมเวที แล้ว คือ 1.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย 2.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน 3.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ 4.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย 5.พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค เศรษฐกิจ และ 6. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพรรคกล้าธรรม