
‘เท้ง-อนุทิน’บี้สูสี กางผล‘นิด้าโพล’ยกแรก ‘อภิสิทธิ์’แซง‘ยศชนัน’ แก้ศก.ปากท้องตัวชี้ขาด
วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
นิด้าโพลเผยยกแรกปี’69 “เท้ง” อันดับ 1 หนุนนั่งนายกฯตามด้วย “อนุทิน” ไล่บี้ตามมาติดๆห่างกันไม่มาก ด้าน “อภิสิทธิ์” มาแรงเบียดแซง“ยศชนัน” แล้ว สอดรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ปชน.กวาดเรตติ้งพรรคทั้งเขต-บัญชีรายชื่อ ระบุประชาชนให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและปากท้องมากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมือง
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีพบว่า อันดับ 1ร้อยละ 24.76 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
ส่วนอันดับ 4ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 9.64 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 5.04 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
ขณะที่อันดับ 8 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) อันดับ 10 ร้อยละ 1.32 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทยและร้อยละ 3.52 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทรวมพลังพรรคไทยภักดี เป็นต้น
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.48 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.32 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.44 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
สำหรับอันดับ 4 ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.16 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
ขณะเดียวกัน“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,682 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569
จากการสำรวจ พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชนร้อยละ 34.23 รองลงมา คือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.22 และเพื่อไทย ร้อยละ 16.03 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.56 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.46 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.29
ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 31.99 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 17.45 นายอนุทิน ชาญวีรกูล(ภท.) ร้อยละ 15.14 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง คือ นโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 52.35 รองลงมา คือ ผลงานจริงที่ผ่านมา ร้อยละ 45.64
ทั้งนี้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่อยากบอกกับทหารไทย คือ ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท ร้อยละ 37.15 รองลงมาคือ เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ร้อยละ 31.16
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพลระบุว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรคและผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก
ทั้งนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจและปากท้อง” มากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยคำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ใครพูดเก่งที่สุด แต่คือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง
ขณะที่ ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลโพลสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยอย่างเด่นชัด โดยพรรคประชาชนและนายณัฐพงษ์ยังครองกระแสนิยมสูงสุดทั้งระบบบัญชีรายชื่อ 34.23% และระบบเขต 33.56% บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของฐานเสียง
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในกลุ่มพรรคการเมืองกระแสหลักพบว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมบัญชีรายชื่อสูงกว่าเพื่อไทยเล็กน้อย แต่เพื่อไทยยังได้เปรียบในระบบเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตัวแปรชี้ขาดสำคัญยังคงเป็น “สัมฤทธิผลเชิงนโยบาย” โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงถึง 52.35% มากกว่าประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือสถานการณ์ชายแดน
