
เมื่อส้มเริ่มถอย-ภท.พุ่งแรง การเมืองต้องวัดจากสนามจริง
วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.
ถ้ามองสนามเลือกตั้ง 2569 จากสิ่งที่ปรากฏบนโลกโซเชียล
ภาพที่เห็นมักถูกทำให้เหมือนมีอยู่พรรคเดียว
คือ พรรคประชาชนหรือพรรคส้ม
ถูกพูดถึงถี่
ถูกขยายซ้ำ
และถูกยกให้เด่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ทั้งที่ในความเป็นจริง
พรรคการเมืองอื่นก็อยู่ในโลกโซเชียลไม่น้อยกว่า
มีเพจ มีผู้ติดตาม มีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ
ต่างกันเพียงระดับการขยายเสียงในบางแพลตฟอร์ม
ภาพของพรรคส้มที่ดูใหญ่ในโลกออนไลน์
จึงเป็นภาพของการรวมตัวของฐานเดิม
ที่พูดคุย ย้ำความเชื่อ และเสริมเสียงกันเอง
มากกว่าจะเป็นภาพแทนทั้งสนามเลือกตั้ง
ความคึกคักแบบนี้
จึงไม่ควรถูกนำไปเท่ากับคะแนนในคูหา
และไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้งจริง
การอ่านเกมรอบนี้
จึงต้องแยกให้ชัด
ระหว่างภาพการเมืองที่ถูกขยายบนโลกโซเชียล
กับคะแนนที่เกิดขึ้นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ
เมื่อขยับมาดูข้อมูลภาคสนาม
ผลสำรวจที่ยังถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงมากที่สุด
คือของ นิด้าโพล
เหตุผลอยู่ที่วิธีเก็บข้อมูล
นิด้าโพลสุ่มตัวอย่างกระจายทั่วประเทศ
ครอบคลุมทั้งภูมิภาค
ช่วงอายุ
อาชีพ
และระดับรายได้
ตัวเลขที่ได้จึงไม่แกว่งตามประเด็นรายวัน
ไม่ถูกพาไปตามอารมณ์ของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
และสะท้อนพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริงได้ใกล้ความเป็นจริงกว่า
เมื่อนำผลนิด้าโพลมาเป็นฐาน
ภาพสนามเลือกตั้งเริ่มต่างจากที่เห็นในโลกโซเชียลอย่างชัดเจน
คำถามสำคัญไม่ใช่
พรรคไหนถูกพูดถึงมากที่สุด
แต่เป็น
พรรคไหนกำลังได้คะแนนเพิ่มขึ้นจริงในหลายมิติพร้อมกัน
ในคำถามเรื่องนายกรัฐมนตรี
พรรคส้มยังอยู่ในอันดับต้น
แต่ลักษณะของความนำไม่เปิดเหมือนช่วงเดียวกันของปี 2566
ขณะที่คะแนนของ อนุทิน ชาญวีรกูล
จาก พรรคภูมิใจไทย
ขยับขึ้นอย่างชัดเจน
อยู่ในระยะที่แข่งขันได้จริง
และยังมีพื้นที่ให้ขยายต่อ
เมื่อพิจารณาร่วมกับกลุ่มผู้ตอบที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ
ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย
ยิ่งเห็นได้ว่าเกมยังเปิด
และพื้นที่ตรงกลางกำลังกลายเป็นพื้นที่ชี้ขาดของสนามนี้
ภาพที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้ชัดกว่า
อยู่ในแนวโน้มการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต
นิด้าโพลชี้ว่า
ภูมิใจไทยพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับสองอย่างเป็นรูปธรรม
แซงพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่
และไล่เข้าใกล้พรรคนำในจังหวะเดียวกันหลายภูมิภาค
การพุ่งลักษณะนี้
ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ครั้งเดียว
แต่เป็นผลจากการขยายฐานพื้นที่
เครือข่ายท้องถิ่น
และความคุ้นเคยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับพรรค
จึงเห็นคะแนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ไม่สะดุด และไม่ถอย
แนวโน้มเดียวกันปรากฏในระบบบัญชีรายชื่อ
คะแนนของภูมิใจไทยขยับขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ไม่เหวี่ยง
ไม่แกว่ง
และเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับสนามเขต
เมื่อสองระบบสะท้อนภาพไปทางเดียวกัน
จึงพออ่านได้ว่าแรงส่งกำลังขึ้นจริง
ไม่ใช่ภาพรับรู้จากการสื่อสารเพียงด้านเดียว
หันกลับไปดูฝั่งพรรคส้ม
นิด้าโพลไม่ได้ชี้ว่ากำลังแพ้
แต่สะท้อนว่าความได้เปรียบเปลี่ยนรูป
จากการนำที่เคยเปิดช่องว่าง
กลายเป็นการนำที่ถูกไล่ติดในทุกคำถามสำคัญ
ทั้งตัวบุคคล
ทั้งสนามเขต
และบัญชีรายชื่อ
ท่าทีทางการเมืองของพรรคส้ม
ที่ยืนเผชิญหน้ากับกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง
เริ่มสวนทางกับบรรยากาศสังคมในช่วงหลัง
ทั้งถ้อยคำ
ทั้งกรอบการสื่อสาร
ยังย้ำแนวคิดเดิม
ที่ตั้งกองทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
ในจังหวะที่บทบาทของทหารด้านความมั่นคง
และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริง
ทำให้ภาพลักษณ์กองทัพในสายตาคนจำนวนมากเปลี่ยนไป
การเมืองในลักษณะนี้
จึงเริ่มเสียคะแนนจากคนกลาง
ที่มองหาความแน่นอน
และการตัดสินใจที่ชัด
มากกว่าการเมืองเชิงเผชิญหน้า
ในฝั่งภูมิใจไทย
ท่าทีทางการเมืองวางอยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่ง
ไม่สร้างความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์
ไม่ผลักตัวเองออกจากโครงสร้างรัฐ
และสื่อสารเรื่องความมั่นคงในกรอบที่คนส่วนใหญ่รับได้
บทบาทของนายอนุทินจึงเด่นชัดขึ้น
ทั้งการตัดสินใจที่รวดเร็ว
การแสดงจุดยืนที่ต่อเนื่อง
และภาพความเด็ดขาดในช่วงเวลาที่สังคมต้องการความแน่นอน
เมื่อมองไปข้างหน้า
โครงสร้างของรัฐบาลชุดใหม่มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นรัฐบาลผสม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครได้อันดับหนึ่ง
แต่คือใครกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล
และใครมีอำนาจเลือกเดินเกมได้จริง
จากตัวเลขภาคสนามที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด
พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อยู่ในบทบาทผู้ตาม
แต่ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับแกนกลางของสนาม
และมีสถานะพร้อมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
สนามเลือกตั้ง 2569
กำลังแสดงให้เห็นชัดว่า พรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นมาอยู่ในจุดนำของการเมืองรอบนี้
ทั้งจากคะแนนจริงที่เพิ่มขึ้นในทุกระบบ
ทั้งจากแรงสนับสนุนที่ขยายออกนอกโลกออนไลน์
และจากบทบาทของผู้นำพรรคที่เด่นขึ้นในสายตาประชาชน
ผลเลือกตั้งจะออกมาแบบไหน
รัฐบาลจะจัดตั้งอย่างไร
ทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้ง
ต้องเริ่มนับจากพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์