
13 ม.ค. 2569 16:25 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2
พรรค USDP ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศกวาดที่นั่ง สส. เกินครึ่งสภาผู้แทนราษฎร หลังจากการเลือกตั้งเฟสสอง แม้การเลือกตั้งรอบสุดท้ายจะยังไม่เริ่มขึ้น ด้านนักเคลื่อนไหวและยูเอ็นชี้ชัดเป็นการเลือกตั้งที่ถูกจัดฉากและกำจัดคู่แข่งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “มิน อ่อง หล่าย” ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี
พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเต็มไปด้วยอดีตนายทหารระดับสูง ออกมาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฟสที่สองที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 ม.ค.)
เจ้าหน้าที่พรรค USDP เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พรรคสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 87 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อรวมกับผลการเลือกตั้งในเฟสแรก ทำให้ขณะนี้พรรค USDP ครองที่นั่งในสภาล่างไปแล้วอย่างน้อย 176 ที่นั่ง จากทั้งหมด 330 ที่นั่ง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเกินครึ่งหนึ่งของสภาล่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่การเลือกตั้งรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้
โครงสร้างรัฐสภาของเมียนมาถูกออกแบบมาเพื่อให้กองทัพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยสภาล่างมีทั้งหมด 440 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. จากการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง และอีก 110 ที่นั่ง หรือราว 25% ถูกกันไว้ให้ตัวแทนจากกองทัพโดยไม่ต้องเลือกตั้ง
พรรค USDP ถูกมองว่าเป็นตัวแทนโดยตรงของกองทัพในการลงสนามการเมือง สภาชุดใหม่มีกำหนดเปิดประชุมในเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานาธิบดี ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร อาจสละตำแหน่งทางทหารเพื่อมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะพลเรือน
นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ระบุว่า “รัฐบาลทหารจัดฉากการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าตัวแทนของตนจะชนะ เพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาการครอบงำของกองทัพต่อไป”
ด้านนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดี ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบพรรค ขณะที่ตัวนางซูจีเองยังคงถูกคุมขัง และประเทศยังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021
เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารเกือบตลอดประวัติศาสตร์หลังได้รับเอกราช และเพิ่งเริ่มการทดลองวิถีประชาธิปไตยได้เพียงทศวรรษเดียว ก่อนที่จะถูกกองทัพเข้ายึดอำนาจอีกครั้งในปี 2021 นำไปสู่การปราบปรามผู้เห็นต่างและการสู้รบที่รุนแรงทั่วประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงความพยายามสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่เท่านั้น.