
3 แคนดิเดตนายก รทสช ค้านแก้ รธน ทั้งฉบับ เสี่ยงแอบฟอกขาวนักการเมืองชั่ว
วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.
วันที่ 13 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงจุดยืนชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติในลักษณะที่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้งทั้งหมด ทั้งที่บทบัญญัติหลายส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะกลไกที่ตัดสิทธิ์หรือจำกัดคุณสมบัตินักการเมืองที่กระทำผิดร้ายแรง หากยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์อาจกลับเข้าสู่ระบบการเมืองได้โดยอัตโนมัติ

นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำถามประชามติที่ให้ประชาชนตัดสินใจโดยไม่ทราบกรอบและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปรียบเสมือนการให้ประชาชน ‘เซ็นเช็คเปล่า’ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้ว แม้ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม
ด้าน ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า บทเฉพาะกาลที่เป็นข้อกังวลหลักของรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของวุฒิสภาแต่งตั้งหรือกลไกสืบทอดอำนาจ จึงไม่จำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีกทั้งโครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 โดยเตือนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอาจเป็นการเปิดทางให้เกิด ‘นิรโทษกรรมทางการเมืองโดยแอบแฝง’ และวิจารณ์คำถามประชามติที่ไม่ระบุขอบเขตชัดเจน ทั้งที่พรรคการเมืองเคยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 โดยเสนอว่าหากจะแก้ไข ควรถามประชามติให้ชัดเจนว่าแก้ตั้งแต่หมวดใด ไม่ใช่เปิดกว้างจนไม่ตรงไปตรงมา

ขณะที่ นายนราพัฒน์ ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกลไกที่เป็นข้อกังวลได้สิ้นสุดผลบังคับแล้ว พร้อมแสดงความห่วงใยว่า การเปิดทางยกร่างใหม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติสำคัญโดยไม่มีหลักประกัน รวมถึงความเสี่ยงที่กลไกด้านจริยธรรมทางการเมืองจะถูกลดทอนหรือยกเลิก การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำอย่างตรงไปตรงมา แก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา และต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้กระบวนการประชามติเป็นเครื่องมือเปิดทางให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง