
ชูวิทย์ ฟาด พรรคส้ม อยากให้คนเห็น ธาตุแท้
วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.
วันนี้ 14 มกราคม พ.ศ. 2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักการเมืองชาวไทย อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ผู้ได้รับรางวัลสุริยเทพจากมหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ส่วนตัวร่ายยาวถึงพรรคส้ม โดมีใจวามว่า“มุ้งในพรรคส้ม EP. 1 ใครว่าไม่มี? อย่าหาว่าผมโจมตีพรรคส้ม แต่ผมอยากให้คนเห็น “ธาตุแท้“ อย่าคิดว่าจะจงรักภักดิ์ดีกับ “พรรคการเมือง” พรรคเดียว เพราะทุกพรรคย่อมมีการเปลี่ยนแปลง พรรคอื่นๆ มองเห็นไม่ยาก คนไทยรู้ถึงไส้ถึงพุงมานานแล้ว แต่กับพรรคที่ชี้นิ้วว่า “พรรคอื่นมีมุ้ง“ แต่ตัวเองไม่มีให้รอดู
เมื่อแรกเริ่มเดิมทีการตั้งพรรค “อนาคตใหม่” มีธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย ช่อ พรรณิการ์ และอาจารย์ปิยบุตร อันนับว่าเป็น “แถวแรก“ ที่เรียกว่า “มุ้งฮาร์ดคอร์” มุ่งเน้นไปที่สถาบันเบื้องสูง เสนอยกเลิก ม.112 ที่ใช้กระแสของมวลชนอ้างถึง “การปฏิรูปโครงสร้างประเทศ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก“ ปลุกระดม “ม็อบ 3 นิ้ว” ในรั้วมหาวิทยาลัยขึ้นมา มีเพนกวิ้น รุ้ง ไมค์ อานนท์ และคนอื่นๆ เป็นเหยื่อ เกิดการขยายกระแสของ ม็อบ 3 นิ้ว เป็นวงกว้างคนรุ่นใหม่ชื่นชม “แกนนำ“ ที่มีพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้จุดประกาย แต่แผนผลักดันการยกเลิก “ม.112” ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการท้าทาย “ศรัทธา“ ดั้งเดิมของคนไทย อุดมการณ์ต่อต้าน ม.112 ปรากฏขึ้นท้าทาย “สถาบัน” ที่ไม่เคยมีใครกล้าแตะต้อง

จนทำให้แกนนำ 3 นิ้ว ถูก ”สังเวย” ให้กับอุดมการณ์ที่ปลุกเร้าจากพรรคอนาคตใหม่ จากที่จะยกเลิก ม.112 บรรดาแกนนำกลับต้องพาเหรดเข้าคุกด้วย คดี ม.112 เสียเอง ต่อมาศาลให้ประกันตัว แต่ยังไม่หยุด ร่วมประท้วงในอีกหลายครั้งจนศาลถอนประกันเพราะทำผิดเงื่อนไขด้วยอุดมการณ์ที่ศรัทธาต่อพรรคอนาคตใหม่อย่างแรงกล้า หลายคนเลือกแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อดข้าวประท้วงแม้อยู่ในสถานะผู้ถูกคุมขัง วันเวลาผ่านไปกระแสต่อต้าน ม.112 เริ่มจืดจางลงท้ายสุดแกนนำหลายคนเลือกหนีลี้ภัย เพราะรู้ว่า ”ถูกทิ้ง“ ไม่มีใครช่วย ถูกหลอกใช้ด้วยอุดมการณ์จอมปลอมอนาคตของคนเหล่านั้นสูญหายไปกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไปของพรรคส้มที่หิวโหยอำนาจรัฐ
พรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ด้วยคดีที่พรรคกู้ยืมเงินจากนายธนาธร 191 ล้านบาท ทำให้กรรมการบริหารพรรคแถวแรก “มุ้งฮาร์ดคอร์“ ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี เมื่อ พ.ศ. 2563 ต่อมา “พรรคก้าวไกล” ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยการสนับสนุนของ ”คนใหม่หัวใจเดิม“ ยังคงมีธนาธรเป็นนายทุนพรรค และให้พิธาขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคนอมินีในแถวสองมี ต๋อม ชัยธวัช อมรัตน์ ปดิพัทธ์ และคนอื่นๆ รวม 11 คน เป็นกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่ยังไม่จบกับ ม.112 โดยมีนโยบาย ”ยกเลิก ม.112“ เป็นตัวเลี้ยงกระแสคนรุ่นใหม่

เมื่อมีการเลือกตั้ง ปี 2566 กระแส ”เบื่อลุง” ที่อยู่มาถึง 8 ปี ถึงจุดพีค พรรคก้าวไกลออกสโลแกนโค้งสุดท้าย “มีลุง ไม่มีเรา“ จนได้รับคะแนนเสียง 14.4 ล้าน ได้ สส. ถล่มทลาย 151 คน แต่พิธากลับไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะ สว. ไม่เอาพรรคก้าวไกล แม้จะจับมือเกี่ยวแขนกับพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ยอมร่วมด้วย อ้างเหตุจาก ม.112 ที่พรรคก้าวไกลยังยึดติดมาตั้งแต่เลือกตั้ง พรรคก้าวไกลถูกยุบอีก เพราะการแก้ ม.112 ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ”เป็นการล้มล้างการปกครอง“ แถวสองของ ”มุ้งฮาร์ดคอร์“ จึงถูกตัดสิทธิ 10 ปี จำนวน 11 คน รวมนายพิธาด้วย
ที่ผมไล่ประวัติความเป็นมาของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึง ”พรรคประชาชน“ เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อพรรคกี่ครั้ง แต่ยังคงมี ”ธนาธร“ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ และอาจารย์ปิยบุตรเป็นผู้ครอบลัทธิใส่ให้ธนาธรเหมือนเดิม เมื่อการเดินทางมาถึงยุคพรรคประชาชน เริ่มเปลี่ยน “อุดมการณ์“ เพราะการเดินสายฮาร์ดคอร์ไม่ประสบความสำเร็จ ถูกยุบพรรค ถูกดำเนินคดีครั้งแล้วครั้งเล่า จึงมี ”มุ้งประนีประนอม“ เกิดขึ้นมา คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และการเชื่อมต่อของปดิพัทธ์ (อดีตรองประธานสภา ผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล) ด้วยการสนับสนุนของธนาธร นายทุนพรรคคนเดิม แต่อุดมการณ์เริ่มไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายภายในและภายนอกพรรค จากการนำ ”เงินกงสี“ มาถลุงจนครอบครัวมีปัญหา

ใครจะเอาเงินธุรกิจครอบครัวมาทุ่มให้การเมือง? เสมือน “เล่นไพ่ใช้เงินกงสี ” ทำให้ต้องใช้วิธีการ ”Grand Compromise“ กับฝั่งอนุรักษ์นิยม ผมเพิ่งรู้ความจริงว่า ”เบื้องหลัง“ การโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แล้วเอาการแก้รัฐธรรมนูญภายใน 4 เดือน มาบังหน้า มีอะไรมากกว่าที่เห็นสัจธรรมการเมืองประโยคอมตะที่ว่า “เป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง” ยังใช้ได้เสมอทุกยุคทุกสมัย ทุกอุดมการณ์ แม้แต่ประเทศรัสเซีย จีน อเมริกา เบื้องหลัง “Grand Compromise” การประนีประนอมครั้งยิ่งใหญ่มีจริงหรือไม่? กับใคร? อย่างไร? ”มุ้งการเมือง” ที่ใช้เรียกพวกการเมืองเก่า แต่กลับมีมุ้งภายในพรรคเสียเอง
ทุกคนในพรรคมีความคิดแตกแยก แย่งชิงกันเติบโต โดยดูได้จากการจัดบัญชีรายชื่อพรรคส้มล่าสุดที่ดูเหมือนมี ”แรงกระเพื่อม“ ไปสู่การประนีประนอม และเริ่มถอยอุดมการณ์ที่ไม่มีวันสำเร็จไปสู่ “วังวนการเมืองเก่า” ที่ตัวเองชี้หน้าว่าพรรคอื่นๆ ข้อมูลเทาๆ ที่พรรคใช้อภิปรายได้มาจากไหน? ใครใส่พานนำไปให้อภิปราย แล้วธนาธรเคลมอ้างว่าเป็นผลงานเด่นของพรรคตัวเอง? ใครสัญญาว่าหากได้ สส. 10 คน ที่ภาคใต้จะให้เป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ? โปรดติดตามตอนต่อไป”
ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกโรงโพสต์ร่ายยาวถึงพรรคส้มแบบถึงพริกถึงขิง เช่น
“หูยยย แซ่บกว่าหนูอีก”
“เอา โอเค ไม่เลือกส้มก็ได้ .. งั้นลุงจะให้เลือกพรรคไหนที่ดีกว่า บอกมาสิ?”
“เห็นโพสเฮียแต่ละโพส ขำดี เฮียแกก็เปลึ่ยนไปได้”
“หลังๆ อ่านยังไง อ่านกี่รอบ ก็เหมือนอีหรอบเดิม เอาเป็นว่า ผมขออ่านแค่ 9 บรรทัดพอ แล้วเลือกส้ม #46 เหมือนเดิม ขอบคุณ เฮีย ที่ขยันอัพ content นะครับ”
“ไม่ได้โจมตี แต่ยอมรับว่าต่อต้าน อิอิ”
“ขยันแบบนี้ ทำวิทยานิพนธ์ได้เลยครับ”

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์