
‘เทพไท’ เปิด 7 ข้อชี้แจง หลังภูมิใจไทยจ่อฟ้องหมิ่นฯ ปมวิเคราะห์การเมือง
วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.
วันที่ 14 ธันวาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอทำความเข้าใจกับพรรคภูมิใจไทย
สืบเนื่องจากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า เตรียมจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผม จากการออกรายการทีวีช่อง 34 ในรายการคลุกวงใน ถามตรง ถามจริง ซึ่งนายศุภชัยได้กล่าวถึงประเด็นที่ผมได้พูดพาดพิงไปยังพรรคภูมิใจไทย และทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย ซึ่งข้อกล่าวหาของนายศุภชัย ผมจะขออนุญาตชี้แจงเป็นข้อๆดังนี้
1.บอกว่าผมแสดงความเห็นในลักษณะใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ก็ต้องเรียนว่า ผมได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคภูมิใจไทยในฐานะนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริงที่ผมเชื่อ และผมได้รับรู้ข่าวสารมา
2.บอกว่าใช้ถ้อยคำเสียดสี เช่นบอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคประโยชน์นิยม ซึ่งผมได้อธิบายชัดเจนแล้วว่า ทางการเมืองมีฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายเสรีนิยม แต่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคประโยชน์นิยม เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่เข้าได้กับทุกขั้วทุกฝ่าย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลได้กับทุกพรรค โดยยึดยึดถือผลประโยชน์ของพรรคเป็นหลัก จึงเรียกว่าเป็นพรรคประโยชน์นิยม ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร เป็นจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำไป ที่ได้ตัดสินใจทางการเมืองโดยยึดผลประโยชน์ของพรรคเป็นสำคัญ คำว่าประโยชน์นิยมก็ไม่ได้เสียหาย หรือเสียดสีใดๆทั้งสิ้น
3.บอกว่าพรรคภูมิใจไทยใช้เงินในการเลือกตั้งจากเงินสีเทา ขอเรียนว่าผมไม่ได้กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยใช้เงินสีเทาในการเลือกตั้ง ถ้าจะพูดทำให้เข้าใจผิด ทำให้พรรคภูมิใจไทยตีความไปในลักษณะเช่นนั้น ก็ต้องเรียนว่าผมไม่มีเจตนาที่จะไปกล่าวหาเรื่องเงินสีเทา การพูดถึงเรื่องกระสุนดินดำ ก็เป็นเรื่องศัพท์ที่ใช้ทางการเมือง ซึ่งใช้กันมานานเป็นที่รับรู้กันแล้ว ไม่ใช่เป็นคำที่เสียหาย
4.บอกว่าผมเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นเพื่อนกับคุณอภิสิทธิ์ต้องเรียนว่า ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ความเป็นเพื่อนกับคุณอภิสิทธิ์ ก็แยกแยะกันได้ คุณอภิสิทธิ์เป็นนักการเมือง ผมเป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ เป็นคนละส่วน คนละบทบาทกัน และผมก็ได้วิพากษ์วิจารณ์คุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ในหลายประเด็น ในหลายกรณี จนหลายคนมองว่าผมเชียร์พรรคการเมืองอื่นด้วยซ้ำไป แต่ในข้อเท็จจริงผมไม่ได้เชียร์พรรคการเมืองใด ไม่มีส่วนได้เสียกับพรรคการเมืองใด วิจารณ์พรรคการเมืองแบบตรงไปตรงมา และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น
5.บอกว่าผมใช้เวทีสื่อเพื่อใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย การออกสื่อของผมเป็นการรับเชิญจากรายการทอล์คการเมือง หรือรายการวิเคราะห์ข่าวทางการเมือง ที่สถานีโทรทัศน์หรือสื่อออนไลน์ สำนักต่างๆเชิญไป ไม่ได้ใช้สื่อโจมตีพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นการใช้สื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และให้การศึกษากับประชาชนในด้านการเมือง ไม่เคยคิดจะใช้สื่อโจมตีพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดเด็ดขาด
6.บอกว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของพรรค ต้องขอเรียนว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืององค์กรทางการเมือง สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเป็นบุคคลสาธารณะ พร้อมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบ ยิ่งเป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ หรือนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และไม่มีประโยชน์ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่จะดำเนินการตามกฏหมาย ก็อยากให้พรรคภูมิใจไทยได้พิจารณาว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองพร้อมที่จะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบหรือไม่
7.ได้ฝากถึงเจ้าของรายการและผู้ดำเนินรายการว่า หากปล่อยให้ใส่ร้ายพรรคการเมืองือาจตกเป็นผู้ถูกดำเนินคดีเสียเอง ก็ต้องเรียนว่า รายการต่างๆไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทุกสถานีโทรทัศน์ ทุกรายการวางตัวเป็นกลาง ไม่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมาข่มขู่หรือคุกคามสื่อ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของประชาชน ควรเปิดโอกาสให้สื่อสะท้อนปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นให้ประชาชนรับทราบ
ผมอยากจะเรียนว่า กรณีที่พรรคภูมิใจไทยโดยนายศุภชัยออกมาบอกว่า เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับผม ก็ต้องเรียนว่าในสังคมการเมืองก็รู้จักกันคุ้นเคยกัน การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติ ถ้าถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย ก็สามารถชี้แจงได้ เพราะพรรคการเมืองมีทีมโฆษกพรรค มีกรรมการบริหารพรรค ถ้าถูกพาดพิงก็สามารถชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถทำได้ ไม่ควรใช้การฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่ว่ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ถ้าจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักการเมืองด้วยกัน ก็อาจจะเป็นสิทธิ์ที่อาจฟ้องได้ โดยอ้างว่าเป็นการพูดเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงนักการเมือง เขาก็ไม่ฟ้องกัน
ผมเป็นนักการเมืองมา 20 ปี ถูกพาดพิงมาโดยตลอด แต่ไม่เคยฟ้องดำเนินคดีใคร ยึดหลักว่า เมื่อเขามีปากพูดพาดพิงมา เราก็มีปากก็ตอบโต้ ชี้แจงข้อที่ถูกพาดพิงไป ก็จบกัน ถือว่าทางการเมืองการอภิปราย การพูดพาดพิงกัน เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ภาษานักเลงเขาเรียกว่า ขอกันกินมากกว่า แต่ในกรณีนี้ถ้าหากว่าพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับผม ผมก็พร้อมที่จะชี้แจงจะสู้คดี เพราะผมเชื่อว่า ผมมีความบริสุทธิ์ใจในการวิพากษ์วิจารณ์ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง เพราะเป็นนักวิจารณ์การเมืองอิสระแล้ว ไม่ใช่เป็นนักการเมืองเหมือนในอดีต
อยากจะฝากข้อความทั้งหมดนี้ ไปยังฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยด้วยครับ