
‘ส้มเปื้อนเทา’ ราคาที่ต้องจ่าย กลางสนามเลือกตั้ง
วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.
สนามเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มได้แรงส่งทางการเมืองอย่างชัดเจน วลี “มีเราไม่มีลุง” ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งทางความคิดระหว่างฝ่ายใหม่กับฝ่ายเก่า ผู้ท้าทายกับโครงสร้างเดิม พรรคส้มเติบโตจากจุดยืนนี้ และได้คะแนนนิยมจากการวางตัวเป็นอีกขั้วหนึ่งของการเมืองไทย
จากวันนั้น พรรคส้มขยับบทบาทตัวเองขึ้นมาเป็นพรรคที่ตรวจสอบคนอื่นได้คล่อง ขุดประวัติฝ่ายตรงข้าม ตั้งคำถามเรื่องที่มาอำนาจ เงินทุน และพฤติกรรมทางการเมือง ภาพจำของพรรคคือความรู้ ความไว และความมั่นใจในการชี้ให้เห็นความผิดปกติของพรรคอื่น
เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สโลแกนถูกยกระดับจากการโจมตีตัวบุคคล สู่การนิยามศีลธรรมทางการเมือง คำว่า “มีเทาไม่มีเรา” ถูกหยิบมาใช้ ผูกตัวพรรคเข้ากับภาพความสะอาดอย่างเต็มรูป และกลายเป็นแกนหลักของการหาเสียงในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
การเลือกใช้สโลแกนลักษณะนี้ไม่ได้สะท้อนความกล้าหรือความโปร่งใสของพรรคส้ม แต่เป็นการเอาความสะอาดมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นอย่างได้เปรียบ และผูกภาพลักษณ์พรรคเข้ากับศีลธรรมที่ตัวเองนิยามขึ้นฝ่ายเดียว สโลแกนจึงไม่ใช่คำเชิญให้ตรวจสอบ แต่เป็นเครื่องมือกดหัวคู่แข่งกลางสนามเลือกตั้ง และยิ่งพรรคใช้คำนี้เสียงดังเท่าไร วันที่ข้อเท็จจริงย้อนกลับมาหาพรรคเอง ก็ยิ่งหลีกหนีไม่ได้มากเท่านั้น
แต่ในจังหวะเดียวกับการเดินสายหาเสียง ชื่อของผู้สมัครพรรคส้มกลับไปปรากฏในคดีอาญา ไม่ใช่จากข้อกล่าวหาทางการเมือง แต่จากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว
วันที่ 14 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 และ บก.สอท.4 เข้าควบคุมตัว รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. เขต 2 จังหวัดตาก พรรคส้ม ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาพัวพันเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ และข้อหาสมคบฟอกเงิน
การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการสืบสวนเว็บพนันออนไลน์ ขยายผลเส้นทางการเงินจากบัญชีจ่ายไปสู่บัญชีรับผลประโยชน์ ก่อนพบความเชื่อมโยงมาถึงชื่อของผู้สมัครรายนี้ ศาลจึงอนุมัติหมายจับ และเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวตามกระบวนการ
หลังการจับกุมเกิดขึ้นแล้ว เช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม จึงออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยย้ำว่าพรรคไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทา ไม่ปกป้องผู้ถูกกล่าวหา และให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงว่าพรรคเพิ่งได้รับทราบข้อมูล และไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดเชิงลึกได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่เมื่อนำเหตุการณ์มาเรียงตามลำดับเวลา ข้อเท็จจริงคือคดีเกิดก่อน การจับกุมเกิดก่อน และคำแถลงของพรรคส้มเกิดขึ้นตามหลัง
ตรงนี้เองที่ทำให้คำอธิบายดังกล่าวไม่สามารถหยุดคำถามทางการเมืองกลางสนามเลือกตั้งได้ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มวางตัวเป็นพรรคที่อ้างความรู้เชิงข้อมูล อ้างความสามารถในการตรวจสอบ และใช้ประเด็นลักษณะเดียวกันนี้ในการวิจารณ์พรรคการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้สมัครของพรรคถูกจับในคดีหนักก่อนที่พรรคจะแสดงท่าที คำถามจึงขยับจากเรื่องคดีไปสู่เรื่องกระบวนการของพรรคโดยตรง คำถามไม่ได้อยู่ที่การปกป้องหรือไม่ปกป้อง แต่อยู่ที่กลไกการคัดเลือก การรับรอง และมาตรฐานที่ใช้กับคนของพรรค ซึ่งสวนทางกับภาพความเข้มข้นที่พรรคส้มใช้ตรวจสอบคนอื่นมาโดยตลอด
ก่อนหน้านั้นไม่นาน พรรคส้มเพิ่งต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครกรุงเทพมหานคร เขต 33 หลัง บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ถูกออกหมายจับในคดีฟอกเงินจากการขยายผลเครือข่ายยาเสพติด
กรณีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้าตรวจค้นหลายพื้นที่ ยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท และพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังบริษัทซึ่งผู้สมัครรายนี้มีสถานะเป็นกรรมการ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธบางข้อกล่าวหา แต่ในทางการเมือง เส้นทางของผู้สมัครรายนี้จบลงทันที พรรคส้มต้องประกาศเปลี่ยนตัวผู้สมัครและออกมาขอโทษต่อสาธารณะ
สองกรณี สองชื่อ สองพื้นที่ เกิดขึ้นกลางช่วงที่พรรคส้มกำลังใช้สโลแกน “มีเทาไม่มีเรา” เป็นแกนหลักของการหาเสียงเลือกตั้ง
จุดนี้ทำให้พรรคส้มหลีกเลี่ยงการถูกย้อนศรไม่ได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคเลือกใช้อำนาจทางศีลธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง และใช้มาตรฐานเดียวกันนั้นกดดันพรรคอื่นมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อข้อเท็จจริงไปตกอยู่กับคนของพรรคเอง สโลแกนที่เคยใช้ตรวจสอบคนอื่นจึงกลายเป็นภาระที่พรรคต้องแบกรับเต็มตัว การเมืองแบบใช้สโลแกนเป็นอาวุธมีต้นทุนต่ำในวันที่ทุกอย่างยังเป็นคำพูด แต่ดอกเบี้ยสูงมากในวันที่คดีจริงเดินเข้ามาหา ยิ่งสโลแกนถูกผูกกับศีลธรรมทางการเมืองมากเท่าไร ราคาที่ต้องจ่ายก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น
และนี่คือราคาที่พรรคส้มกำลังเผชิญกลางสนามเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในวันที่คำขวัญซึ่งเคยพาพรรคขึ้นสูงย้อนกลับมากดพรรคเอง
สนามเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นสนามที่พรรคส้มหมดสิทธิ์ชี้หน้าว่าคนอื่นเทาอีกต่อไป เพราะคดีของคนในพรรคได้ทำหน้าที่แทนคำอธิบายทั้งหมดแล้ว สโลแกนที่เคยใช้เป็นอาวุธเล่นงานฝ่ายตรงข้ามวันนี้ย้อนกลับมามัดพรรคเองแน่นหนา และทำลายความชอบธรรมที่พรรคเคยอ้างถืออยู่
การเมืองที่ตั้งตัวเองเป็นผู้พิพากษาศีลธรรม แต่ปล่อยให้ชื่อผู้สมัครไปโผล่ในคดีพนันและฟอกเงิน ย่อมไม่เหลือฐานะใดให้สั่งสอนใครได้อีก และในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคส้มไม่ได้ล้มเพราะถูกใส่ร้าย แต่กำลังถูกลงโทษจากการเมืองแบบที่ตัวเองสร้างขึ้นมากลางสนามเลือกตั้ง 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์