
‘เอกนิติ’มั่นใจบริหารงาน73วัน ศก.พ้นจากหล่ม ถ้าทำต่อศก.10พลัสพารอดยาว
วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
‘เอกนิติ’มั่นใจบริหารงาน73วัน ศก.พ้นจากหล่ม ถ้าทำต่อศก.10พลัสพารอดยาว ‘แดง’เมิน‘น้ำเงิน-ส้ม’แข่งตั้งรบ. ‘มาร์ค’พร้อมแก้ปัญหาฝุ่นพิษ
“อนุทิน”ไหว้ศาลเจ้าเก่าแก่ภูเก็ต เคาะระฆัง 37 ครั้ง ชาวบ้านสะท้อนปัญหาเยอะ ต้องลงพื้นที่ให้มาก หวังตีไข่แตกภูเก็ต ปลื้มแม่ค้าชมแก้ปัญหาชายแดนดี โต้กลับคนติ“ภท.”โหนกระแสชาตินิยม เป็นคนไม่ดีหรือเปล่า ถามกลับคนไทยหรือเปล่า รักชาติผิดตรงไหน ด้าน “เอกนิติ” ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มทักษะการหารายได้ กระตุ้นคนเข้าระบบภาษี ไม่ใช่เอาแต่แจกเงินอย่างเดียว มั่นใจบริหาร 73 วัน ศก.ไทยพ้นจากหล่มได้ ลั่นหากทำต่อ “เศรษฐกิจ 10 พลัส” จะพารอดยาว
เมื่อเวลา 09.37 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 บรรยากาศที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่และมีอายุยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนท์ นิรามิษ ภริยา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำในพื้นที่ภาคใต้ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดย นายอนุทินและคณะ ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำศาลเจ้า และประตูทองคำกิวอ๋องไต๋เต๋ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ มีอำนาจวาสนา และแคล้วคลาดปลอดภัย ก่อนที่นายอนุทินจะปิดทองที่ประตูศาลเจ้า จากนั้นติดทองที่รั้ว พร้อมกล่าวว่า ต้องสร้างรั้วด้วย ตามนโยบาย พรรคภูมิใจไทย “รั้วทองคำ”
‘หนู’ไหว้ศาลเจ้าภูเก็ตเอาฤกษ์ชัย
จากนั้น นายอนุทินได้เดินมารับพรที่จุดเดิม ที่ได้อวยพร ให้นายอนุทินมีสุขภาพ แข็งแรง สมหวังดังปรารถนา ก่อนกล่าวขานรับตามธรรมเนียมจีนว่า “โฮ้ โฮ้ โฮ้” ต่อมา นายอนุทินได้ตีระฆังทั้งสิ้น 37 ครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ซา จับ ฉิก” ซึ่งแปลว่า 37 ในภาษาจีนแต้จิ๋ว เป็นหมายเลขของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ภายหลัง นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า การติดทองบนรั้วมีความหมายว่า ประเทศไทยมีรั้วเป็นทองคำ ซึ่งต่อให้ถูกเผาก็ยังเป็นทอง ใครทำอะไรไม่ได้ ส่วนการเคาะระฆังจำนวน 37 ครั้งนั้น ทำเพื่อความสบายใจว่า ตนเองไม่ได้มู จากนั้น นายอนุทิน เดินทางสักการะอนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ร่วมกับผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญ
หวังปักธง‘ภูเก็ต’-ต้องลงพื้นที่บ่อยขึ้น
ที่ตลาดเกษตรภูเก็ต อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เก้าอี้เลย มีแนวทางอย่างไรในครั้งนี้ ว่า ต้องขยันลงพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ก็ทำมาโดยตลอด ส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขต เป็นคนในพื้นที่ เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีความเข้าใจในความต้องการของประชาชน
เมื่อถามถึงเสียงเรียกร้องของพ่อค้าแม่ค้าชาวภูเก็ต มีหลายคนชมเรื่องแก้ปัญหาชายแดน จะเป็นจุดขายของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ความหวงแหน แผ่นดินของพี่น้องประชาชน เรื่องนี้อยู่ในหัวใจของคนไทยที่จะไม่ยอมให้ใครเข้ามาคุกคามรุกรานอธิปไตยของเรา จังหวัดภูเก็ตห่างไกลจากพรมแดนไทย-กัมพูชาไม่รู้กี่ 1,000 กิโลเมตร เขายังรู้สึกตรงนี้ได้ ถึงบอกว่าไม่ต้องเอาเรื่องนี้มาหาคะแนน สิ่งที่เขาชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของประเทศให้คนไทยทุกคนมีความมั่นใจว่า เกียรติภูมิของประเทศ อธิปไตยของประเทศ พื้นดินของประเทศจะไม่ถูกรุกล้ำ ไม่จะถูกยึดครองโดยคนต่างชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงสโลแกนของ นายอนุทิน หลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ใช้สโลแกน “พิพัฒน์ หยัดได้(เชื่อถือได้)” นายอนุทิน เลยบอก ว่า “เลือกนายกฯติดดิน อนุทิน ชาญวีรกูล” ก่อนจะหันมาถามผู้สื่อข่าวว่า ใช้ได้หรือไม่
‘เอกนิติ’ชี้‘คนละครึ่งพลัส’ลดรายจ่าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัสว่า เป็นอีกตัวอย่างที่นายกฯให้อิสระการคิด เพราะโครงการคนละครึ่งมีประโยชน์ แต่เราพลัสคือมาเพิ่ม มาบวก เพราะปกติคนมองว่า คนละครึ่ง เป็นโครงการที่แจกเงิน แต่เราไม่ได้แจกเงิน เป็นการลดรายจ่ายประชาชนและพลัส คือต้องการเพิ่มทักษะให้คนไทยให้กับร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้มีทักษะการขายของออนไลน์ ให้มีทักษะที่จะเพิ่มรายได้ ใช้คำนี้ ซึ่งนายกฯบอกว่าต้องการให้เบ็ดที่เอาไปตกปลา ได้ไม่ต้องการให้ปลา คนละครึ่งพลัสได้ปรับปรุงจากเดิมโครงการคนละครึ่ง ได้วันละ 150 บาท เราเพิ่มเป็น 200 บาท ของเดิมคนอายุ 18 ปีขึ้นไปได้ เปลี่ยนเป็นให้ตั้งแต่อายุ 16 ปี เพราะเด็กสามารถเปิดบัญชีได้แล้ว เป็นคนที่ต้องกินต้องใช้ จึงต้องลดภาระให้เขา พ่อแม่ที่ให้เงินไปเรียนหนังสือ ลดภาระของพ่อแม่ด้วย ที่สำคัญเพิ่มทักษะได้ เราต้องการให้มีองค์ความรู้เรื่องการเงินที่เป็นดิจิทัล เราพยายามจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เพราะคนที่อยู่ในระบบภาษีได้เงินมากกว่าคนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีได้ 2,000 บาท คนที่อยู่ในระบบภาษีได้ 2,400 บาท ถ้ามีเฟสต่อไป หรือถ้ามีโอกาสได้ทำ อยากจะให้คนที่อยู่ในระบบภาษี พ่อค้า แม่ค้า ได้เงินมากขึ้น โดยเงินทุกบาทเอามาช่วยพัฒนาประเทศ ถ้าเราแจกเงินอย่างเดียวโดยที่ไม่เอาให้คนเข้าสู่ระบบภาษี แล้วจะทำให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร
มั่นใจบริหาร73วันศก.พ้นจากหล่มได้
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตนขอให้ความมั่นใจว่า เศรษฐกิจพ้นจากการดิ่งเหวแล้ว โดยบอกว่า ในเวลา 73 วัน ไม่ถึง 3 เดือน มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยกันทำส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังจะดิ่งเหว รถยนต์เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ที่ดิ่งลงมา วันนี้ติดลบแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวทันทีแต่ตอนนี้พ้นจากหล่มแล้ว มั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจทุกอย่าง Quick Big Win ของเราทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มพ้นจากหล่มแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะอาจจะกลับมาตกใหม่ ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สิ่งที่เราจะทำคือ พอท่านนายกฯมาให้โอกาสทำต่อ เพราะว่าจะต้องช่วยให้เศรษฐกิจไทยมันฟื้นได้และจะช่วยทำให้เรากลับมามีความภูมิใจในเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่เราออกแบบมาเป็นนโยบายหาเสียงในครั้งนี้
หากทำต่อ‘ศก.10พลัส’จะพารอดยาว
นายเอกนิติ กล่าวถึงการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่ใช้ในการ ประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ว่า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเพิ่มรายได้ คำว่า พลัส คือการบวกเพิ่ม คือเราจะทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้แค่เพิ่มขึ้นยังไม่พอต้องกระจายตัวทุกคน ตัวอย่างมนุษย์เงินเดือน วันนี้คนที่มีรายได้ 20,000-30,000 บาท รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่ากิน ค่าใช้คนไทยเป็นหนี้เยอะ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ต้องลดภาระที่ไปกินไปใช้ ฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัส ลดภาระชัดเจน โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชน ขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน โครงสร้างไฟฟ้า ครัวเรือนใช้ไม่เกิน 200 หน่วย ราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ทำให้รายจ่ายค่าไฟ ซึ่งเป็นรายจ่ายจำเป็นลดลง โครงการลดภาระ ที่สำคัญคือ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” หนี้ที่ไม่เกิน 1 แสนบาท มีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย สามารถที่จะมาปิดหนี้ได้ตามความสามารถเพื่อลดหนี้ ยืดหนี้และถ้าจ่ายตรงเวลาจะได้ลดดอกเบี้ยให้ต่อไปอีก เพื่อต้องการให้กลับมาเป็นคนที่มีวินัยทางการเงิน เคยพลาดมาแล้ว แต่ต้องให้โอกาส ให้เรียนรู้และสามารถกลับมากู้ใหม่ได้ โครงการที่เราจะทำช่วยเอสเอ็มอีคือ ลดภาษีเพื่อไม่กลัวในการเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อรวยขึ้น ต้องแบ่งรายได้มาให้รัฐ เพื่อรัฐจะได้เอารายได้มาพัฒนาประเทศ
‘มาร์ค’ขอเสียงรุ่นใหญ่ที่สวมลุมพินี
เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ นายสกลธี ภัททิยะกุล รองหัวหน้าพรรคฯ นำนายเจษฎา เลิศธนสาร หรือ จั๊ม ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 2 (ราชเทวี ปทุมวัน และสาทร) หมายเลข 11 และนายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 1 ลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย ณ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ตลอดการเดินในสวน มีประชาชนมาออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุต่างมาทักทายขอถ่ายรูปบอกว่าเป็นแฟนคลับ และเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งบ้านมาตลอด และยินดีที่นายอภิสิทธิ์ กลับมาดูดคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง พร้อมอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก และเรียกนายอภิสิทธิ์ว่า ว่าที่นายกฯ และเรียก นางการดี แคนดิเดตนายกฯและนายสกลธี เป็นว่าที่รองนายกฯ
ออกก.ม.3ฉบับ-ร่วมเพื่อนบ้านแก้ฝุ่นพิษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายพรรคปชป.กับคนเมือง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า วันที่ 14 ม.ค. ระดับฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ มี 3 แนวทาง ทั้งการเร่งผลักดันกฎหมาย3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ กฎหมายอากาศสะอาด, กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ, การจำกัดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นจะต้องลดลงโดยมีมาตรการ 2 ด้าน คือ การจูงใจและมาตรการลงโทษ พร้อมกับสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ ลดค่าขนส่งสาธารณะ รถเมล์เหลือ 5-30 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะ ส่วนการเผาเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานนั้น จะต้องมีมาตรการสนับสนุนไม่ให้เกิดการเผา และช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือก เพื่อไม่ให้ก่อมลพิษ โดยจะต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในวาระที่ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียนในปีคราวถัดไป พรรคปชป.จะนำเสนอเรื่องนี้ เป็นวาระต้องร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพราะหลายครั้งฝุ่นที่เกิดขึ้น เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านและลมพัดเข้ามานี่คือแนวทางที่พรรคเตรียมไว้
‘ยศชนัน’โวกวาดสส.โคราชทั้ง16เขต
เวลา 13.55 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลโนนสูง จ.นครราชสีมา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง จ.นครราชสีมา ว่า จากปี’66 ได้ สส.12 เขต ครั้งนี้จะได้ยกจังหวัด 16 เขตหรือไม่ จากการลงพื้นที่มีความมั่นใจ ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี การพูดคุยกับผู้สมัครเองก็มีขวัญกำลังใจ มั่นใจว่านโยบายของเราเข้าถึงประชาชน ถ้าให้ตนคาดวันนี้ก็ขอทั้ง 16 เขต สำหรับพื้นที่เมืองที่เป็นของสีส้มและอีกหนึ่งเขตที่สู้กับสีน้ำเงินนั้น เราทำการบ้านมาดีพอสมควร มั่นใจว่า จะชนะใจและสามารถมี สส.ในพื้นที่โคราชเพิ่มได้ เมื่อถามว่า โพลที่ออกมาพรรคเพื่อไทยยังเป็นรอง จะเร่งเครื่องหรือปรับยุทธศาสตร์อย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า ยังมีเวลา แน่นอนว่าโพล คือการสุ่มตัวอย่าง สิ่งที่เราปรับปรุงได้ คือคุณค่าและเราพร้อมที่จะปรับปรุง แต่พรรคเพื่อไทยก็มีการหยั่งเสียงภายใน ซึ่งผลทำให้พวกเราชุ่มชื่นหัวใจมาก หลายเขตที่โพลออกมาไม่ตรงกับโพลเพื่อไทย หลายคนมองว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นความหวังของประชาชนเหมือนเดิม และมั่นใจว่าโพลของเรา จะดีขึ้นเรื่อยๆ
เชื่อพท.มาที่1ไม่มี‘ส้ม-น้ำเงิน’ตั้งรบ.
ส่วนที่นักวิเคราะห์มองว่า 2 สี ที่จะแข่งกันจัดตั้งรัฐบาลคือสีน้ำเงินกับสีส้มนั้น เราไม่เคยยอมรับเรื่องนี้ เรายังมองไปข้างหน้าว่า เราจะสามารถจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตัวมองว่า พรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับ 1 มาตลอด และสิ่งนี้ทำให้ผู้สมัครมีความหวัง พร้อมมุ่งหน้าลงพื้นที่นำนโยบายสู่ประชาชน เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกก้าวข้ามความขัดแย้ง หากมาเป็นอันดับ 1 จะไม่มองพฤติกรรมที่ผ่านมา แต่มองเรื่องนโยบายที่จะไปด้วยกันได้ ในการจับมือร่วมรัฐบาล ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า มองที่นโยบาย มองคนที่ทำงานได้แต่ที่แน่นอนคือความสุจริต คอร์รัปชั่นก็ไม่เอา เทาก็ไม่เอา คนมาทำงานต้องเป็นคนสุจริต