กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

เลขาฯ กกต.แจงรัวๆ ปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ. ผอ.เขตฯ ส่งศาลฟัน ตัดชื่อ-เบอร์ ยันคิดมาดีแล้วคิดมาดีแล้วรูปแบบหน่วยเลือกตั้งไม่เปลี่ยนแน่

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวกรณีผู้สมัครสส.ถูกจับกุมถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่ ว่า กรณีผู้สมัครที่ได้รับการประกาศเป็นผู้สมัคร แล้วภายหลังถูกจับและฝากขัง และยังไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งตามกฎหมายการถูกจับถูกคุมขังอยู่แล้วถ้ายังไม่ได้ทำอะไร  ผู้สมัครรายนี้ก็ยังเป็นผู้สมัครไปตลอด ไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้าม เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน จนถึงวันที่ 8 ก.พ.2569 ก็ยังเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถลงคะแนนให้ได้ 

ส่วนหากผู้สมัครรายนั้นทำให้ตัวเองมีลักษณะต้องห้าม เช่น พ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก็จะเป็นผู้สมัครไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลทันที เพราะมีกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการ ทั้งการพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองจากการกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อบังคับของพรรคนั้นๆ แล้วก่อนวันเลือกตั้งแต่ 8 ก.พ. ทางผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครรายนั้นสมัครอยู่ จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ถอนชื่อผู้สมัคร หากศาลมีเวลาพิจารณาทัน สำนักงานฯ ก็จะไปประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีผู้สมัครเบอร์นั้นแล้ว ถ้าลงคะแนนให้เบอร์นั้นจะถือว่าเป็นบัตรเสีย 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราส่งศาลกระชั้นชิด เช่น ส่งก่อน 1 วัน ศาลอาจมีคำสั่งออกมาไม่ทัน ผู้สมัครรายนั้นก็ยังถือเป็นผู้สมัครอยู่ต่อไป ในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนก็ยังสามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครรายนี้ได้ แต่เมื่อผลการลงคะแนนออกมา แล้วถ้าผู้สมัครท่านนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับ ที่ 1 จะต้องได้รับการประกาศเป็น สส. ก็มีการมายื่นให้กกต.วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ซึ่งถ้ามีลักษณะต้องห้าม กกต.ก็ต้องสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้น ให้มีการเลือกตั้งใหม่ นี่คือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงยังต้องรอดูต่อไป

เมื่อถามว่า กรณีผู้สมัครถูกจับ แต่ขั้นตอนกฎหมายยังดำเนินต่อไปจนยังสามารถเลือกตั้งได้ รวมถึงกรณีพรรคต้นสังกัดระบุว่าทราบว่ายังมีผู้สมัครรายอื่นอีกที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย รอให้เจ้าตัวรู้ตัวเอง โดยที่พรรคไม่ดำเนินการใดๆ จนสุดท้ายหากถูกจับ จะทำให้พรรคการเมืองนั้นมีความผิดอะไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครนั้น ยังไม่มีคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามในวันสมัคร ดังนั้นวันนี้ก็ยังถือเป็นผู้สมัคร ซึ่งกฎหมายคุ้มครอง เหมือนรัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชน ดังนั้นจนกว่าจะต้องคำพิพากษา ตอนนี้ก็ต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์

ส่วนกรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดทรัพย์ถือว่ารวมอยู่ในกลุ่มของผู้สมัครสส.ของพรรคประชาชนอยู่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) ระบุว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังโดยหมายของศาล” คือมาพร้อมกันทั้งสองอย่าง ซึ่งถ้าดูตามกฎหมายก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่าที่ทำอยู่ ยังอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน ยังไม่ส่งศาลจึงต้องถือว่าเขายังมีคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง และคุณต้องเป็นเกณฑ์เดียวกันทุกคน

เมื่อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ประชาชนที่ถูกจับกุมในข้อหาเว็บพนันออนไลน์บริจาคเงินให้กับอดีตพรรคก้าวไกล นั้น นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนี้กกต.ตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งเงินที่พรรคการเมืองรายงานต่อ กกต.ก็ต้องผ่านการตรวจสอบอยู่แล้ว และการที่ผู้บริจาคมีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ที่ถูกจับกุมก็ไม่เป็นไร เราต้องดูว่าเงินนั้นมีที่มาโดยชอบตามกฎหมายการเมืองมาตรา 73 หรือไม่ กรณีพรรคพลังประชารัฐที่หลายคนรวมถึงนายตู้ ห่าว บริจาคเงินให้ อย่างไรก็ตามแม้เงินบริจาคมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กกต.ไม่มีสิทธิ์วินิจฉัยเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  ผู้ที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยคือ ปปง. 

นายแสวง กล่าวต่อว่า หากเงินรายการที่บริจาคเข้าพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้ว ถือว่ากระบวนการเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่  ส่วนเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง หากใช้เหลือก็ต้องนำมาคืน กกต. ที่เงินบริจาคหรือเงินรายได้ที่อื่น พรรคการเมืองอาจมีการตั้งมูลนิธิเพื่อรับมอบเงินหรือทนัพย์สินจองพรรคก็ได้ โดยตามกฎหมายพรรคการเมืองเงินนี้ถือว่าจบไปแล้ว แต่ถ้าเป็นเข้าข่ายเป็นกฎหมายฟอกเงิน ก็เป็นคนละกรณีไป. 

นายแสวง  ยังกล่าวกรณีการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกรณีจัดหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยต้องแสดงตน 2 ครั้ง ว่า เห็นตามข่าวแล้วว่ามีการไปฟ้องที่ศาลปกครอง และประชาชนได้มายื่นที่สำนักงานฯแล้วนั้น ซึ่งรูปแบบการจัดหน่วยออกเสียงประชามติในส่วนของสำนักงานฯก่อนที่จะออกแบบหน่วยก็ได้คำนึงถึงหลักกฏหมาย และเจตจำนงในการออกเสียงของประชาชน หลักการแรก เราคำนึงคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียงว่า เขาจะลงคะแนนหมายเลขอะไร หรือถ้าประชามติก็คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นไปตามเสียงของประชาชน  หลักการที่2 คือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่3 การบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย นั่นคือสิ่งที่เราได้คำนึงถึงในการออกแบบหน่วยทุกแบบไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่มายื่นที่ศาลปกครอง หรือมายื่นที่สำนักงานฯ ซึ่งเราพิจารณาทุกรูปแบบมาแล้วสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกของให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่าง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกันทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกันคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วยืนยันตามนี้

ด้าน นายณรงค์ กล่าวว่า การออกแบบหน่วยได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบแต่สุดท้ายเราก็เลือกตามแบบที่เผยแพร่ คือ จัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน ประเด็นคือรับบัตรเลือกสส. เมื่อเลือก สส.เสร็จเดินไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และอีกประเด็นกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียวเราจะมีช่องทางในการให้ทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น  เชื่อว่า ไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

Leave a comment