ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’ มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’  มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’ มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

ดีเบตเรื่องสต๊อกข้าว 100 ตัน ในรายการของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกมุมมองเชิงนโยบายทั่วไป หากแต่กลายเป็นภาพเปรียบเทียบชั้นเชิงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอไม่ใช่การถกเถียงเชิงอุดมคติ แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างคนที่เคยรับผิดชอบระบบจริงกับคนที่ยังมองระบบจากกรอบแนวคิด

ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่น้ำเสียงหรือท่าที แต่อยู่ที่วิธีตั้งโจทย์ วิธีประเมินต้นทุน และการมองผลลัพธ์ปลายทางของนโยบายหนึ่ง ๆ ว่าสุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นคนแบกรับความเสี่ยง และระบบจะยืนอยู่ได้จริงหรือไม่

ตัวเลข “100 ตัน” ถูกดึงขึ้นมาเป็นแกนหลักของการดีเบต ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ตั้งขึ้นเพื่อเอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างการส่งออกข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ในอดีตระบบเคยกำหนดสต๊อกขั้นต่ำไว้สูงถึงระดับ 500 ตัน เพื่อคุมมาตรฐานและความพร้อมของผู้ส่งออก

การปรับลดลงมาเหลือ 100 ตัน เป็นการถอยของระบบ เพื่อเปิดช่องให้รายเล็กขยับเข้ามาอยู่ใกล้ตลาดส่งออกมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ต้นทุนต่อหน่วยยังไม่พังตั้งแต่ต้นทาง และความเสี่ยงยังไม่ไหลลงไปกองอยู่ที่ปลายสายอย่างรุนแรง

ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน เลือกมองเกณฑ์นี้จากมุมการเข้าถึง โดยชี้ว่าสต๊อกขั้นต่ำยังเป็นภาระของผู้ส่งออกรายย่อย เอสเอ็มอี และกลุ่มข้าวพิเศษ ที่ไม่มีเงินทุน ไม่มีคลังสินค้า และไม่สามารถถือข้าวจำนวนมากเพื่อรอการส่งออกได้ ข้อเสนอต่อเนื่องคือการผ่อนคลายหรือยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว

ในระดับแนวคิด ข้อเสนอนี้ฟังดูดีและดึงดูดใจ

แต่เมื่อวางลงบนโครงสร้างการค้าโลกจริง ช่องว่างเชิงเหตุผลก็เริ่มปรากฏ การค้าระหว่างประเทศไม่ได้เดินด้วยความตั้งใจฝ่ายเดียว หากแต่ถูกกำหนดด้วยต้นทุน ความเสี่ยง และกรอบสัญญาที่ไม่ยืดหยุ่นตามอุดมการณ์

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากพรรคภูมิใจไทย ยืนอยู่บนฝั่งของกลไกการส่งออกจริง เธอไม่ได้ปฏิเสธรายย่อย แต่ตั้งคำถามกลับไปยังระบบว่า หากลดเกณฑ์ลงต่ำกว่านี้ การค้าจะเดินต่ออย่างไร เพราะการส่งออกข้าวระดับประเทศไม่ใช่การขายทีละนิด การค้าทุกครั้งต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเอกสาร ค่าขนส่ง ค่าเรือ ค่าโลจิสติกส์ และต้นทุนบริหารจัดการ

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ลดลงตามปริมาณ หากปริมาณต่ำเกินไป ต้นทุนต่อหน่วยจะพุ่งขึ้นทันที จนไม่เหลือพื้นที่กำไร และไม่เกิดความคุ้มค่าในการค้า คนที่เคยทำงานหน้างานรู้ดีว่าปริมาณคือเงื่อนไขขั้นต่ำของความอยู่รอดในระบบนี้

ในมุมของศุภจี การลดจาก 500 ตันมาอยู่ที่ 100 ตัน ถือเป็นการผ่อนเงื่อนไขครั้งใหญ่แล้ว ระดับนี้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยยังอยู่ในจุดที่การค้ายังพอขยับได้ หากลดต่ำลงไปอีก ระบบจะเริ่มฝืนตัวเอง และความฝืนนั้นไม่ได้เกิดจากท่าทีแข็งกร้าวของใคร แต่เกิดจากตัวเลขที่ไม่รองรับการปฏิบัติจริง

แนวคิดเรื่อง “ไม่ต้องมีสต๊อก” ถูกหยิบมาเสนอในเชิงนโยบาย โดยมองว่าผู้ส่งออกสามารถรอออเดอร์แล้วค่อยไปจัดหาสินค้า แต่ในโลกของการค้า การไม่มีสต๊อกหมายถึงไม่มีของพร้อมส่ง และเมื่อไม่มีของพร้อมส่ง สัญญาก็ไม่เกิด

ผู้นำเข้าในตลาดโลกให้ความสำคัญกับความพร้อมมากกว่าคำอธิบาย ธนาคารก็เช่นกัน หากไม่มีสินค้าจริงอยู่ในมือ ไม่มีหลักประกัน ความเชื่อถือก็ไม่เกิด การค้าระหว่างประเทศไม่ได้วัดกันแค่เจตนา แต่วัดกันที่ความพร้อมในการส่งมอบตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

เมื่อผู้ส่งออกไม่ถือสต๊อก ความเสี่ยงทั้งหมดจะไหลย้อนลงไปที่ผู้ผลิตต้นทาง ชาวนาและรายเล็กต้องรับภาระจากความผันผวนของราคา ต้องเก็บสินค้าเอง และต้องรอขายเอง นโยบายที่ตั้งใจเปิดโอกาสจึงกลายเป็นการผลักความเสี่ยงลงไปด้านล่างโดยไม่ได้ตั้งใจ

ศุภจีเห็นภาพนี้ชัด เพราะเคยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรักษาสมดุลทั้งระบบ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง การปล่อยให้ความเสี่ยงไหลลงไปโดยไม่มีเครื่องรองรับ ไม่ได้ทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น หากแต่เพิ่มโอกาสที่ระบบจะพังเป็นช่วง ๆ

ตลอดการดีเบต น้ำหนักของเหตุผลจากฝั่งศุภจีค่อย ๆ ทับซ้อนขึ้น เธอพูดจากประสบการณ์การรับผิดชอบงานขนาดใหญ่ และจากความเข้าใจว่าการค้าระหว่างประเทศไม่เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก เครดิตและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่เสียแล้วเสียเลย

ขณะที่ฝั่งศิริกัญญา เหตุผลยังคงวนอยู่กับการออกแบบกติกา โดยไม่ตอบให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้รับผลกระทบ หากระบบที่ออกแบบไม่สามารถยืนอยู่ได้จริง ความคลุมเครือนี้ปรากฏให้เห็นตลอดการโต้ตอบบนเวที

ผู้ดำเนินรายการพยายามส่งบอลให้ศิริกัญญาอยู่หลายจังหวะ แต่ทุกครั้งกลับถูกสวนกลับด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ ทำให้ความต่างด้านประสบการณ์ถูกเปิดให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการหลังรายการไปในทิศทางเดียวกัน แนวคิดส่งออกโดยไม่ถือสต๊อกถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ข้าวหนึ่งล็อตต้องผ่านหลายขั้นตอน ใช้เวลา ใช้เงิน และต้องมีสินค้าสำรองเพื่อควบคุมคุณภาพ หากเกิดปัญหา ไม่มีสต๊อกก็แก้ไขไม่ได้

สต๊อก 100 ตัน ไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างทุนใหญ่กับรายเล็ก แต่เป็นเส้นขั้นต่ำของความเป็นมืออาชีพในตลาดโลก เส้นนี้ทำหน้าที่คัดกรองความพร้อม ไม่ใช่เพื่อกีดกัน แต่เพื่อให้ระบบทั้งชุดยังเดินต่อไปได้

ดีเบตวันนั้นจึงไม่ได้จบลงที่ความรู้สึกหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่จบลงที่น้ำหนักของเหตุผลและความเข้าใจเชิงปฏิบัติ

และภาพที่ออกมาชัดเจนว่า ศุภจีเหนือกว่าด้วยประสบการณ์และการมองเห็นความเสี่ยงทั้งระบบ

ขณะที่ศิริกัญญายังต้องใช้เวลาอีกมากในการขยับจากโลกของนโยบาย ไปสู่ความเข้าใจเชิงปฏิบัติจริง เพราะสนามการส่งออกไม่เปิดโอกาสให้ฝึกงาน และระบบเศรษฐกิจก็ไม่สามารถใช้ทั้งประเทศเป็นพื้นที่ทดลองได้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment