
19 ม.ค. 2569 11:06 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดปี 2025 เติบโตอยู่ที่ 5% บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลปักหมุดไว้ที่ “ประมาณ 5%” ได้สำเร็จ ปัจจัยหลักมาจากการที่จีนสามารถทำยอดเกินดุลการค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดนอกเหนือจากสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
รัฐบาลจีนรายงานว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% ในปีที่ผ่านมา บรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น
แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูดี แต่เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญปัญหาเรื้อรัง ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านในเดือนธันวาคมลดลง 2.7% ซึ่งเป็นการดิ่งลงแรงที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่ยอดการลงทุนในอสังหาฯ ตลอดทั้งปีร่วงลงถึง 17.2%
ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมโตเพียง 0.9% ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังคงเป็นจุดแข็ง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมขยายตัว 5.2% สูงกว่าเดือนก่อนหน้า
คัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะ “อุปทานแข็งแกร่ง แต่อุปสงค์อ่อนแอ” แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพการเติบโตต่อไปได้ในปีนี้
ในปี 2026 จีนยังต้องรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ขู่จะเพิ่มภาษีกับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านหรือคัดค้านแผนการเข้าควบคุมกรีนแลนด์
นอกจากประเด็นเศรษฐกิจ จีนยังเผชิญกับ “วิกฤตประชากร” ที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหลือเพียง 1.41 พันล้านคน ส่วนอัตราการเกิดลดต่ำลงเหลือเพียง 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ว่าแรงงานหลายร้อยล้านคนจะทยอยออกจากระบบเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออก เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว.
ที่มา BBC