
ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่ ตบปากเขมร ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย
วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่ ตบปากเขมร ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย ทัพบกจัดงาน‘วันกองทัพไทย’ สดุดีทหารกล้าปกป้องแผ่นดิน
ทบ.จัดพิธีวันกองทัพบก รำลึกวีรกรรมบรรพชนไทย สดุดีทหารหาญ สละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย เนื่องในโอกาสวันกองทัพบกวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบเนื่องในวันกองทัพไทย และจัดพิธีสดุดี-จารึกชื่อ 42 วีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ปี 2568 ด้านโฆษก “กองทัพบก” แจงปมสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน ยืนยันเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ที่ถูกเขมรบุกรุกนานกว่า 40 ปี ย้ำปฏิบัติตามหลักสากล ฮึ่มเตือนกัมพูชาอย่าบิดเบือนข้อมูล
เมื่อวันที่ 18 มกราคม พลเอกอุกฤษฎ์บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้แทนเหล่าทัพวางพวงมาลา เนื่องในวันกองทัพไทยประจำปี 2569ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยมีผู้ช่วยทูตทหาร ผู้แทนกรมการปกครอง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย รวมถึงครอบครัววีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาร่วมพิธี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปีนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจัดพิธีสดุดีทหารกล้าที่สละชีพปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม 2568รวม 42 นาย
นอกจากนี้ กองทัพไทยยังจารึกรายชื่อทหารกล้าทั้ง 42 นาย ในนาม “วีรชนของกองทัพไทย ผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรไทย” ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และเพิ่มดินสมรภูมิแห่งที่ 11จากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้ชื่อว่า “ดินสมรภูมิพิทักษ์ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2568” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ และความเสียสละ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังมอบของที่ระลึกและให้กำลังใจครอบครัววีรชนทั้ง 42 ครอบครัว เริ่มตั้งแต่ครอบครัวร้อยตรีวรัญชิต ยวงสุวรรณซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 รวมไปถึงครอบครัวจ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพในเหตุปะทะรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568และเป็นที่มาของชื่อ”ยุทธการศตวรรษ” ที่กองทัพบกตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ ปัจจุบันจ่าสิบเอก ศตวรรษ ได้รับพระราชทานยศพลตรีเป็นกรณีพิเศษ
วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีทางศาสนาและพิธีเชิดชูเกียรติวีรชนผู้เสียสละ ประกอบด้วย 4 พิธีสำคัญได้แก่ พิธีสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหม พิธีวางพวงมาลา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก เพื่อรำลึกถึงกำลังพลกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะผู้เสียสละจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ หน้าหอประชุมกิตติขจร และพิธีสงฆ์ ณ ห้อง 221 กองบัญชาการกองทัพบก
ในพิธีวางพวงมาลา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก ผู้บัญชาการทหารบกนำคณะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณวีรชนทหารไทย พร้อมประกอบพิธีสดุดีเกียรติยศ มีการเป่าแตรเดี่ยว แตรนอน เพื่อไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ สะท้อนถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลผู้ได้อุทิศชีวิต
เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความสงบสุขของประเทศชาติ
จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกประกอบพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5
เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นรากฐานสำคัญของกองทัพบกไทย ก่อนเข้าร่วมพิธีสงฆ์ ซึ่งมีการทอดผ้าบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณนักรบไทย และเจริญพระพุทธมนต์ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสราชวรวิหารมาประกอบพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเปี่ยมด้วยความสำนึกในคุณูปการของวีรชนผู้เสียสละ
หลังเสร็จพิธีทางศาสนา ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
สำหรับวันที่ 18 มกราคมของทุกปี ถือเป็นวันยุทธหัตถี วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันกองทัพบกและวันกองทัพไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงประกาศอิสรภาพและปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะ อันเป็นรากฐานแห่งเอกราชและความมั่นคงของชาติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในเวลา 16.00 น. กองทัพบกจัดพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลที่ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี ซึ่งถือเป็นพิธีสำคัญของวันกองทัพบก สะท้อนความพร้อม ความสง่างาม ความมีระเบียบวินัย และความจงรักภักดีของกำลังพลกองทัพบก ในการยึดมั่นคำสัตย์ปฏิญาณที่จะพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติ และผืนแผ่นดินไทย
ด้านพล.ต.วินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวถึงกรณีรมว.กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ ต่อมาสื่อต่างประเทศได้นำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ โดยกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยยึดครองพื้นที่พลเรือน และยังควบคุมพื้นที่ที่เขมรอ้างว่าเป็นของตนเอง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ส่งผลให้คนกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ว่า ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ตรงข้อเท็จจริง โดยพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยมาตลอด และเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการบุกรุกเข้ามาอยู่อาศัยผิดกฎหมายต่อเนื่องนานกว่า 40 ปี มิใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเหตุปะทะในปัจจุบัน
“การดำเนินการของไทยเป็นไปตามหลักสากล ไม่ได้มุ่งรุกล้ำหรือกระทบประชาชนพลเรือน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไทยดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการแจ้งและประท้วงตามช่องทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศตามขั้นตอนที่กำหนด อาทิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง กฎหมายป่าไม้ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจ และกรมป่าไม้ เข้าดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งสร้างความเข้าใจ แจ้งเตือนล่วงหน้า การปักป้ายประกาศ และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กองทัพบกขอให้ฝ่ายกัมพูชานำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่กระทบภาพลักษณ์ของฝ่ายไทย รวมถึงบรรยากาศของความร่วมมือ»พล.ต.วินธัย กล่าว
ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงถึงกรณีพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนไทย ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นผลจากการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไทยยืนยันว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือน และลดความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ใช่การกระทำเชิงรุกหรือยั่วยุทางทหาร และพร้อมให้มีการตรวจสอบร่วมในกรอบกลไกที่เหมาะสม ส่วนความกังวลว่าทหารไทยเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไทยมีมาตรการอย่างไร นั้นกองทัพไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยง ทั้งด้านยุทธวิธี อุปกรณ์ และการฝึกเฉพาะทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด ขอย้ำว่า ภารกิจหลักคือการป้องกันอธิปไตยควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต โดยยึดหลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบสูงสุด
กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับโดรนพลีชีพของกัมพูชา ซึ่งไทยรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตามหลักการ ไทยขอหลีกเลี่ยงการขยายความจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และขอให้สื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบานปลายโดยไม่จำเป็น
กรณีชาวบ้านและผู้พำนักอาศัยบริเวณตลาดชายแดนร้องเรียนเรื่องการตรวจของเจ้าหน้าที่นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว ไทยรับฟังข้อกังวลของประชาชน และพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมเป็นสำคัญ ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “รุกราน” และยึดที่ดินชาวกัมพูชา เรื่องนี้ประเทศไทย ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไทยยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของตนเองมาโดยตลอด โดยไม่รุกล้ำดินแดนของประเทศอื่น ส่วนการคงกำลังตามแนววางกำลังเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และลดระดับความตึงเครียดตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมที่สองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ข้อกล่าวหาใดๆ ควรได้รับการพิสูจน์ผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหาในสื่อหรือโซเชียลมีเดียฝ่ายเดียว ส่วนที่กัมพูชาอ้างว่าการกระทำของไทยขัดข้อตกลงให้พลเรือนกลับพื้นที่ (ข้อ 4) จริงหรือไม่ ไทยเราเคารพถ้อยแถลงร่วมและหลักมนุษยธรรม อย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของพลเรือนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากอาวุธหรือทุ่นระเบิด ไทยพร้อมหารือในกรอบกลไกร่วมเพื่อให้การกลับเข้าพื้นที่ของพลเรือนเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน
ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชา ขอให้ใช้คำว่า “ประเทศไทยรุกรานกัมพูชา” ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ไม่ยั่วยุ และไม่ตัดสิน การใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบั่นทอนความพยายาม ในการลดความตึงเครียด ไทยสนับสนุนการใช้ภาษาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา
ขณะที่พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวลักษณะกล่าวอ้างว่าได้พูดเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา โดยยืนยันชัดเจนว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ ตนไม่เคยไปบรรยายหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะตามที่มีการเผยแพร่ที่ใดมาก่อน พร้อมเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดความรัก ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลังให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง
ซึ่งความรักความสามัคคีของคนในชาติ จะเป็นพลังสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
พล.อ.บุญสินยังขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้วิจารณญาณรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้หลีกเลี่ยงการส่งต่อหรือแชร์ข้อความดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการขยายผลข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม


