
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ คุก 3 ปี จัสติน ไม่รอลงโทษคดีมาตรา 112 ยกเลิกการคุมประพฤติ
วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.
จากกรณีที่ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการ อายุ 34 ปี ถูกฟ้อง 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกาในระหว่างการชุมนุมนั้น
วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์บนเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยมีข้อความระบุไว้ว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคดี “จัสติน” กรณีแปะกระดาษบนรูป ร.10 เห็นว่าผิด ม.112 ลงจำคุก 3 ปี 19 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธณ์ ในคดีของ “จัสติน” ชูเกียรติ แสงวงค์ นักกิจกรรมสมุทรปราการวัย 34 ปี ซึ่งถูกฟ้องใน 7 ข้อกล่าวหา โดยมีข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาว่าแปะกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมบนรูปกษัตริย์รัชกาลที่ 10 บริเวณหน้าศาลฎีกา ในระหว่างการชุมนุม #ม็อบ20มีนา64
.jpg)
คดีนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องในความผิด ม.112-116 และอีก 4 ข้อหา โดยเห็นว่า พ.ต.ท.ยุคณธร ประจักษ์พยานเพียงคนเดียวนั้น ซึ่งเห็นผู้ก่อเหตุจากด้านหลัง ห่างจากผู้ก่อเหตุประมาณ 10 เมตร ส่วนหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด CCTV นั้นเป็นมุมภาพจากระยะไกล ส่วนภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือนั้นเห็นว่ามีบุคคลเอื้อมมือขึ้นไปหาพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ไม่ปรากฏว่าทำการติดกระดาษที่มีข้อความไม่เหมาะสมลงไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ อีกทั้ง หลักฐานทั้งสองอย่างไม่อาจยืนยันได้ว่า ถ่ายไว้ได้เมื่อใดและไม่ปรากฏว่าผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 จริงหรือไม่
พยานโจทก์ปากอื่นๆ เป็นเพียงผู้ทราบเหตุการณ์ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุติดกระดาษลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ และโจทก์ก็ไม่มีพยานอื่นเข้าเบิกความอีกว่าจำเลยเข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่ต้น ศาลเห็นว่า การติดกระดาษบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ต่อมามีผู้มาทิ้งขยะไว้จริง จะต้องเป็นการวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นไว้ก่อนหน้าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ การสืบพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยวางแผนกับผู้ชุมนุมอื่นเพื่อขว้างปาสิ่งของและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ส่วนฐานความผิดอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138, 140, 295 และ 296 นั้น เท่าที่ดำเนินการสืบพยานโจทก์ยังมีข้อสงสัยพอสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลเห็นว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมประมาณ 500 คน ระหว่างการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแล้วว่า การชุมนุมเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อจำเลยให้การรับว่าไปร่วมชุมนุมจริง แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น จึงเดินทางกลับ ฉะนั้นจึงเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9

ศาลชั้นต้นพิพาษาลงโทษในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 1 เดือน ปรับเงิน 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี พร้อมกับให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และให้ทำบริการสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตา ม.112 จำคุก 3 ปี ไม่รอการลงโทษ
วันนี้ (19 ม.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ วันนี้จำเลยไม่ได้มาศาล มีเพียงทนายจำเลยเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายจับจำเลยที่ไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งครบกำหนด 1 เดือน และยังคงตามจับตัวจำเลยไม่ได้
ต่อมาทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้นำกระดาษไปติดที่พระบรมฉายาลักษณ์ ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และยกเลิกการคุมประพฤติ ส่วนที่ศาลชั้นต้นเคยให้รอการลงอาญาไว้ในความผิดคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น และให้ออกหมายจับจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ต้องติดตามเพิ่มเติมต่อไป”
ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก แนวโน้มคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ จัสติน หรือ นาย ชูเกียรติ แสงวงค์
“ความจริงมีหนึ่งเดียว ทำได้ก็ต้องรับได้”
“ขอบคุณศาลท่านมากที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี ประชาชนเชื่อหมั้น”
“สบายไปไม่ต้องหุงข้าวหุงปลาเอง”
“จัสตินที่ดี คือจัสติน บีเบอร์ ครับ”
“ศาลเขาก็ทำถูกแล้วไง”
“ทรงนี้ถ้าอยู่ข้างในคงไม่ได้กินหนมน้าหรอก แต่จะกิน พวกน้าๆแทน “
“ศาลอุทธรณ์เป็นที่พึ่งได้อีกตามเคย”
“ที่เรียกร้องขอประกันตัวกันทุกรายคงเป็นไปเหมือนรายนี้……หนี!”
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน