
‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
‘ชูวิทย์’หยันปชน.เป็นฝ่ายค้านแน่ โต้รับงานคว่ำ‘ส้ม’ ประเมินลต.ได้90-100ที่นั่ง ‘วิโรจน์’ฮึ่มขู่ฟ้องจอมแฉ กกต.เต้นซื้อเสียงหัว7พัน
“ชูวิทย์” โต้รับใบสั่ง “บิ๊กแดง” ล้ม “พรรคส้ม” ยันคุย “บิ๊กโจ๊ก” บอกอยากคุมตร.ประเมินปชน.ได้สส.ต่ำร้อย “ชวน” ลุย “เชียงใหม่” หาเสียงช่วย “ต๊ะ นารากร” ที่ตลาดดอกไม้-ตลาดต้นลำไยอ้อนขอคะแนนทั้งพรรคและสส.เขต เน้นการเมืองสุจริต-ไม่ซื้อเสียง เพราะคือต้นตอธุรกิจการเมือง-วงจรอุบาทว์ ด้าน’แสวง’ชี้ผลสำรวจซื้อเสียง7,500บาท อาจเป็นเพียงประเมิน ย้ำหน้าที่ กกต.ต้องทำให้’เงิน’ไม่มีความหมายต่อผลเลือกตั้ง ระดมการข่าว–หน่วยเคลื่อนที่เร็วสกัดพื้นที่สีแดงทุกภาค
เมื่อวันที่ 19มกราคม2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชป.พร้อม น.ส.นารากร ติยายน หรือต๊ะ ผู้สมัครสส.เขต1 ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดดอกไม้ และตลาดต้นลำไย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของต๊ะ นารากร อ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาเดินตลาด ขอให้เลือกทั้งพรรคและสส.แบบเบ่งเขต ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง การลงหาเสียงครั้งนี้ของนายชวน ได้รับการตอบรับจากชาวเชียงใหม่และแฟนคลับเป็นอย่างดี มีคนนำมาลัยกรมามอบให้พร้อมกับขอถ่ายรูปด้วย หลังหาเสียงที่ตลาดเสร็จแล้ว นายชวนและน.ส.นารากร ได้ขึ้นรถแห่ขอคะแนนเสียงชาวเชียงใหม่รอบคูเมือง ก่อนเดินทางไปวัดเชียงมั่น วัดเก่าแก่และวัดแรกของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อไปไหว้ขอพร พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว
‘ชวน’อ้อนเลือกทั้งพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์
นายชวน กล่าวว่า การลงพื้นที่เชียงใหม่วันนี้คิดว่า ระบบบัญชีรายชื่อนั้นจะดีขึ้นแต่ก็คิดว่าจำนวนไม่มากขึ้นแต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นในส่วนที่น่าจะไม่มีการซื้อเสียง เพราะการเลือกตั้งเขตส่วนใหญ่จะมีการซื้อเสียงกันเลยทำให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขต จะยากหน่อยในการที่จะลงหาเสียงและได้คะแนนมา แต่เมื่อระบบบัญชีรายชื่อไม่มีการซื้อเสียงถือว่า มีโอกาสที่พรรคจะได้คะแนนมากขึ้น โดยทั่วไป กระแสที่มีการต้อนรับหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมีความนิยมมาก เลยเชื่อว่าเชียงใหม่ระบบบัญชีรายชื่อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งทางหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ ก็ได้ขอร้องว่าเลือกพรรคแล้วขอให้เลือกคนด้วย เขตไหนที่คนเหมาะสมก็ขอให้เลือกคนไว้ด้วย ส่วนสส.แบบเขตพรรคปชป.ไม่กล้าหวังแต่ถ้าหากได้มาก็ดี เพราะการเมืองมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ช่วยสนับสนุน น.ส.นรากร ด้วย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนพอที่ให้ นายอภิสิทธิ์ มีเสียงพอที่จะไปต่อรองในการที่จะทำงานการเมือง เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรื่อง ด้วยการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชั่น
เน้นการเมืองสุจริต-ต้องไม่ซื้อเสียง
นายชวน กล่าวอีกว่า ตนผ่านการเป็น สส.มา 17สมัย โดยไม่เคยซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว ขอให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันว่าใครก็ตามที่ซื้อเสียง นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจการเมือง เมื่อเขาลงทุนจ่าย ซื้อไปแล้ว ที่สุดท้ายนักการเมืองคนนั้น พรรคนั้น เขาต้องไปถอนทุนคืนผ่านการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการรัฐเมื่อเขามีอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมือง ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่ใช่พรรคเดียวที่พูดเรื่องสุจริต แต่เราเป็นพรรคที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดว่า ทำได้เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองโดยไม่โกงไม่กิน วงจรอุบาทว์จากการซื้อเสียงจากนักการเมืองและลามไปสู่ข้าราชการ นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย ถ้ามองภาพความเป็นจริง กำลังลุกลากไปสู่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ8องค์กร เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้ตระหนัก ไม่เช่นนั้นเราจะเสียท่าให้นักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง โดยใช้คำซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเกราะป้องกันตัว แต่ปฏิบัติไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และอันตรายต่อบ้านเมือง
ระหว่างเดินหาเสียง นายชวนพบนักท่องเที่ยวหนุ่มคนหนึ่งที่มาเชียงใหม่เพราะพักใจจากความรัก นายชวนได้ให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองว่า ให้ตัดใจ แล้วมาเดินหาเสียงด้วยกันดีกว่า สร้างรอยยิ้มให้กับหนุ่มนักท่องเที่ยวและคนรอบข้างที่ได้ยินการพูดคุย
‘ต๊ะ’แนะรับเงินไว้-แต่ให้เลือก’ปชป.’
ด้านน.ส.นารากร กล่าวเป็นภาษาคำเมืองตามสโลแกนที่รณรงค์หาเสียงว่า “เงินมาฮาเอา แต่เฮากาประชาธิปัตย์” เพื่อสื่อว่า รับเงินได้ตามน้ำใจที่ให้ แต่ไม่ต้องเลือกคนโกง ให้หันมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ตั้งใจทำงานจริงที่อาสามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชาวเชียงใหม่
‘แสวง’พร้อมสอบซื้อหัวละ7.5พันบาท
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจว่า มีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงขั้นหัวละ 7,500บาท ว่า เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต.จะต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว กกต.มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม ส่วนการข่าวกกต.รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนได้ว่ากี่บาท อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องจัดการต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยยะสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนจะมีการเชิญภาคเอกชนที่ไปทำผลสำรวจเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะ กกต.มีหน้าที่ป้องกันและรับทราบข้อมูลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น
เตือนทุกคนทำผิดได้หมดแม้แต่จนท.
เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง” เมื่อถามว่า พื้นที่สีแดงส่วนใหญ่อยู่ภาคไหน นายแสวง กล่าวว่า พื้นที่สีแดงมีอยู่ทุกภาค ไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้ หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่เหล่านี้ ทุกคนสามารถกระทำผิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ประชาชน หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเองก็ตาม เราก็ไม่อยากให้มันเกิดเพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ
หวังปชช.ออกมาใช้สิทธิเกินกว่า75%
ต่อข้อถามกรณีที่เลขา กกต.ส่งข้อความในLine กลุ่มสำนักงาน กกต.ถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ อยู่บนพื้นฐานบรรยากาศที่ดี และเป็นคะแนนที่สุจริต เพราะสะท้อนถึงคุณภาพของการเลือกตั้ง ซึ่งเราต้องการ 2 อย่าง คือ ปริมาณคนไปใช้สิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะผู้ไปใช้สิทธิจะมากกว่าครั้งที่แล้ว ที่อยู่ที่ 75% ซึ่งในส่วนคุณภาพคะแนนก็อยากให้เกิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดูนโยบาย ว่าพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้แทนเขาได้ก็ควรจะเลือกตรงนั้น แต่ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลอื่น จึงไม่อยากให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้ ย้ำว่าอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปใช้พัฒนาประเทศตามศักยภาพที่เรามี
‘เจษฎ์’หยอก’หนู’เนื้อหอม’ถูกรุมรัก
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่หาเสียง จ.ชลบุรี บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างให้การตอบรับ พร้อมให้กำลังใจ อยากให้คนรุ่นใหมได้มีโอกาสทำงานการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ ด้าน นายเจษฎ์ กล่าวว่า พรรครักชาติก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเมืองใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาคพลเมืองเป็นหลัก การเมืองต้องไม่ทอดทิ้งประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม ประชาชนในฐานะพลเมืองมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา ส่วนสถานการณ์การจับขั้วทางการเมือง มีความย้อนแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ที่มีสีเสื้อต่างกัน ลองไปดูสีแต่ละสี สีส้มนั่งคุยกับสีฟ้าบอกว่าจะไปจับมือกับสีน้ำเงินกันดีไหม เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายก็แบะท่าว่าจะไปจับกับสีน้ำเงินกันได้ วันนี้คุณอนุทินเนื้อหอมมากนะครับ ถ้าเปรียบเป็นคนที่มีคนหมายปอง ก็มีคนรุมตอมกันถึง 5คน
‘ภราดร’ชูจุดแข็ง’หนู’ปกป้องอธิปไตย
นายภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย ว่า ในช่วง 2เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน
ชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก4ปี เข้าคูหากาเบอร์37
พท.ชี้กระแส’ยศชนัน’แรงเกินคาด
นายสุไพรพล เพ็ญแข หรือป๊อบ ผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กรุงเทพมหานคร เขตบางพลัด-บางกอกน้อย หมายเลข 1 กล่าวถึงกระแสความนิยม”ดร.เชน’ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเงียบๆ แต่กลับสามารถสร้างความตื่นตัวและความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระแสความนิยมในตัว ดร.เชน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ตนเองจะไม่เคยมีโอกาสสนทนากับ ดร.เชน อย่างเต็มที่มาก่อน แต่ก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกันกับการตอบรับจากประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ขณะที่ จักรภพ เพ็ญแข หรือ “พี่เอก” ซึ่งเคยพบและพูดคุยกับ ดร.เชน มาก่อนหน้านี้ ก็แสดงความแปลกใจไม่ต่างกัน กับการที่ประชาชนจำนวนมากให้การยอมรับและสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรายนี้อย่างชัดเจน โชคดีของพรรค พท.ที่ได้แคนดิเดตนายกฯซึ่ง”ถูกที่ ถูกเวลาและที่สำคัญคือ ถูกคน ถูกสถานการณ์”ทั้งตนเองและนายจักรภพ จึงเชื่อมั่นว่า แคนดิเดตนายกฯผู้มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอกและผลงานวิจัยเป็นที่ประจักษ์ จะนำพาพรรคพท.กลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้งในฐานะรัฐบาล
‘วิโรจน์’แถลงแฉขบวนการใส่ร้ายปชน.
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) แถลงข่าวเปิดโปงขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคปชน.และการดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวิโรจน์ ระบุว่า ที่ผ่านมาทุกครั้งที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ติติง พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมอย่างได้สัดส่วนมาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุดตลอดระยะเวลาหาเสียงและนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คือ ปฏิบัติการของขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ที่มีทั้งบัญชีไอโอ แอ็คหลุมบอต ตลอดจนการฟาร์มเพจขึ้นมา ผสมกับการใช้เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ในการผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคปชน.ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระทำความผิดกฏหมายพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร2561 มาตรา73 (5) โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะรวบรวมคอมเมนต์ทั้งหมดส่งให้ กกต.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จับตาให้ฝ่ายกม.พรรคฟ้อง’ชูวิทย์’
นายวิโรจน์ ยังแถลงกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10ที่นั่งและผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย.ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการฟ้องร้อง นายชูวิทย์หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสม ทั้งนี้ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่า ไปรับงานใด ๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว
‘ชูวิทย์’โต้ใบสั่ง’บิ๊กแดง’ล้ม’ส้่ม’
เวลา 14.00น.ที่โรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่บอกว่ารับงานมาเพื่อมาถล่มพรรคส้มหรือไม่
ก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้ม 5ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊กและป้ายข้อความราษฎรเต็มขั้น มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์ ได้สวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อ ราษฎรเต็มขั้น ที่หน้าอกเช่นเดียวกัน จากนั้น นายชูวิทย์ได้ แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการพรรคส้ม ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็นตนสนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม ตั้งแต่ปี62-66 เคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดง
คุย’บิ๊กโจ๊ก’ต่อรองเก้าอี้เรื่องปกติ
สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่า พรรคประชาชนรทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ 10ที่นั่งและผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ กล่าวว่า การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด หากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตนได้คุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิปและไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคปชน.มีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผบ.ตร. ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ ส.ส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหาก นายวิโรจน์ จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน
จากนั้น นายชูวิทย์ ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง อดีต ผบ.ทบ.ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่า แชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี2566และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง การพยายามเชื่อมโยงตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดการเมืองเก่าตนไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน
คาด’ปชน.’ได้สส.90-100คนเท่านั้น
นายชูวิทย์ กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการสั่งสอนพรรคปชน.เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคปชน.มีความแหลมคมมากขึ้น ไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ ส่วนใครกล่าวหาว่า ตัวเองบอกว่า พรรคส้มเลว ตนขอสาปแช่งให้ตาย โดยเฉพาะตือป่วยก่าย ครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90 ถึง 100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
จากนั้น นายชูวิทย์ ได้นำส้มขึ้นมาแกะ พร้อมกับปอกใส่ปาก ก่อนชิมส้มไปหนึ่งซีก และบอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ จากนั้น นายชูวิทย์ หยิบมาชิมอีกที พร้อมอุทานว่า“อื้อหืออออ เปรี้ยว พร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า รอสมัยหน้าแล้วกัน มันเปรี้ยวไป ต้องรอหน่อย อาจจะดี แต่นี่ส้มไปหรือนี่คือส้มเก๊หรือเปล่า ยังไม่ถึงเวลา พรรคส้มใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนหิวโหยอำนาจ มันจะทำให้คุณเปลี่ยนไป คุณต้องมีอุดมการณ์ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้“